วันนี้ (23 มิถุนายน) เวลา 13.11 น. ที่ทำเนียบรัฐบาล อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีการเก็บเงินค่าไฟส่องสว่างทางสาธารณะรวมอยู่ในบิลค่าไฟของประชาชน จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ว่า ทราบเรื่องนี้หรือไม่ ว่า กำลังให้แยกออกมาดูว่ามันเกิดขึ้นอย่างไร เมื่อไหร่ และทำไมถึงเกิดขึ้น ซึ่งรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค (กฟภ.) และการไฟฟ้านครหลวง (กฟน.) กำลังหาข้อเท็จจริงเพื่อมารายงานตน
เมื่อถามว่า ไม่ต้องการให้ประชาชนแบกรับภาระตรงนี้ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ไม่ใช่ไม่อยาก แต่ต้องไม่ให้ประชาชนแบกรับภาระ
เมื่อถามต่อว่า พิพัฒน์ รัชกิจประการ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงคมนาคม บอกว่า ถ้าให้กระทรวงคมนาคมไปจ่าย จะแบกรับภาระตรงนี้ไม่ไหว
นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เขาต้องตั้งงบประมาณปกติขึ้นมา แต่อย่าเพิ่งไปบอกว่าต้องทำอย่างไร ถ้ามันเป็นภาระของประชาชนจริง ซึ่งตอนนี้เรากำลังไปตรวจสอบ เรายังไม่รู้ ซึ่งเรื่องนี้ก็เป็นดราม่าอย่างที่ว่า และยังไม่รู้ว่าจริงหรือไม่จริงอย่างไร ถ้าจริงเราต้องไม่ให้ประชาชนรับภาระอย่างแน่นอน
เมื่อถามต่อว่า อันนี้เป็นข้อสั่งการมาจากนายกรัฐมนตรี ใช่หรือไม่ อนุทิน กล่าวว่า
“มันมีเอ๊ะนิดหนึ่ง แต่อยู่ที่มุมมอง และอยู่ที่ใครจะเคลมอย่างไร การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคบอกว่า เนี่ย เรารับภาระให้เลยนะ ค่าไฟสาธารณะเราแบกหมด ตอนนั้นผมอยู่กระทรวงมหาดไทย แต่ไม่ได้คุมพลังงาน ผมก็แค่ถามว่า แล้วแบกเนี่ย มีกำไร แสดงว่าแบกหรือไม่ แล้วแบกอย่างไร ทำไมถึงต้องไปแบก ตอนนั้นผมก็ได้แต่ถาม เพราะไม่ได้คุมคมนาคม และพลังงาน”
“แต่วันนี้เข้ามาเป็นหัวหน้ารัฐบาลแล้ว ก็คำถามเดิมที่บอก เอ๊ะของผมมันยาว พอถึงเวลาผมก็เลยมาเอ๊ะว่า ไอ้อย่างนี้มันเป็นอย่างไร ก็ไปถามรัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน และให้ไปตรวจสอบกับการไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาค ตอนนี้พอรับทราบตรงนี้ ก็ต้องมาดูว่าตรงนี้ ถ้าถือว่าเป็นค่าใช้จ่ายที่ยอมรับกันมาตั้งแต่ปีมะโว้โน้นแล้ว มันเป็นค่าใช้จ่ายที่เปรียบเสมือนภาระที่การไฟฟ้านครหลวงและการไฟฟ้าส่วนภูมิภาคต้องรับเอาไว้ อันนี้ก็ว่ากันไป แต่ถ้าบอกว่าตรงนี้ไม่ใช่ แล้วมาเพิ่มค่าไฟตรงนี้และคิดกับประชาชน อย่างนี้ตอบได้เลยว่าไม่ได้ ผมต้องแก้ให้แน่นอน”
เมื่อถามอีกว่าประชาชนจะได้ใช้ไฟถูกลงเมื่อไร นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ได้มีการดำเนินการไปแล้วตั้งแต่เรื่องการลดค่าไฟ 200 ยูนิตแรก ทุกอย่างมันมาจากการกระทำของเรา ที่คิดถึงและคำนึงถึงประโยชน์ของประชาชน และถึงเวลาก็มีคำถามต่อมาเรื่อยๆ เราก็ต้องเคลียร์ให้หมด
เมื่อถามย้ำว่า สุดท้ายการไฟฟ้าทั้ง 2 แห่งจะต้องเป็นผู้แบกรับเองใช่หรือไม่ เพราะกระทรวงคมนาคมไม่มีปัญญาที่จะรับผิดชอบ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า มันเป็นกระเป๋าซ้ายกระเป๋าขวา ในทางลงบัญชีเขาไม่ได้บอกว่าไปเอาของประชาชนมาคิดและมาจ่าย นี่เป็นค่าใช้จ่ายของเขาที่มีการกำหนดมา ที่ตนได้ยินมาคือ 30-40 ปีแล้ว เราก็มาดู สมมุติว่าเราบอกว่าต่อไปนี้ไม่ให้การไฟฟ้าจ่ายแล้ว จะให้กรมทางหลวงจ่าย จากนี้เป็นต้นไปกรมทางหลวงจะต้องตั้งงบประมาณขึ้นมา ไม่ใช่บอกว่าเขาไม่มีเงิน มันไม่ใช่ ก็ต้องไปตั้งงบประมาณและต่อไปนี้ต้องมาจ่ายค่าไฟเอง อันนั้นเป็นเรื่องข้างหน้า ขอดูข้อเท็จจริงที่เกิดขึ้นตอนนี้ก่อนว่าเป็นอย่างไร ย้ำว่า รัฐบาลจะไปผลักเรื่องพวกนี้ให้ประชาชนได้อย่างไร
เมื่อถามอีกว่า ที่เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน พูด แสดงว่ายังไม่มีข้อเท็จจริงที่ชัดเจน จะต้องไปตรวจสอบอีกครั้งใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า“เอกนัฏพูด เพราะว่าได้รับน้องเอ๊ะจากผม”
เมื่อถามย้ำว่าจะมีมาตรการเยียวยาประชาชนหรือไม่ ที่ต้องจ่ายค่าไฟในส่วนนี้มานาน นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า เอาเรื่องปัจจุบันก่อน ที่ทำมา รัฐบาลนี้ภารกิจไม่มีอะไรนอกจากทำประเทศให้เจริญ ทำเศรษฐกิจให้เจริญ และดูแลประชาชนให้ดีที่สุด เพราะฉะนั้นถ้าถามว่ามีมาตรการช่วยเหลือเยียวยาประชาชนหรือไม่ ก็คิดทุกวัน ทำได้ก็ทำทุกอย่าง เพราะนี่คือภารกิจของรัฐบาล


