วันนี้ (20 มิถุนายน) ธนกร วังบุญคงชนะ สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) แบบบัญชีรายชื่อ พรรคภูมิใจไทย และอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงอุตสาหกรรม ให้สัมภาษณ์ตอบโต้กรณีที่ ศิริกัญญา ตันสกุล สส.บัญชีรายชื่อ และรองหัวหน้าพรรคประชาชน ออกมาระบุว่าทางพรรคฝ่ายค้านได้เตรียมผู้อภิปรายร่างพระราชบัญญัติงบประมาณรายจ่ายประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2570 และร่าง พ.ร.บ.โอนงบประมาณรายจ่าย พ.ศ. 2569 ไว้ประมาณ 30 คน พร้อมวิพากษ์วิจารณ์การจัดทำงบประมาณของรัฐบาล
ธนกร ระบุว่า หากฝ่ายค้านมุ่งเน้นการอภิปรายด้วยหลักการและเหตุผล ถือเป็นเรื่องที่น่ายินดีที่จะมีผู้มาร่วมตรวจสอบการใช้งบประมาณแผ่นดินให้เกิดความโปร่งใสและคุ้มค่าสูงสุดเพื่อประโยชน์ของประชาชน แต่หากตรวจสอบแล้วไม่พบข้อบกพร่อง ก็ควรให้การสนับสนุนเพื่อขับเคลื่อนประเทศเดินหน้าต่อไป
ทั้งนี้ ตนไม่อยากให้ฝ่ายค้านใช้กลยุทธ์กล่าวอ้างแบบเหมารวมว่ารัฐบาลพยายามดิสเครดิต หรือใช้วาทกรรมตีกินแบบกว้างๆ ว่าโครงการต่างๆ สุ่มเสี่ยงต่อการทุจริตคอร์รัปชัน ซึ่งหากมีหลักฐานการทุจริตที่ชัดเจนจริง ก็สมควรนำมาเปิดเผยหรือดำเนินการตามช่องทางกฎหมาย ไม่ใช่การพูดลอยๆ เพื่อสาดโคลนใส่รัฐบาลแล้วเงียบหายไป
สำหรับกรณีที่ ศิริกัญญา วิจารณ์ว่ารัฐบาลกำลังเผชิญปัญหางบประมาณอย่างหนัก เปรียบเสมือนฝีแตก ที่ไม่สามารถปกปิดแผลเรื้อรังได้ โดยเฉพาะประเด็นสัดส่วนรายจ่ายประจำที่สูงขึ้นสวนทางกับงบลงทุนที่ลดต่ำลงนั้น ธนกร ชี้แจงว่า การวิพากษ์วิจารณ์ในลักษณะดังกล่าวถือเป็นการขาดความรับผิดชอบ และเป็นการพูดความจริงเพียงครึ่งเดียวเพื่อหวังผลทางการเมือง เนื่องจากพรรคฝ่ายค้านย่อมทราบดีว่า ปัญหาโครงสร้างรายจ่ายประจำที่สูงและงบลงทุนที่ต่ำนั้น เป็นปัญหาเชิงโครงสร้างที่สะสมมาอย่างยาวนาน ไม่ได้เพิ่งเกิดขึ้นในยุคของรัฐบาลชุดนี้ การสื่อสารที่ทำให้ประชาชนเกิดความสับสนจะยิ่งเป็นการด้อยค่าภาพลักษณ์ของพรรคฝ่ายค้านเอง
นอกจากนี้ ธนกร ยังเน้นย้ำว่า รัฐบาลภายใต้การนำของ อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ไม่เคยมีความคิดที่จะปกปิดข้อเท็จจริงต่อประชาชน ในทางกลับกัน รัฐบาลกำลังทำหน้าที่เสมือนแพทย์ ที่เร่งรักษาอาการฝีแตกหรือบาดแผลเรื้อรังดังกล่าวให้หายขาดโดยเร็วที่สุด แม้จะต้องอาศัยระยะเวลาในการแก้ไขปัญหาที่สะสมมานาน แต่เชื่อมั่นว่าในท้ายที่สุดสถานการณ์ทุกอย่างจะค่อยๆ คลี่คลายไปในทิศทางที่ดีขึ้น
ในตอนท้ายธนกร ได้ยกตัวอย่างดัชนีชี้วัดทางเศรษฐกิจระดับสากล เพื่อยืนยันถึงทิศทางเชิงบวกของประเทศ โดยระบุว่า ล่าสุดสถาบัน IMD (International Institute for Management Development) ได้ปรับเลื่อนอันดับความสามารถในการแข่งขันของประเทศไทยขึ้นถึง 4 อันดับ
ในขณะที่สถาบันจัดอันดับความน่าเชื่อถือ S&P Global Ratings ยังคงคงอันดับความน่าเชื่อถือของไทยไว้ในระดับที่มั่นคง ปัจจัยเหล่านี้สะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของนานาประเทศที่มีต่อประเทศไทย ซึ่งจะส่งผลดีต่อการดึงดูดนักลงทุนและนักท่องเที่ยวต่างชาติให้เดินทางเข้ามาเพิ่มมากขึ้น พร้อมกันนี้ได้กล่าวขอบคุณประชาชนทุกคนที่ให้ความเชื่อมั่นและร่วมมือเป็นเจ้าบ้านที่ดีเสมอมา


