หากมีทีมไหนที่สร้างความผิดหวังมากที่สุดทีมหนึ่งของฟุตบอลโลก 2026 ชื่อของ เกาหลีใต้ คงติดอยู่ในอันดับต้นๆ อย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้
ก่อนทัวร์นาเมนต์เริ่มต้น ทัพ “โสมขาว” ถูกมองว่าเป็นหนึ่งในตัวแทนเอเชียที่มีโอกาสไปได้ไกล พวกเขาเพิ่งสร้างความประทับใจในฟุตบอลโลก 2022 ด้วยการผ่านเข้ารอบ 16 ทีมสุดท้าย พร้อมทั้งมีขุมกำลังที่แทบไม่ต่างจากชุดนั้น ทั้ง ซน ฮึง-มิน, ฮวัง ฮี-ชาน, อี คัง-อิน, โช กยู-ซอง รวมถึงผู้เล่นที่ค้าแข้งในยุโรปอีกหลายคน
แต่เมื่อฟุตบอลโลกจบลงสำหรับพวกเขา ทุกอย่างกลับตรงกันข้าม เกาหลีใต้จบอันดับ 3 ของกลุ่ม A จากผลงานชนะ 1 แพ้ 2 มีเพียง 3 คะแนน ก่อนจะพลาดการเป็นหนึ่งใน 8 ทีมอันดับ 3 ที่ดีที่สุด และตกรอบแบ่งกลุ่มเป็นครั้งแรกนับตั้งแต่ปี 2014
คำถามสำคัญคือ…เกิดอะไรขึ้นกับทีมที่หลายคนเชื่อว่าน่าจะเป็น “ความหวังของเอเชีย”
การแข่งขันเปิดฉากด้วยชัยชนะเหนือสาธารณรัฐเช็ก 2-1 แม้จะตกเป็นฝ่ายตามหลัง แต่เกาหลีใต้แสดงให้เห็นถึงคุณภาพในการกลับมาเก็บสามคะแนน ทำให้สถานการณ์ในกลุ่มดูสดใส และหลายฝ่ายมองว่าพวกเขามีโอกาสจบอันดับ 2 ตามหลังเจ้าภาพเม็กซิโก
อย่างไรก็ตาม หลังจากนั้นทุกอย่างเริ่มเปลี่ยนไป เกมที่สอง พวกเขาแพ้เม็กซิโก 0-1 แม้ผลการแข่งขันจะไม่ถือว่าน่าเกลียด เพราะเม็กซิโกคือเจ้าภาพร่วมที่กำลังเล่นด้วยความมั่นใจ แต่สิ่งที่น่ากังวลคือรูปเกม เกาหลีใต้แทบสร้างโอกาสอันตรายไม่ได้ และเริ่มถูกตั้งคำถามเรื่องไอเดียในการเข้าทำ
กระนั้น เกาหลีใต้ยังมีทุกอย่างอยู่ในมือ เพราะเกมสุดท้ายกับแอฟริกาใต้ เกาหลีใต้ต้องการเพียง “ผลเสมอ” ก็จะผ่านเข้ารอบ 32 ทีมสุดท้ายทันที
แต่เกมสุดท้ายรอบแบ่งกลุ่ม กลับเป็นเกมที่ทุกอย่างพังลง
ก่อนเริ่มเกมกับแอฟริกาใต้ รายชื่อ 11 ตัวจริงถูกประกาศออกมาจากฝั่งเกาหลีใต้ แต่ไม่มีชื่อ ซน ฮึง-มิน มันคือครั้งแรกนับตั้งแต่ซนก้าวขึ้นมาเป็นกำลังหลักของทีมชาติ ที่เขาไม่ได้ออกสตาร์ตในฟุตบอลโลก ทั้งที่เป็นเกมชี้ชะตาการเข้ารอบ
ฮง มยอง-โบ อธิบายภายหลังว่า เขาตั้งใจเก็บซนไว้เป็น “ซูเปอร์ซับ”
แนวคิดคือให้กองหลังแอฟริกาใต้เหนื่อยล้าก่อน แล้วจึงส่งกัปตันทีมลงมาใช้พื้นที่ด้านหลังแนวรับ ฟังดูมีเหตุผลในเชิงแท็กติก แต่ปัญหาคือ ฟุตบอลโลกไม่ใช่เวลาสำหรับการทดลอง
เมื่อไม่มีซนอยู่ในสนามตั้งแต่นาทีแรก เกมรุกของเกาหลีใต้ขาดทั้งความเร็ว ความกล้าเล่น และผู้นำในการตัดสินใจ ทำให้ครึ่งแรกจบลงแบบไร้โอกาสลุ้นประตู
แม้ฮงจะส่งซนลงมาในช่วงพักครึ่ง แต่ทุกอย่างก็สายเกินไป เพราะนาทีที่ 62 ธาเปโล มาเซโก ยิงให้แอฟริกาใต้นำ 1-0 จากนั้นเกาหลีใต้ก็ไม่สามารถตอบโต้ได้อย่างจริงจัง
ยิ่งเวลาผ่านไป ความกดดันยิ่งถาโถม แต่รูปเกมกลับไร้พลังอย่างน่าประหลาด สุดท้ายพวกเขาแพ้ 0-1 และต้องไปลุ้นผลของทีมอื่น ซึ่งท้ายที่สุดก็ไม่ได้รับความช่วยเหลือ
หลังเกม สื่อเกาหลีใต้เปิดฉากโจมตีอย่างหนัก มีคำถามตั้งแต่ “นี่คือผลการแข่งขันที่ยอมรับไม่ได้” ไปจนถึง “การจัดตัวครั้งนี้ล้มเหลวหรือไม่”
โค้ชฮงไม่ได้พยายามหลบเลี่ยง เขายอมรับตรงๆ ว่า “ถ้ารู้ผลลัพธ์ล่วงหน้า ผมคงเลือกอีกแบบ” พร้อมกล่าวว่า “ผมตัดสินใจผิด และนั่นคือเหตุผลที่เราแพ้ ไม่มีอะไรมากไปกว่านั้น”
ถือเป็นการรับผิดชอบที่ตรงไปตรงมา แต่ก็ไม่อาจเปลี่ยนผลการแข่งขันได้ เพราะฟุตบอลโลกมีโอกาสเพียงครั้งเดียว
แม้การดร็อปซนจะกลายเป็นประเด็นใหญ่ที่สุด แต่หากมองภาพรวม ความล้มเหลวของเกาหลีใต้เกิดจากหลายปัจจัยสะสม
สิ่งแรกคือ เกมรุกที่ขาดความหลากหลาย
ตลอดสามนัด พวกเขาทำได้เพียง 2 ประตู หลายครั้งการขึ้นเกมยังฝากความหวังไว้กับการสร้างพื้นที่ให้ซน ฮึง-มิน มากเกินไป เมื่อซนถูกจำกัด หรือไม่ได้ลงเล่นตั้งแต่ต้น ทีมแทบไม่มีทางเลือกอื่น
อี คัง-อิน มีคุณภาพในการสร้างสรรค์เกม แต่ยังไม่สามารถแบกรับภาระทั้งหมดได้ ส่วนฮวัง ฮี-ชาน และกองหน้าคนอื่นๆ ก็ไม่สามารถเปลี่ยนโอกาสเล็กๆ ให้เป็นประตูได้
อีกเรื่องที่น่าสนใจคือ เกาหลีใต้ชุดนี้แทบไม่ต่างจากทีมที่ผ่านเข้ารอบน็อกเอาต์เมื่อปี 2022 แต่โลกฟุตบอลไม่เคยหยุดนิ่ง คู่แข่งพัฒนาขึ้น
แอฟริกาใต้มีวินัยเกมรับมากกว่าเดิม เม็กซิโกเล่นอย่างเป็นระบบ ส่วนทีมระดับกลางของโลกต่างลดช่องว่างกับชาติชั้นนำลงเรื่อยๆ
ขณะที่เกาหลีใต้กลับยังพึ่งพาโครงสร้างเดิม เมื่อไม่มีการยกระดับทั้งแท็กติกและคุณภาพเกมรุก ผลลัพธ์จึงสะท้อนออกมาอย่างชัดเจน
หลังเข้าถึงรอบ 16 ทีมในกาตาร์ ความคาดหวังของแฟนบอลเพิ่มสูงขึ้น หลายคนเชื่อว่าการขยายฟุตบอลโลกเป็น 48 ทีม จะยิ่งทำให้เกาหลีใต้ผ่านเข้ารอบได้ง่ายกว่าเดิม
แต่ความจริงกลับตรงกันข้าม ระบบใหม่เปิดโอกาสให้หลายชาติเล็กมีความหวังมากขึ้น ทุกเกมจึงมีความหมาย และไม่มีทีมไหนยอมแพ้ง่ายๆ
แอฟริกาใต้คือภาพสะท้อนที่ชัดเจนที่สุด จากทีมบ๊วยของกลุ่มก่อนนัดสุดท้าย กลับพลิกสถานการณ์ผ่านเข้ารอบได้สำเร็จเป็นครั้งแรกในประวัติศาสตร์
ความผิดหวังครั้งนี้รุนแรงจนในงานแถลงข่าว มีผู้สื่อข่าวถามฮง มยอง-โบ ว่า “นักเตะอาหารเป็นพิษหรือเปล่า?” ไม่ใช่เพราะมีข่าวเรื่องอาหาร
แต่เพราะฟอร์มการเล่นย่ำแย่จนหลายคนรู้สึกว่าต้องมีเหตุผลบางอย่างที่อธิบายได้ คำถามนี้สะท้อนอารมณ์ของทั้งประเทศได้ดีที่สุด
ไม่ใช่เพราะแพ้ แต่เพราะทีมเล่นต่ำกว่ามาตรฐานอย่างไม่น่าเชื่อ ขณะเดียวกัน ซน ฮึง-มิน ก็พยายามลดกระแสความขัดแย้ง ด้วยการยืนยันว่า “ไม่มีปัญหาเรื่องบรรยากาศในทีม” พร้อมย้ำว่าทุกคนผิดหวังไม่ต่างจากแฟนบอล
ฟุตบอลโลก 2026 อาจเป็นจุดสิ้นสุดของยุค ซน ฮึง-มิน ในฐานะแกนหลักของทีมชาติ เมื่อกัปตันวัย 33 ปีเข้าสู่ช่วงปลายอาชีพ เกาหลีใต้จำเป็นต้องเร่งสร้างทีมยุคใหม่อย่างจริงจัง
พวกเขายังมีนักเตะพรสวรรค์อย่าง อี คัง-อิน รวมถึงดาวรุ่งอีกหลายคนในยุโรป แต่สิ่งที่ขาดคือระบบที่ทำให้ศักยภาพเหล่านั้นทำงานร่วมกันได้อย่างมีประสิทธิภาพ
ตลอดหลายปีที่ผ่านมา เกาหลีใต้ถูกยกให้เป็นมาตรฐานของฟุตบอลเอเชีย ทั้งในแง่การพัฒนาผู้เล่นและการไปเล่นในลีกชั้นนำของยุโรป
แต่ฟุตบอลโลกครั้งนี้แสดงให้เห็นว่า การมีนักเตะเก่งเพียงอย่างเดียวไม่เพียงพออีกต่อไป ฟุตบอลระดับโลกตัดสินกันด้วยรายละเอียด การวางแผน และการตัดสินใจในช่วงเวลาสำคัญ
และในเกมกับแอฟริกาใต้ การตัดสินใจครั้งเดียวของฮง มยอง-โบ กลายเป็นจุดเปลี่ยนที่ส่งเกาหลีใต้กลับบ้านเร็วกว่าที่ใครคาดคิด
สำหรับชาติที่เคยเป็นทีมแรกของเอเชียที่ทะลุถึงรอบรองชนะเลิศฟุตบอลโลกเมื่อปี 2002 และเคยสร้างแรงบันดาลใจให้ทั้งทวีป ความล้มเหลวครั้งนี้จึงไม่ใช่แค่การตกรอบ แต่เป็นสัญญาณเตือนว่า หากไม่ยกระดับทั้งแนวคิดและรูปแบบการเล่น ฟุตบอลเอเชียเบอร์หนึ่งในอดีตอาจกำลังถูกชาติอื่นไล่ทันเร็วกว่าที่คิด
ภาพ: Luke Hales / Getty Images
อ้างอิง:
- https://www.espn.com/soccer/story/_/id/49172230/south-korea-brink-wc-exit-wrong-son-gamble
- https://en.yna.co.kr/view/AEN20260628000800315
- https://www.koreatimes.co.kr/sports/20260628/korea-eliminated-from-group-stage
- https://sports.yahoo.com/articles/south-koreas-world-cup-disaster-181431237.html
- https://www.foxsports.com.au/football/world-cup/awkward-food-poisoning-presser-question-exposes-koreas-bizarre-wc-campaign-daily/news-story/e011157480e9538ee75f3f227addb451
- https://wrasse.plymouth.ac.uk/ac-news/when-south-koreas-2026-world-cup-run-goes-wrong-1nbaikt


