เบญจมินทร์ สุกาญจนัจที อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย กระทรวงการต่างประเทศ ให้สัมภาษณ์ในรายการ Decoding The World ของ The Standard ในวันนี้ (17 มิถุนายน) โดยยืนยันความพร้อมของไทยในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับ ภายใต้อนุสัญญาสหประชาชาติว่าด้วยกฎหมายทะเล หรือ UNCLOS (United Nations Convention on the Law of the Sea) เพื่อเจรจาข้อพิพาทเขตทางทะเลกับกัมพูชา
ประเด็นสำคัญ
ในการเตรียมความพร้อมของไทยนั้น อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายเปิดเผยว่า นับตั้งแต่ก่อนมีพระบรมราชโองการประกาศกำหนดเขตไหล่ทวีปของประเทศไทยด้านอ่าวไทย ปี พ.ศ. 2516 รัฐบาลก็มีการปรึกษาที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศมาโดยตลอด และมีการส่งบุคลากรไปศึกษาด้านกฎหมายทะเล และติดตามพัฒนาการเรื่องกฎหมายทะเลมาโดยตลอด
ขณะที่ปัจจุบัน รัฐบาลมีผู้เชี่ยวชาญต่างชาติหลายท่านทำหน้าที่ ที่ปรึกษากฎหมายระหว่างประเทศ และกรมสนธิสัญญาและกฎหมายก็ทำหน้าที่เป็นที่ปรึกษากฎหมายของฝ่ายไทย
ไทยมีพันธกรณีต้องเข้ากระบวนการประนอมภาคบังคับ
สำหรับเป้าหมายในการเข้าสู่กระบวนการประนอมภาคบังคับของไทย อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายชี้แจงว่า ไทยมีพันธกรณีตาม UNCLOS อยู่แล้ว โดยในช่วงที่ไทยเข้าเป็นภาคีของ UNCLOS เมื่อเดือนตุลาคม พ.ศ. 2550 ได้มีการตั้งข้อสงวนไม่ยอมรับอำนาจของกลไกระหว่างประเทศ เช่น ศาลโลกหรืออนุญาโตตุลาการระหว่างประเทศ ในการระงับข้อพิพาททางทะเลที่มีผลผูกพันทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม กรณีที่ไม่สามารถตกลงกับคู่พิพาทได้ การระงับข้อพิพาทจะต้องไปเป็นลักษณะของการประนอม ซึ่งภายใต้มาตรา 298 อนุ 1 ของ UNCLOS เขียนไว้อย่างชัดเจนว่า ประเทศที่ตั้งข้อสงวน มีหน้าที่ต้องยอมรับกระบวนการประนอมภาคบังคับและไม่สามารถปฏิเสธการเข้าร่วมได้ ดังนั้นกลไกการประนอมนี้ จึงถูกเรียกว่า การประนอมภาคบังคับ
ทั้งนี้ อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายอธิบายเพิ่มเติมว่า การประนอมภาคบังคับนั้น ยังคงเป็นการพูดคุยระหว่าง 2 ฝ่าย เพียงแต่มีบุคคลที่ 3 เนี่ย เข้ามาช่วยมาในการไกล่เกลี่ย
“เปรียบเทียบง่ายๆ เช่น คนในหมู่บ้าน 2 คนทะเลาะกัน แทนที่จะไปขึ้นศาล ก็ไปหาผู้ใหญ่บ้าน และผู้ใหญ่บ้านก็อาจจะให้คำแนะนำอะไรบางอย่าง ซึ่งอาจจะเป็นคำแนะนำที่ช่วยหาทางออกให้แก่ลูกบ้านทั้ง 2 คนได้” เขากล่าว
ผู้ประนอม และทีมเจรจา
สำหรับการแต่งตั้งคณะผู้ประนอม (Conciliator) ไทยและกัมพูชา จะแต่งตั้งฝ่ายละ 2 คน ก่อนที่จะมีการเลือกประธานคณะผู้ประนอม
โดยอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายยืนยันว่า ผู้ประนอมที่ได้รับการแต่งตั้งจากทั้งสองฝ่าย จะมี “ความเป็นกลาง” และมี “อิสระในการทำหน้าที่”
ส่วนทีมเจรจาของฝ่ายไทยนั้น จะนำโดยสีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ซึ่งรับหน้าที่หัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา (Agent) และทรงชัย ชัยปฏิยุทธ เอกอัครราชทูต ณ กรุงคูเวต เป็นรองหัวหน้าคณะผู้แทนเจรจา
นอกจากนี้ ยังมีผู้แทนเจรจาที่เกี่ยวข้องกับหน่วยงานต่างๆ ซึ่งประกอบด้วยตัวเขาเองในฐานะอธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมาย และผู้แทนจากหน่วยงานความมั่นคง, กองทัพ, กรมอุทกศาสตร์, กรมเชื้อเพลิงธรรมชาติ และผู้เชี่ยวชาญด้านแผนที่ ภูมิศาสตร์ และทรัพยากรทางทะเล
จุดยืนไทย เจรจาปัญหาเขตทางทะเลให้เสร็จสิ้น
สำหรับจุดยืนของไทยในการเข้าร่วมการประนอมภาคบังคับนั้น อธิบดีกรมสนธิสัญญาและกฎหมายย้ำว่า กระบวนการประนอมภาคบังคับของ UNCLOS นั้นจำกัดเฉพาะเรื่องเขตทางทะเล ไม่รวมเรื่องพื้นที่พัฒนาร่วม (Joint Development Area: JDA) โดยไทยต้องการให้การเจรจาแบ่งเขตทางทะเลเสร็จสิ้นก่อน และไม่เหลือพื้นที่อ้างสิทธิทับซ้อนให้เป็นประเด็นขัดแย้งระหว่างทั้งสองฝ่าย


