วันนี้ (19 มิถุนายน) พล.ต. วินธัย สุวารี โฆษกกองทัพบก พร้อมด้วย พล.ท. วีระยุทธ รักศิลป์ แม่ทัพภาคที่ 2 นำคณะสื่อมวลชนลงพื้นที่ปราสาทคนา บนเทือกเขาพนมดงรัก อำเภอกาบเชิง จังหวัดสุรินทร์ เพื่อตรวจผลการปฏิบัติการทางทหารจากการสู้รบรอบที่ 2 ในช่วงปลายปีที่ผ่านมา
โดยได้เข้าสำรวจจุดจัดเก็บเสบียงและร่องรอยการพักแรมของทหารกัมพูชา รวมถึงบันไดไม้ 1,181 ขั้น ซึ่งเคยเป็นทางขึ้นหลักและสถานที่ท่องเที่ยว แต่ปัจจุบันกองทัพภาคที่ 2 ได้เผาทำลายตัดเส้นทางไปแล้ว 250 เมตร จากระยะทางทั้งหมด 450 เมตร พร้อมวางแนวรั้วลวดหนาม 2 ชั้นเพื่อความมั่นคง
นอกจากนี้ ยังพบตัวอักษรภาษากัมพูชาบนแผ่นหินเขียนว่า ‘กัมปูเจีย ทะเมย’ แปลว่า กัมพูชาใหม่ และเป็นชื่อเพจเฟซบุ๊กของทหารกัมพูชา ที่มักชอบโพสต์คอนเทนต์ลงในเพจดังกล่าว
ในการลงพื้นที่ครั้งนี้ คณะผู้บังคับบัญชาได้ร่วมวางดอกไม้ไว้อาลัยแก่ ร.ต. เทิดศักดิ์ ศรีลาชัย ทหารกล้าผู้เสียชีวิตในสมรภูมิขณะปฏิบัติหน้าที่เจาะเส้นทางฝ่าการระดมยิงของฝ่ายตรงข้าม จนทำให้ทหารไทยสามารถเข้าตียึดควบคุมพื้นที่ปราสาทคนาได้สำเร็จ นอกจากนี้ยังได้เข้าชม ‘ธงประกาศชัยชนะ’ ที่ทหารไทยปักไว้เคียงคู่กับศิวลึงค์และโญนีอันเป็นเทวสถานในพื้นที่ ซึ่งทางกองทัพยังคงสภาพเดิมเอาไว้ทั้งหมดเพื่อเป็นอนุสรณ์สถานเตือนใจถึงความยากลำบากในการปฏิบัติหน้าที่
สำหรับ ‘ปราสาทคนา’ สันนิษฐานว่าเป็นเทวสถานในศาสนาฮินดู สร้างขึ้นราวพุทธศตวรรษที่ 15 (อายุประมาณ 1,100 ปี) มีลักษณะเด่นคือเป็นปราสาทของแม่ทัพหญิง จึงพบสัญลักษณ์โญนีเป็นส่วนใหญ่ ตัวปราสาทสร้างด้วยดินเผาและอิฐจำนวน 3 หลัง หันหน้าไปทางทิศตะวัน มีกำแพงศิลาแลงยาวด้านละ 39.5 เมตรล้อมรอบเป็นสี่เหลี่ยมจัตุรัส บริเวณโดยรอบมีร่องรอยความเสียหายจากการปะทะ เช่น รอยกระสุนตามต้นไม้ และชิ้นส่วนสถาปัตยกรรมที่หักพัง ทั้งทับหลังสลักภาพช้างเอราวัณ 3 เศียร และเสาประดับกรอบประตู
ด้านการอนุรักษ์ กรมศิลปากรโดยสำนักศิลปากรที่ 10 นครราชสีมา ได้เข้าเก็บรวบรวมหลักฐานสำคัญ อาทิ รูปพญาครุฑ และหลักศิลาสถานรวม 28 ชิ้น เพื่อนำไปศึกษาและเตรียมวางแผนบูรณะปฏิสังขรณ์ เนื่องจากในอดีตยังขาดหลักฐานที่แน่ชัดเกี่ยวกับรูปแบบศิลปกรรมดั้งเดิม โดยปัจจุบันพื้นที่ยุทธศาสตร์แห่งนี้อยู่ในความดูแลและควบคุมอย่างเข้มงวดของหน่วยเฉพาะกิจทหารพราน กรมทหารบกที่ 26 กองทัพภาคที่ 2
ทั้งนี้ ในวันพรุ่งนี้ (20 มิถุนายน) แม่ทัพภาคที่ 2 จะเดินทางมาเป็นประธานในพิธีทำบุญอุทิศส่วนกุศลให้แก่กำลังพลทหารไทยที่เสียชีวิตจากการปฏิบัติหน้าที่ในสมรภูมิดังกล่าว พร้อมทั้งประกอบพิธีเพื่อความเป็นสิริมงคลและสร้างขวัญกำลังใจให้แก่กำลังพลที่ยังคงปฏิบัติหน้าที่ตรึงกำลังอยู่ตามแนวชายแดนไทย-กัมพูชาในปัจจุบัน


