×

ผ่าแผนยุทธศาสตร์ GPSC ทะยานสู่ผู้นำพลังงานสะอาด รับเทรนด์ Data Center และนวัตกรรม SMR พลิกโฉมอนาคตพลังงานไทย

30.06.2026
  • LOADING...
ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

ในยุคที่ความผันผวนทางภูมิรัฐศาสตร์โลกทวีความรุนแรงและคาดเดาได้ยาก สิ่งหนึ่งที่ได้รับผลกระทบอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้คือ ‘ความมั่นคงทางพลังงาน’ ซึ่งกลายเป็นโจทย์ใหญ่ที่ทุกประเทศต้องเร่งหาทางออก THE STANDARD WEALTH มีโอกาสพูดคุยแบบเจาะลึกกับ ศิริเมธ ลี้ภากรณ์ ผู้จัดการใหญ่ และรักษาการประธานเจ้าหน้าที่ปฏิบัติการ บริษัท โกลบอล เพาเวอร์ ซินเนอร์ยี่ จำกัด (มหาชน) หรือ GPSC ถึงวิสัยทัศน์และการปรับกระบวนทัพครั้งสำคัญ เพื่อขับเคลื่อนองค์กรให้เติบโตอย่างยั่งยืน สอดรับกับแผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ (PDP 2026) รวมถึงการเดินหน้าสู่เป้าหมาย Decarbonization อย่างเต็มรูปแบบ

 

การเปลี่ยนแปลงทางภูมิรัฐศาสตร์โลก ไม่ว่าจะเป็นสงครามหรือความขัดแย้งระหว่างประเทศ ได้กลายเป็น ‘ตัวเร่ง’ ที่สำคัญต่อการปรับตัวด้านพลังงาน

 

ศิริเมธ ระบุว่า ท่ามกลางความไม่แน่นอนเหล่านี้ ประเทศไทยมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่ต้องลดการพึ่งพาการนำเข้าพลังงานเชื้อเพลิงฟอสซิลจากต่างประเทศ ทิศทางหลังจากนี้จึงหนีไม่พ้นการเร่งสัดส่วนการใช้พลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy : RE) ให้มากขึ้น

 

อย่างไรก็ตาม เมื่อมีพลังงานหมุนเวียนเข้ามาในระบบ สิ่งที่ท้าทายตามมาคือ ‘เสถียรภาพของระบบไฟฟ้า’ GPSC ในฐานะผู้นำด้านธุรกิจพลังงาน จึงต้องวางกลยุทธ์ที่สามารถรักษาสมดุลทั้ง 3 ด้าน ได้แก่ ความมั่นคงในการจ่ายกระแสไฟฟ้า (Security), ราคาที่ผู้บริโภคเข้าถึงได้ (Affordability) และทิศทางการลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (Sustainability) ซึ่ง GPSC ได้เล็งเห็นภาพของ Energy Transition มานานแล้ว และเตรียมความพร้อมไว้ในหลายมิติ เพื่อให้สอดรับกับนโยบาย Net Zero ของประเทศในปี 2050

 

ยกระดับประสิทธิภาพ ‘ไฟฟ้า-ไอน้ำ’ มุ่งสู่ผู้นำ Decarbonization ในมาบตาพุด

 

GPSC ถือเป็นผู้ผลิตไฟฟ้าและไอน้ำรายใหญ่ที่สุดในพื้นที่นิคมอุตสาหกรรมมาบตาพุด ซึ่งเป็นหัวใจสำคัญของภาคอุตสาหกรรมไทย ระบบการผลิตของ GPSC เป็นลักษณะโคเจนเนอเรชั่น (Cogeneration) ที่ใช้ก๊าซธรรมชาติเป็นเชื้อเพลิงหลัก เข้าไปเผาไหม้ในเครื่องกังหันก๊าซ (Gas Turbine) เพื่อผลิตกระแสไฟฟ้า จากนั้นนำความร้อนทิ้งที่อุณหภูมิสูงถึง 500-600 องศาเซลเซียส ไปผ่านระบบกู้คืนความร้อน (Heat Recovery Steam Generator) เพื่อต้มน้ำให้กลายเป็นไอน้ำแรงดันสูง นำไปปั่นกังหันไอน้ำ (Steam Turbine) เพื่อผลิตไฟฟ้าได้อีกทอดหนึ่ง และได้ไอน้ำเป็นผลพลอยได้ส่งขายให้กับลูกค้าอุตสาหกรรม

 

ด้วยความซับซ้อนนี้ การก้าวสู่เป้าหมาย Decarbonization จึงเริ่มต้นที่ การเพิ่มประสิทธิภาพการผลิต (Asset Optimization) เป็นอันดับแรก ปัจจุบัน GPSC ได้นำระบบ Asset Optimization แบบออนไลน์มาใช้บริหารจัดการยูนิตการผลิตที่มีอยู่หลากหลายให้ทำงานประสานกันอย่างเหมาะสมที่สุดแบบเรียลไทม์ รวมไปถึงการปรับปรุงกระบวนการเผาไหม้และลดความร้อนสูญเสีย ซึ่งช่วยให้ประหยัดทั้งการผลิตไฟฟ้าและไอน้ำไปพร้อมกัน

 

“เราได้ทำการเปรียบเทียบ หรือ Benchmarking กับโรงไฟฟ้าทั่วโลก พบว่าปัจจุบันมากกว่า 85% ของยูนิตที่เราโอเปอเรตอยู่ อยู่ในระดับ 25% แรกของโลก (First Quartile) สะท้อนให้เห็นว่าในเรื่องประสิทธิภาพและต้นทุน เราสามารถแข่งขันในระดับสากลได้อย่างแน่นอน” ศิริเมธ กล่าว

 

แผนการปรับปรุงประสิทธิภาพนี้สามารถช่วยลดการใช้เชื้อเพลิงฟอสซิล และลดการปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์ (CO2) ได้มากกว่า 60,000 ตันต่อปี ถือเป็นบันไดขั้นแรกที่แข็งแกร่งในการลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจกขององค์กรลง 15% ภายในปี 2035 ตามแผนที่วางไว้

 

สยายปีกธุรกิจนวัตกรรมพลังงานสะอาด เพิ่มโซลูชันครอบคลุมทั้งใน-นอกกลุ่ม ปตท.

 

นอกจากฝั่งการผลิตแล้ว GPSC ยังมองเห็นโอกาสทางธุรกิจในการให้บริการโซลูชันการจัดการพลังงานแบบครบวงจรเพื่อตอบโจทย์ลูกค้าระดับองค์กรและอาคารขนาดใหญ่ที่ต้องการลดคาร์บอน บริษัทได้จัดตั้งบริษัท เกทซ์ เอนเนอร์ยี่ จำกัด (Getz) เพื่อลุยธุรกิจด้าน EPC รวมถึงการนำองค์ความรู้ด้านระบบกักเก็บพลังงานด้วยแบตเตอรี่ (BESS) และระบบบริหารจัดการพลังงาน (Power Management System) มาผสมผสานกับการใช้ไฟฟ้าจากสายส่งปกติ เพื่อสร้างระบบพลังงานไฟฟ้าที่มีประสิทธิภาพและมีเสถียรภาพให้กับลูกค้า

 

ไม่เพียงเท่านั้น GPSC ยังพบว่า การใช้พลังงานในอาคารขนาดใหญ่ (Mixed-use) ส่วนใหญ่มาจาก ‘ระบบทำความเย็น’ จึงได้ร่วมมือกับบริษัท Keppel บริษัทยักษ์ใหญ่จากสิงคโปร์ จัดตั้งบริษัทร่วมทุน ชื่อ บริษัท CoolConnext จำกัด โดย GPSC ถือหุ้นผ่าน Getz ในสัดส่วน 51% และ Keppel ถือหุ้น 49% เพื่อดำเนินธุรกิจ Cooling as a Service โดยบริษัทจะเข้าไปลงทุนติดตั้งระบบทำความเย็นประสิทธิภาพสูง และจำหน่ายน้ำเย็นให้กับอาคารต่างๆ

 

โดยตั้งเป้าหมายที่จะขยายกำลังการผลิตความเย็นเพิ่มขึ้นถึง 5 เท่า เป็น 100,000 ตันความเย็น ภายในปี 2030 การรุกตลาดโซลูชันนี้เป็นการนำความเชี่ยวชาญของบุคลากร GPSC มาขยายผล เพื่อตอบสนองความต้องการทั้งในและนอกกลุ่ม ปตท. ได้อย่างสมบูรณ์

 

เป้าหมาย PDP 2026 โอกาสบนความท้าทาย สู่การปรับพอร์ตพลังงานสะอาดทะลุ 60%

 

เมื่อมองไปที่แผนพัฒนากำลังการผลิตไฟฟ้าของประเทศ หรือ PDP 2026 (ซึ่งครอบคลุมปี 2026-2050 สอดคล้องกับกรอบเวลา 25 ปีของเป้าหมาย Net Zero พอดี) จะพบว่าความต้องการใช้ไฟฟ้าของประเทศจะเติบโตแบบก้าวกระโดด จากปัจจุบันประมาณ 30,000 กว่าเมกะวัตต์ จะเพิ่มขึ้นเป็น 77,000 เมกะวัตต์ ภายในปี 2050 เพื่อรองรับเทคโนโลยี Electrification ที่จะเข้ามาแทนที่พลังงานปฐมภูมิอย่างน้ำมัน

 

ภายใต้แผนระดับชาตินี้ หากต้องการบรรลุ Net Zero กำลังการผลิตใหม่เกินครึ่งหนึ่ง หรือราว 35,000 เมกะวัตต์ จะต้องเป็นพลังงานสะอาด ศิริเมธ เผยว่า GPSC ได้เตรียมความพร้อมอย่างเต็มพิกัดในการเข้าร่วมประมูล โดยปัจจุบันบริษัทมีพันธมิตรและที่ดินที่มีศักยภาพสูง ซึ่งพร้อมสำหรับพัฒนาโครงการโรงไฟฟ้าพลังงานแสงอาทิตย์ (Solar) และพลังงานลม (Wind) รวมกันมากกว่า 1,000 เมกะวัตต์ ยิ่งไปกว่านั้น หากภาครัฐมีการปลดล็อกระบบโครงข่ายไฟฟ้าให้บุคคลที่สามใช้ (Third Party Access) หรือระบบ Wheeling Charge บริษัทก็มีพื้นที่ที่มีศักยภาพพัฒนาโครงการพลังงานสะอาดได้อีกถึง 1,000-2,000 เมกะวัตต์ ซึ่งจะปลดล็อกให้ GPSC สามารถจัดหาไฟฟ้าจากพลังงานหมุนเวียน (Renewable Energy) ตอบสนองความต้องการของลูกค้า เพื่อบรรลุเป้าหมาย Net Zero ไปด้วยกัน

 

ศิริเมธ ลี้ภากรณ์

 

อย่างไรก็ตาม GPSC ตระหนักดีว่าในช่วงการเปลี่ยนผ่านทางพลังงาน (Energy Transition) ที่พลังงานหมุนเวียนยังมีความผันผวน ประเทศไทยยังคงจำเป็นต้องพึ่งพาโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติขนาดใหญ่ (IPP) เพื่อทำหน้าที่เป็นกำลังผลิตสำรองพร้อมจ่าย (Spinning Reserve) คอยพยุงเสถียรภาพของระบบในยามที่แดดไม่ออกหรือลมไม่พัด ซึ่งคาดการณ์ว่าในร่างแผน PDP ใหม่ ภาครัฐอาจเปิดรับซื้อไฟฟ้าจากโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติเพิ่มเติมอีกประมาณ 4 พื้นที่ ครอบคลุมทั้งภาคตะวันออก ภาคตะวันตก และภาคตะวันออกเฉียงเหนือ ซึ่ง GPSC ก็มีความพร้อมในการเข้าแข่งขันประมูลเพื่อรักษาความมั่นคงทางพลังงานให้ประเทศเช่นกัน

 

จากแผนยุทธศาสตร์ทั้งหมด GPSC ได้วางเป้าหมายอย่างชัดเจนว่า ภายในปี 2030 พอร์ตกำลังการผลิตรวมของบริษัทจะขยายตัวไปถึงระดับ 13,000 เมกะวัตต์ โดยจะมีสัดส่วนพลังงานหมุนเวียน (Renewable) ทะลุระดับ 60% และเข้าใกล้ 70% ซึ่งแรงขับเคลื่อนสำคัญไม่เพียงแต่มาจากแผน PDP ในประเทศไทย แต่ยังมาจากการลงทุนในแพลตฟอร์มพลังงานสีเขียวในต่างประเทศ โดยเฉพาะในอินเดียที่เติบโตอย่างร้อนแรง จากกำลังการผลิต 3,000 เมกะวัตต์ ทะยานสู่ 11,000 เมกะวัตต์ ในเวลาเพียง 4 ปี และมีโครงการในไปป์ไลน์ที่รอลงนามอีกกว่า 10,000 เมกะวัตต์ โดย GPSC ถือหุ้นสัดส่วน 39.9% สิ่งเหล่านี้สะท้อนให้เห็นว่า GPSC พร้อมแล้วที่จะนำประสบการณ์จากเวทีโลก กลับมาขับเคลื่อนแผน PDP 2026 ของไทยให้บรรลุเป้าหมายพลังงานสะอาดได้อย่างแข็งแกร่ง

 

พลิกวิกฤตโรงไฟฟ้าหมดอายุ สู่ขุมทรัพย์ Data Center ขับเคลื่อนเศรษฐกิจ

 

อีกหนึ่งประเด็นที่น่าจับตามอง คือความต้องการไฟฟ้ามหาศาลจากอุตสาหกรรม Data Center และ AI ที่กำลังหลั่งไหลเข้ามาลงทุนในไทย ในขณะที่การสั่งซื้อเครื่องจักรหลักสำหรับโรงไฟฟ้าใหม่ เช่น กังหันก๊าซ ต้องใช้เวลารอคอยสินค้านานขึ้นจาก 2-3 ปี เป็นเกือบ 5 ปี ทำให้การสร้างโรงไฟฟ้าใหม่ไม่ทันต่อความต้องการ

 

ศิริเมธ มองว่านี่คือ จังหวะทอง ของ GPSC เนื่องจากบริษัทมีโรงไฟฟ้าทั้ง IPP และ SPP ในพื้นที่เดิมที่ใกล้จะหมดอายุสัญญาพอดี เช่น โรงไฟฟ้า GLOW IPP ขนาด 700 เมกะวัตต์ ที่จะหมดสัญญา PPA ในต้นปี 2028 GPSC จึงมีทางเลือก 2 ทาง คือ 1) เจรจาต่ออายุสัญญากับ กฟผ. เพื่อรักษาความมั่นคงของประเทศ หรือ 2) เสนอขายไฟฟ้าโดยตรง (Direct PPA) ให้กับกลุ่ม Data Center ระดับโลกที่กำลังเข้ามาเจรจาอยู่หลายราย

 

SMR จิ๊กซอว์เทคโนโลยีพลิกโลก สู่การลดคาร์บอนอย่างยั่งยืน

 

หนึ่งในไฮไลท์สำคัญของแผนการรักษาความมั่นคงทางพลังงานในอนาคตคือ เทคโนโลยีนิวเคลียร์ขนาดเล็ก (SMR) ซึ่งจะถูกบรรจุในแผน PDP 2026 ถึง 2,400 เมกะวัตต์ เพิ่มขึ้นจากร่างเดิมที่ 600 เมกะวัตต์ สาเหตุที่ SMR เป็นกุญแจสำคัญ เพราะโรงไฟฟ้าอุตสาหกรรมของ GPSC ต้องจ่ายทั้ง ‘ไฟฟ้า’ และ ‘ไอน้ำ’ ให้ลูกค้า หากใช้แผงโซลาร์เซลล์หรือลม จะได้เพียงกระแสไฟฟ้า แต่ไม่สามารถผลิตไอน้ำได้ SMR จึงทำหน้าที่เป็นระบบ Cogeneration คล้ายโรงไฟฟ้าก๊าซธรรมชาติ คือใช้ความร้อนต้มน้ำให้เดือดเป็นไอน้ำไปปั่นกังหัน และนำไอน้ำที่ได้ไปส่งให้ลูกค้าต่อได้ โดยที่ไม่ปล่อยก๊าซคาร์บอนไดออกไซด์เลยในกระบวนการผลิต ถือเป็นเทคโนโลยีที่ตอบโจทย์ทั้ง Security, Affordability และ Sustainability ครบถ้วนในตัวเดียว

 

ปัจจุบัน GPSC ได้ลงนาม MOU กับพันธมิตรเพื่อศึกษาความคุ้มค่าและความเป็นไปได้ของเทคโนโลยี SMR Generation ที่ 4 ซึ่งมีความก้าวหน้าด้านความปลอดภัยสูงสุดในระดับ ‘Inherent Safety’ หรือ ‘Walk-away Safe’ หมายความว่า หากเกิดเหตุฉุกเฉินหรือระบบไฟฟ้าหล่อเย็นขัดข้อง เตาปฏิกรณ์จะค่อยๆ หยุดการทำงานและเย็นตัวลงได้เองตามกลไกธรรมชาติ โดยไม่ต้องอาศัยระบบภายนอกเข้ามาควบคุม

 

บริษัทกำลังศึกษาเทคโนโลยีจากทั้ง 2 ค่ายหลัก คือ

 

  • เดนมาร์ก (Seaborg Technologies) ซึ่งใช้เทคโนโลยีเกลือหลอมเหลว (Molten Salt) แทนน้ำในการระบายความร้อน เกลือหลอมเหลวมีจุดเดือดสูงกว่า 500 องศาเซลเซียส ทำให้ไม่ต้องสร้างแรงดันมหาศาลในเตาปฏิกรณ์เหมือนระบบน้ำ เมื่อความร้อนสูงเกินไป เกลือจะขยายตัว ทำให้ปฏิกิริยานิวเคลียร์หยุดลงเอง
  • จีน จะใช้ก๊าซเฉื่อยเป็นตัวนำความร้อน โดยออกแบบเชื้อเพลิงให้อยู่ในแคปซูลลูกบอลเซรามิกทนความร้อนสูงถึง 1,600 องศาเซลเซียส ในขณะที่ปฏิกิริยาสูงสุดจะสร้างความร้อนไม่เกิน 1,200 องศาเซลเซียส จึงการันตีได้ว่าเปลือกหุ้มจะไม่มีวันละลายและป้องกันการรั่วไหลของรังสีได้อย่างสมบูรณ์

 

การก่อสร้าง SMR ยังใช้โมเดลสำเร็จรูป ผลิตและประกอบชิ้นส่วนเตาปฏิกรณ์จากโรงงาน คล้ายบ้านน็อกดาวน์ แล้วขนส่งทางเรือหรือรถยนต์มาติดตั้งหน้าไซต์งาน ทำให้คุมงบประมาณและเวลาได้ง่ายกว่าโรงไฟฟ้านิวเคลียร์ขนาดใหญ่ในอดีต นอกจากนี้ SMR ยังใช้พื้นที่รัศมีปลอดภัย (Safety Space) แคบลงเหลือเพียง 500 เมตร ถึง 2 กิโลเมตรเท่านั้น เทียบกับแบบเก่าที่ต้องการรัศมีถึง 16 กิโลเมตร แม้ว่าปัจจุบัน SMR จะยังอยู่ในช่วงเริ่มต้น (Early Stage) โดยโครงการนำร่องที่เกาหลีใต้คาดว่าจะแล้วเสร็จช่วงปี 2030-2032 แต่ผลการศึกษาเบื้องต้นชี้ให้เห็นว่าสามารถลงทุนได้ และจะช่วยล็อกต้นทุนเชื้อเพลิงระยะยาวให้กับประเทศได้อย่างมีเสถียรภาพ

 

“GPSC ถือเป็นบริษัทเอกชนไทยอันดับต้นๆ ที่มีความพร้อมเรื่อง SMR เพราะเชื่อว่า หากจะไปถึง Net Zero จริงๆ เทคโนโลยี SMR คือจิ๊กซอว์ตัวสุดท้ายที่จะเข้ามาปิดเกม” ศิริเมธ กล่าวย้ำถึงวิสัยทัศน์ในอนาคต

 

ตลอดบทสนทนา สะท้อนให้เห็นว่า GPSC ไม่ได้เป็นเพียงผู้ผลิตกระแสไฟฟ้า แต่คือผู้ขับเคลื่อนกลยุทธ์ด้านพลังงานที่พร้อมรับมือทุกความท้าทาย ความสำเร็จเหล่านี้นอกเหนือจากเทคโนโลยี ยังเกิดจากการวางระบบปฏิบัติการ Operational Excellent Management System (OEMS) ที่มีความเข้มแข็งและเป็นมาตรฐานในกลุ่ม ปตท. จนทำให้ GPSC คว้ารางวัลชนะเลิศ Operational Excellent Award ประจำปี 2026 ของกลุ่ม ปตท. มาครองได้สำเร็จ

 

ตัวชี้วัดที่ชัดเจนที่สุดคือสถิติ SAIFI (System Average Interruption Frequency Index) ของ GPSC เมื่อปีที่ผ่านมา อยู่ที่ระดับ 0.00 ซึ่งหมายความว่าไม่มีเหตุการณ์ไฟฟ้าขัดข้องที่ส่งผลกระทบต่อการรับกระแสไฟฟ้าของลูกค้าอุตสาหกรรมเลยแม้แต่ครั้งเดียว นับเป็นสถิติที่ดีที่สุด และยังได้รับคะแนนความพึงพอใจจากลูกค้าสูงสุดในมิติความน่าเชื่อถือ (Reliability)

 

เมื่อโลกเปลี่ยน พลังงานก็ต้องปรับ การเดินหน้าของ GPSC บนสมรภูมิ Energy Transition ด้วยยุทธศาสตร์เพิ่มประสิทธิภาพ ขยายพอร์ตพลังงานสะอาด พร้อมนวัตกรรมเพื่อลดคาร์บอน จึงเป็นก้าวที่สำคัญยิ่ง ไม่เพียงเพื่อการเติบโตอย่างยั่งยืนขององค์กร แต่ยังเป็นฐานรากที่จะประคองเสถียรภาพและยกระดับขีดความสามารถการแข่งขันของ ‘เศรษฐกิจประเทศไทย’ ท่ามกลางกระแสคลื่นแห่งภูมิรัฐศาสตร์และความท้าทายด้านสิ่งแวดล้อมต่อไปในอนาคต

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories