Apple เตรียมปรับขึ้นราคาสินค้า เพื่อรับมือกับต้นทุนชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลที่พุ่งสูงขึ้นจากกระแสปัญญาประดิษฐ์ (AI) โดย ทิม คุก ซีอีโอของ Apple ยอมรับว่า “การขึ้นราคาเป็นสิ่งที่หลีกเลี่ยงไม่ได้”
ประเด็นสำคัญ
คุกกล่าวในการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ The Wall Street Journal ว่า บริษัทพยายามอย่างเต็มที่ที่จะบรรเทาภาระต้นทุนมหาศาลที่ถูกผลักมา และพยายามปกป้องลูกค้าจากการขึ้นราคามาตลอด แต่ตอนนี้สถานการณ์มาถึงจุดที่ไม่สามารถแบกรับต่อไปได้
แม้คุกจะไม่เปิดเผยรายละเอียดว่าจะขึ้นราคาเมื่อใด มากน้อยเพียงใด หรือสินค้ารุ่นใดบ้าง แต่คาดว่าการขึ้นราคาน่าจะเห็นชัดในการเปิดตัวผลิตภัณฑ์ครั้งใหญ่ช่วงเดือนกันยายน ซึ่ง Apple จะเปิดตัว iPhone 18 รวมถึงรุ่นจอพับได้เป็นครั้งแรก ขณะที่การขึ้นราคาของ Mac และ iPad อาจมาเร็วกว่านั้น
ต้นทุนชิปพุ่งจากกระแส AI ดันราคา iPhone
ต้นตอของปัญหามาจากความต้องการชิปหน่วยความจำ (DRAM) และชิปจัดเก็บข้อมูล (NAND) ที่พุ่งสูงขึ้นมหาศาลจากบริษัท AI โดยศูนย์ข้อมูลที่ใช้ฝึกและประมวลผลโมเดล AI ยอมจ่ายราคาแพงกว่าเพื่อแย่งชิงชิปเหล่านี้ ทำให้ผู้ผลิตหันไปเน้นผลิตชิปสำหรับองค์กรขนาดใหญ่ และลดการผลิตชิปสำหรับสินค้าผู้บริโภคลง
หากเปรียบเทียบให้เห็นภาพ DRAM ทำหน้าที่เหมือนโต๊ะทำงานที่วางเอกสารทั้งหมดที่กำลังใช้งานอยู่ ส่วน NAND เปรียบเหมือนตู้เก็บเอกสารที่จัดเก็บข้อมูลอื่นๆ เช่น สมาร์ทโฟนใช้ DRAM ในการรันแอปที่เปิดอยู่ และใช้ NAND ในการเก็บรูปภาพและวิดีโอ
นับตั้งแต่ปีก่อนที่บริษัทเทคโนโลยีรายใหญ่อย่าง Google, Microsoft, Meta และ Amazon เริ่มประกาศเพิ่มงบลงทุนมหาศาล ราคาของชิปทั้งสองประเภทก็พุ่งสูงขึ้นถึง 4 เท่า และบริษัทวิจัย TechInsights คาดว่าราคาจะปรับขึ้นต่อเนื่องไปจนถึงปี 2027
การประเมินของ The Wall Street Journal ที่อ้างอิงข้อมูลจาก TechInsights ชี้ว่า หาก Apple ผลักภาระต้นทุนที่สูงขึ้นไปยังผู้บริโภคเพื่อรักษาอัตรากำไรไว้เท่าเดิม ราคา iPhone Pro รุ่นใหม่อาจเพิ่มขึ้นราว 300 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 9,800 บาท) จากรุ่นปัจจุบัน
ตัวเลขนี้สะท้อนผ่านการคำนวณต้นทุน โดยปัจจุบัน iPhone 17 Pro มีราคาเริ่มต้นที่ 1,099 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 36,000 บาท) ซึ่งหากรวมต้นทุนชิปที่สูงขึ้นและระบบกล้องใหม่ที่คาดว่าจะแพงขึ้นด้วย ราคา iPhone 18 Pro รุ่นเริ่มต้นอาจขยับขึ้นไปแตะ 1,399 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 45,800 บาท) หรือมากกว่านั้น
สาเหตุหนึ่งที่ทำให้ต้นทุนสูงขึ้นมาจากการที่ Apple ต้องใช้ DRAM เพิ่มขึ้นเพื่อรองรับฟีเจอร์ AI ใหม่ๆ รวมถึง Siri โฉมใหม่ที่เพิ่งเปิดตัวไป
ตลาดที่ถูกครอบงำและทางออกของ Apple
ตลาดชิป DRAM ถูกครอบงำโดยผู้ผลิตเพียง 3 ราย ได้แก่ Samsung และ SK Hynix จากเกาหลีใต้ และ Micron จากสหรัฐฯ ส่วนผู้ผลิต NAND ก็มีทั้ง 3 รายนี้ รวมถึง Kioxia และ Sandisk
โดยในรอบ 12 เดือนที่ผ่านมา ราคาหุ้นและกำไรของบริษัทเหล่านี้พุ่งขึ้นอย่างมหาศาล ทั้งหุ้น Micron และ SK Hynix ที่ปรับขึ้นกว่า 800% ขณะที่ Kioxia และ Sandisk พุ่งขึ้นถึง 4,600%
แม้ผู้ผลิตจะเร่งสร้างโรงงานเพิ่ม แต่ Morgan Stanley ประเมินว่ากำลังการผลิตที่เพิ่มขึ้นจะถูกจัดสรรให้ชิป AI เป็นหลัก ทำให้ชิปสำหรับสินค้าผู้บริโภคยังขาดแคลน และคาดว่าราคาสมาร์ทโฟนและพีซีในสหรัฐฯ จะปรับขึ้นราว 15% ในปีนี้ ซึ่งหลายบริษัทอย่าง HP, Dell และ Nintendo ก็ได้ขึ้นราคาไปแล้ว
คุกระบุว่า Apple พร้อมใช้เงินสดสำรองของบริษัทเข้าช่วยเพิ่มกำลังการผลิตชิป โดยมองว่าตลาดจำเป็นต้องมีกำลังการผลิตมากขึ้น แต่ก็ยอมรับว่าจะไม่ลงทุนสร้างโรงงานผลิตชิปหน่วยความจำเอง เพราะบริษัทรู้ดีว่าตัวเองเชี่ยวชาญด้านใดที่ผ่านมา Apple ใช้เงินซื้อชิปหน่วยความจำและชิปจัดเก็บข้อมูลปีละหลายหมื่นล้านดอลลาร์ จนเป็นหนึ่งในลูกค้ารายใหญ่ที่สุดของโลก และเคยใช้อำนาจต่อรองกดราคาผู้ผลิตให้ต่ำที่สุด
แต่เมื่อบริษัท AI บุกเข้าตลาด Apple กลับต้องรอคิวเช่นกัน เพราะกลุ่มบริษัทเหล่านั้นยอมเซ็นสัญญายาว 3-5 ปี พร้อมจ่ายเงินสดล่วงหน้าก้อนใหญ่ ซึ่งเป็นเงื่อนไขที่ Apple ไม่น่าจะยอมทำตามด้วยวินัยการใช้จ่ายที่เข้มงวดมายาวนาน
อีกประเด็นที่น่าสนใจคือ Apple มีบริษัทผู้ผลิตชิปหน่วยความจำสัญชาติจีนเป็นทางเลือก แต่ด้วยกฎความมั่นคงของสหรัฐฯ บริษัทอเมริกันอาจต้องขอใบอนุญาตก่อนทำธุรกิจด้วย ซึ่งเมื่อถูกถามว่าควรผ่อนปรนข้อจำกัดเหล่านี้หรือไม่ คุกตอบว่า “ทุกอย่างควรถูกนำมาพิจารณา” และควรมองหาแหล่งซัพพลายทุกทาง
นอกจากนี้ Apple ยังมีไพ่ในมืออย่างการขายอัปเกรดความจุ (Storage) ที่ใช้เพิ่มกำไรมานาน โดยคิดราคาเพิ่ม 100-200 ดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 3,300-6,600 บาท) สำหรับความจุที่เพิ่มขึ้น ทั้งที่มีต้นทุนจริงเพียงเศษเสี้ยวของราคาดังกล่าว
ทั้งนี้ คุกซึ่งคร่ำหวอดในวงการซัพพลายเชนอุปกรณ์อิเล็กทรอนิกส์มากว่า 40 ปี เปรียบเทียบว่าวิกฤตต้นทุนครั้งนี้รุนแรงในระดับ ‘เหตุการณ์ที่เกิดขึ้นเพียงครั้งเดียวในรอบร้อยปี’ โดยระบุว่าไม่เคยเห็นราคาสินค้าโภคภัณฑ์ผันผวนรุนแรงเท่ากับช่วง 6 เดือนที่ผ่านมาในด้านใดเลยตลอดชีวิตการทำงาน
ดีล Intel ผลิตชิปในสหรัฐฯ
ความเคลื่อนไหวนี้เกิดขึ้นพร้อมกับข่าวจากฝั่งนโยบาย โดย CNN รายงานว่า ประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์ เปิดเผยเมื่อวันพฤหัสบดี (18 มิ.ย.) ว่า Intel ได้บรรลุข้อตกลงกับ Apple ในการเริ่มผลิตชิปคอมพิวเตอร์ในสหรัฐฯ ส่งผลให้ราคาหุ้น Intel พุ่งขึ้นกว่า 9% ในการซื้อขายก่อนเปิดตลาด
ทรัมป์ระบุผ่านแพลตฟอร์ม Truth Social ว่าตัดสินใจช่วยเหลือ Intel เพราะสหรัฐฯ จำเป็นต้องออกแบบและผลิตชิปภายในประเทศ ซึ่งความเคลื่อนไหวนี้จะช่วยให้ Apple กระจายฐานการผลิต จากเดิมที่พึ่งพาไต้หวันเป็นหลักในการผลิตชิปที่ขับเคลื่อน iPhone, iPad และ Mac
ทั้งนี้ รัฐบาลทรัมป์เคยเข้าลงทุนใน Intel ด้วยการซื้อหุ้นมูลค่า 8.9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ (ประมาณ 2.9 แสนล้านบาท) เมื่อเดือนสิงหาคมปีก่อน คิดเป็นสัดส่วนราว 10% ของบริษัท เพื่อหนุนการขยายงานวิจัยและโรงงานผลิตในสหรัฐฯ พร้อมรับประกันการเข้าถึงห่วงโซ่อุปทานชิปขั้นสูงภายในประเทศ ซึ่งเป็นวาระสำคัญในสมัยที่สองของทรัมป์
หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 32.76 บาท ณ วันที่ 18 มิถุนายน 2569
อ้างอิง:
- https://www.wsj.com/tech/apple-price-increases-memory-supply-199845b1
- https://www.wsj.com/tech/personal-tech/apple-iphone-price-increase-e846d737
- https://edition.cnn.com/2026/06/18/tech/intel-chip-production-usa-trump

