คำสั่งโยกย้าย 2 รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต คนหนึ่งไปเป็นรองผู้ว่าจังหวัดนครศรีธรรมราช คนหนึ่งย้ายไปเป็นรองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา กลายเป็นประเด็นที่ถูกจับตาอย่างมากในกระทรวงมหาดไทย หลังเชื่อมโยงกับปฏิบัติการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้หยิบยกขึ้นวิพากษ์วิจารณ์อย่างเผ็ดร้อนระหว่างการมอบนโยบายให้หัวหน้าส่วนราชการของกระทรวงมหาดไทยเมื่อวันจันทร์ที่ 15 มิถุนายนที่ผ่านมา
ประเด็นสำคัญ
เกิดอะไรขึ้นในวงประชุม มท.
เมื่อวันที่ 15 มิถุนายน อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย ได้เข้ามอบนโยบายแก่กระทรวงมหาดไทย และร่วมประชุมกับผู้ว่าราชการจังหวัดทั่วประเทศในรอบหลายเดือน
ช่วงหนึ่งของการประชุม ขณะรับฟังรายงานจากนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวกับสถานการณ์ผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ นายกรัฐมนตรีได้กล่าวถึงกระแสข่าวที่เผยแพร่ในสื่อสังคมออนไลน์ ซึ่งมีการพาดพิงบุคคลที่ถูกเรียกว่า ‘รองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด’ รวมถึงข้อความที่อ้างถึงความขัดแย้งภายในจังหวัด และกระแสข่าวว่ารองผู้ว่าฯ สามารถย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดได้
“ผมก็อยากจะรู้ รองผู้ว่าฯ จะเอาอะไรไปปลดผู้ว่าฯ อย่าว่าแต่ย้ายผู้ว่า ย้ายไม่ได้อยู่แล้ว ต้องผ่านกระบวนการมากมาย ผ่านหลายคน 4-5 ชื่อ และยังต้องผ่านที่ประชุม ครม. คนที่พูดปัญญาอ่อนเต็มทน จะเอาน้ำยาอะไรไปปลดผู้ว่าราชการจังหวัด มท.1 นั่งหัวโด่อยู่ตรงนี้ ไม่เซ็นสักอย่าง นี่ถือเป็นความผิดพลาดในการบริหารบุคคล เดี๋ยวผมจะสอบท่านปลัดด้วย”
จากนั้นในช่วงเย็นของวันเดียวกัน กระทรวงมหาดไทยออกคำสั่งย้ายข้าราชการตำแหน่งประเภทบริหารระดับต้น (รองผู้ว่าราชการจังหวัด) จำนวน 5 ราย ตามคำสั่งที่ 2573/2569 ลงวันที่ 15 มิถุนายน 2569 โดยให้มีผลตั้งแต่วันที่ 16 มิถุนายน 2569 เป็นต้นไป และให้เดินทางไปปฏิบัติหน้าที่ตามคำสั่งในวันเดียวกัน รายชื่อผู้ได้รับการแต่งตั้งโยกย้าย ประกอบด้วย
- จิราพร อมาตยกุล รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร
- ธีระพงศ์ ช่วยชู รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดนครศรีธรรมราช
- ร.ต.อ. เขตรัฐ ชาญศิลป์ รองผู้ว่าราชการจังหวัดสมุทรสาคร ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
- อดุลย์ ชูทอง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา
- รอมดอน หะยีอาแว รองผู้ว่าราชการจังหวัดสงขลา ย้ายไปดำรงตำแหน่ง รองผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต
ก่อนการประชุมคณะรัฐมนตรีในวันนี้ (16 มิถุนายน) นายกรัฐมนตรีได้เรียกรัฐมนตรีในสัดส่วนพรรคภูมิใจไทยเข้าหารือเป็นการภายใน เพื่อกำชับการแก้ไขปัญหาผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ต่างๆ หลังเกิดข้อวิจารณ์ถึงประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายในบางจังหวัด โดยเฉพาะจังหวัดภูเก็ต
จากนั้น ประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) มีมติอนุมัติตามที่กระทรวงมหาดไทย เสนอ แต่งตั้ง (ย้าย) ข้าราชการพลเรือนสามัญให้ดำรงตำแหน่งประเภทบริหารระดับสูง กระทรวงมหาดไทย จำนวน 2 ราย ดังนี้
- ให้นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร พ้นจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง) สำนักงานปลัดกระทรวง
- ให้โชตินรินทร์ เกิดสม พ้นจากตำแหน่งรองปลัดกระทรวง (นักบริหาร ระดับสูง)สำนักงานปลัดกระทรวง และแต่งตั้งให้ดำรงตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัด (นักปกครอง ระดับสูง) จังหวัดภูเก็ต
ทั้งนี้ ตั้งแต่วันที่ทรงพระกรุณาโปรดเกล้าโปรดกระหม่อมแต่งตั้ง เป็นต้นไป
“หากปล่อยให้ขัดแย้งแบบนี้ ทำงานกันไม่ได้”
นายกรัฐมนตรี ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่คำสั่งแต่งตั้ง (ย้าย) ทั้ง 2 รายว่า ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้เสนอมา โดยรายละเอียดขอให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยเป็นผู้ชี้แจงการโยกย้ายครั้งนี้เป็นไปเพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการทำงาน และมองว่าการแต่งตั้งนิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ให้ดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ถือเป็นการมอบหมายตำแหน่งที่เหมาะสม เนื่องจากมีความอาวุโสและมีประสบการณ์การทำงาน
เมื่อถามว่าคำสั่งย้ายในครั้งนี้ สืบเนื่องมาจากความขัดแย้งในพื้นที่ รวมถึงเป็นไปตามที่นายกรัฐมนตรีได้พูดในที่ประชุมกระทรวงมหาดไทยเมื่อวานนี้หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ในพื้นที่จังหวัดภูเก็ตมีหลายเรื่อง ทุกคนก็ได้เห็นแล้วว่าตนได้ลงไปดำเนินการ แต่ยังไม่ดีขึ้น ทั้งมีคลิป และมีการแฉกัน แบบนี้มันก็ทำงานกันไม่ได้ เราต้องเอาคนที่ไม่มีความขัดแย้งกัน และเอาคนที่ทำงานร่วมกันได้ลงไปทำงาน เพราะภูเก็ตเป็นเมืองเศรษฐกิจที่สร้างรายได้ให้กับประเทศอย่างมหาศาล
“ขณะเดียวกัน เราต้องไม่ยอมให้เกิดประเด็น การบุกยึดที่ดินชายหาด ไล่ชาวบ้านไม่ให้เข้าไปในพื้นที่สาธารณะ และการข่มขู่จากมาเฟีย จะให้ผมรอฟังรายงาน ขอเวลาอีก 9 เดือนไปสืบสวนสอบสวนข้อเท็จจริงก่อนคงไม่ได้ ผมได้มอบนโยบายให้ปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้วว่า ขณะนี้มีปัญหาหลายเรื่องที่ต้องเร่งแก้ไขโดยเร็วที่สุด” อนุทินกล่าว
เมื่อถามว่า วานนี้ในที่ประชุมนายกรัฐมนตรีระบุว่า จะสอบปลัดกระทรวงมหาดไทยจะยังคงดำเนินการต่อใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า ต้องดูประเด็น ถ้าไม่มีอะไรเปลี่ยนแปลงเลย ยังบอกว่าทุกอย่างดีหมด เรียบร้อยไม่มีอะไร ท่านปลัดก็ได้แสดงให้เห็นแล้วว่ามันไม่ใช่ แต่ไม่ต้องเป็นห่วง ตนสอบทุกวันสำหรับท่านปลัดฯ เพราะอยู่กับตนทุกวัน
ส่วนที่มีการตั้งข้อสังเกตว่า คำสั่งย้ายดังกล่าวมีการเชื่อมโยงกับผู้มีอิทธิพลในพื้นที่ใช่หรือไม่ นายกรัฐมนตรี ย้ำว่า รายละเอียดให้ถามทางปลัดมหาดไทย เพราะท่านเป็นคนที่นำเสนอขึ้นมา และท่านโน้มน้าวให้ตนเห็นชอบตามท่านในส่วนที่ตนก็เห็นชอบ
เมื่อถามว่า จะต้องกำชับไม่ให้เกิดปัญหานี้ในจังหวัดอื่นหรือไม่ นายกรัฐมนตรี กล่าวว่า “ภูเก็ตแซนด์บ็อกซ์”
ขณะที่ อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวถึงกรณีเดียวกันนี้ว่า ที่จากกระแสข่าวในภูเก็ตเรื่องจากเรื่องทุนเทา และผู้มีอิทธิพลเรียกรับผลประโยชน์ จึงมีการโยกย้ายเพื่อให้สถานการณ์นั้นคลี่คลาย โดยมีการปรับเปลี่ยนเพื่อประโยชน์ทางราชการ ให้เป็นไปด้วยความเรียบร้อยเท่านั้นเอง
โดยปรับคนที่เคยอยู่ไปอยู่ในที่ที่ไม่ได้ห่างไกลอะไร และคนที่มาใหม่ก็จะได้เข้าไปช่วยแก้ปัญหา ซึ่งเป็นไปตามนโยบายของรัฐบาลที่กำหนดไว้ ทั้งเรื่องการปราบปรามผู้มีอิทธิพล และเรื่องอื่นในพื้นที่ที่ยังไม่เรียบร้อย
เมื่อถามว่าการย้ายผู้ว่าฯ ภูเก็ตรวมถึงอธิบดีกรมการปกครองสั่งย้ายปลัดจังหวัดภูเก็ต เกี่ยวเนื่องกันหรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทยปฏิเสธพร้อมกล่าวว่า จากการติดตามประชุมเมื่อวานที่กระทรวงมหาดไทย ต้องการจะคลี่คลายปัญหาทุกอย่าง ตัวอย่างเช่น บางครั้งใส่รองเท้ามีเม็ดทรายอยู่ในเท้า เราก็ลำบากที่จะเดิน บางทีต้องถอดออกมา เพื่อจะสวมเข้าไปใหม่ เพราะฉะนั้นคนที่ไปใหม่ ซึ่งไม่รู้ปัญหา ก็จะใช้ประสบการณ์ทั้งหมดเพื่อไปแก้ปัญหา แต่คนที่อยู่เก่าบางทีก็รู้แต่ปัญหา ปัญหาก็เลยไม่คลี่คลายสักที
เมื่อถามว่าการแก้ปัญหาที่ไม่สำเร็จ เกิดจากปัญหาส่วนตัว และเรื่องของผลประโยชน์ในพื้นที่หรือไม่ ปลัดกระทรวงมหาดไทยกล่าวว่า การย้ายครั้งนี้ไม่มีเรื่องของผลประโยชน์อะไรเลย แต่ย้ายเพื่อให้การปฏิบัติหน้าที่ในภูเก็ตเดินต่อไปได้ และสิ่งที่มีปัญหาอยู่ต้องคลี่คลายโดยเร็วที่สุด
พร้อมยอมรับว่า นิรัตน์ เป็นผู้อาวุโส และมีประสบการณ์ แต่การแก้ปัญหายังไม่ได้รับการแก้ไขอย่างเต็มที่ ขณะที่รองผู้ว่าฯ ภูเก็ต ก็ทำงานไม่เข้าทีม จึงต้องเปลี่ยนยกทีม เพื่อให้การแก้ปัญหาลุล่วงเท่านั้นเอง ทั้งนี้กรณีคณะกรรมการที่ผู้ว่าฯ ภูเก็ต คนก่อนตั้งสอบสวนเรื่องดังกล่าวไว้ ก็ดำเนินการต่อไป และให้รายงานมาที่กระทรวง ซึ่งขณะนี้ยังไม่มีอะไร
เมื่อถามว่าที่มีคำสั่งย้าย เพราะกังวลว่านายกรัฐมนตรีจะสั่งตั้งกรรมการสอบตัวเองด้วยหรือไม่ อรรษิษฐ์ กล่าวว่า ตนไม่ได้กลัวอะไร ย้ำว่ามองเรื่องการปฏิบัติราชการเป็นสำคัญ ซึ่งนายกรัฐมนตรีได้ถามตนว่าเรื่องราวทั้งหมดเป็นอย่างไร ตนก็แนะนำว่า สิ่งที่ดีที่สุดคือ การทำให้ปัญหาคลี่คลาย ซึ่งก่อนหน้านี้เราก็เห็นโพสต์ข่าวทุกวัน รองผู้ว่าฯคนโน้นทะเลาะกับรองผู้ว่าฯ คนนี้ทะเลาะกับรองผู้ว่าฯ คนนั้น คนนั้นมีปัญหากับคนนี้ ฉะนั้นเราต้องคลี่คลายปัญหานี้ออกมา เชื่อมั่นได้เลยว่า การโยกย้ายเป็นเรื่องนี้จริงๆ
ส่วนระยะเวลาการแก้ปัญหานั้น อรรษิษฐ์ ระบุว่า ผู้ว่าฯภูเก็ตคนใหม่ จะเข้าไปดู และเชื่อมั่นว่า ผู้ว่าฯ ภูเก็ต คนใหม่มีประสบการณ์ และได้ถูกเลือกแล้วจากกระทรวงมหาดไทย
เมื่อถามถึงกรณีรองผู้ว่าฯ ซีฟู้ด บอกว่าจะมีการชี้แจงเป็นลายลักษณ์อักษร ได้มีการชี้แจงมาที่กระทรวงมหาดไทยหรือยังว่า อรรษิษฐ์ กล่าวว่า ก็ต้องรอเขา เพราะเขาพูดเอง แต่ถึงอย่างไรแม้จะย้ายไปที่อื่นแล้ว ก็จะต้องสอบต่อไป แต่ก็ต้องรอว่าจะมีการรายงานมาเช่นไร และต้องดูว่าจะดำเนินการอย่างไรต่อไป
เปิดใจ ‘นิรัตน์’ หลังถูกโยกเข้ากรุ
ขณะที่ นิรัตน์ พงษ์สิทธิถาวร ผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต ได้เดินทางมารายงานต่อนายกรัฐมนตรีถึงสถานการณ์เกี่ยวกับการปราบปรามผู้มีอิทธิพลในจังหวัดภูเก็ต พร้อมเปิดใจภายหลัง ครม. มีมติโยกย้ายให้ไปดำรงตำแหน่งรองปลัดกระทรวงมหาดไทย ว่า รับทราบเรื่องที่ถูกย้ายไปเป็นรองปลัดกระทรวงมหาดไทยแล้ว ซึ่งตนขอไปพูดคุยกับนายกรัฐมนตรีก่อน ตนเคารพการตัดสินใจของนายกรัฐมนตรีเสมอ
ส่วนการถูกโยกย้ายออกจากตำแหน่งผู้ว่าราชการจังหวัดภูเก็ต จะทำให้เสียกำลังใจในการทำงานหรือไม่ นิรัตน์ยืนยันว่า ไม่เสียกำลังใจ และตนเคารพนายกรัฐมนตรี
เมื่อถามว่าคำสั่งย้ายดังกล่าวเกิดจากการทำงานร่วมกันในพื้นที่ใช่หรือไม่ นิรัตน์ กล่าวว่า ตนไม่ได้มีปัญหากับใครเลย ตนเป็นคนที่ลงไปแก้ปัญหาความขัดแย้ง ลองไปดูตามเพจข่าวดีๆ ความขัดแย้งมีก่อนที่ตนจะไป ซึ่งตนไปเพื่อแก้ไขปัญหาความขัดแย้งในฐานะผู้ว่าราชการจังหวัด ไม่เป็นพวกของใครคนใดคนหนึ่ง ถ้าจะเชื่อตนก็มีคนปรับตัว ส่วนคนที่ไม่เชื่อตนก็ไม่ปรับตัว และเมื่อตนควบคุมไม่ได้ รักษาสถานการณ์ไม่ได้ ต้องถูกกระทรวงมหาดไทยพิจารณา หรือถูกย้ายอย่างไร ก็เคารพการตัดสินใจของปลัดกระทรวงมหาดไทยและนายกรัฐมนตรี
สำหรับการมาพบนายกรัฐมนตรีวันนี้ เพื่อมารายงานสถานการณ์ เพราะหลายอย่างมีความคืบหน้าไปมาก ไม่ใช่ว่าจะแก้อะไรไม่ได้ ทั้งมาเฟียต่างชาติก็นิ่งไปเลย ส่วนความขัดแย้งกับคนในพื้นที่ ตนอาจจะยังแก้ปัญหาไม่ได้ ก็เป็นปัญหาระดับกระทรวง จึงจะมารายงานให้นายกรัฐมนตรีรับทราบ
นิรัตน์ยืนยันว่า ตนเองไม่ได้ท้อใจ และเดินหน้าทำงานต่อไป ซึ่งตนตั้งใจทำงานในหน้าที่ให้ดีที่สุด และรักษาความถูกต้อง ทำได้เท่าไรอยู่ที่ผู้บังคับบัญชาประเมิน ถ้าบางเรื่องทำไม่สำเร็จก็ต้องยอมรับ
ส่วนที่เคยมีการเสนอให้ตั้งคณะกรรมการขึ้นมาตรวจสอบความขัดแย้งในพื้นที่ ยังคงเดินหน้าต่อใช่หรือไม่ นิรัตน์ กล่าวว่า ในความเห็นของคนในพื้นที่ ตนมองว่าควรมีคณะกรรมการมากกว่ากรมใดกรมหนึ่งที่จะต้องไปทำหน้าที่ตรวจสอบ ซึ่งเมื่อบอกว่าเป็นเรื่องของรองผู้ว่าฯ ก็ต้องเป็นหน้าที่ของกระทรวงมหาดไทย กระทรวงมหาดไทยควรส่งคณะกรรมการลงมาตรวจสอบ โดยมีประธานระดับรองปลัดกระทรวง ที่จะสามารถเรียกทุกกรม ทุกหน่วยในกระทรวงมาพูดคุยตรวจสอบได้ตามอำนาจหน้าที่มากยิ่งขึ้น
เมื่อถามว่าการย้ายผู้ว่าราชการจังหวัดและรองผู้ว่าราชการจังหวัด จะทำให้ปัญหาในพื้นที่หมดไปหรือไม่ นิรัตน์ กล่าวว่า เรื่องความขัดแย้งต้องแยก เช่น เรื่องผลประโยชน์ในพื้นที่ ก็เป็นหน้าที่ของคนที่มีอำนาจในปัจจุบันที่จะต้องแก้ แต่ปัญหาเรื่องความขัดแย้งระหว่างบุคคล หากบุคคลที่ถูกอ้างว่าขัดแย้งถูกย้ายออกไป ปัญหาก็จะหมดไปพร้อมกับบุคคล
ส่วนที่มีคนมองว่าถูกย้ายมาเป็นผู้ว่าฯ ภูเก็ต เหมือนเป็นการถูกรับน้องจากเหตุการณ์ครั้งนี้ นิรัตน์ถามกลับว่า “ผมนี่หรือน้อง ผมเป็นผู้ว่าราชการจังหวัด อยู่ระดับซี 10 ปีที่ 9 อาวุโสที่สุดในประเทศไทย ผมไม่ใช่น้องของใครแล้ว ผมเห็นทุกคนเป็นน้อง และมีหน้าที่ช่วยให้เขาทำในสิ่งที่ถูกต้อง ช่วยเตือน หากไปดูข่าวในพื้นที่ ผมได้สั่งห้ามทำอะไรที่นอกกฎหมาย ห้ามไปเรียกรับจากใคร อย่าไปเบียดเบียนใคร และได้เตือนเมื่อมีการปะทะกันหรือวัดพลังกัน รวมทั้งได้เตือนในที่ประชุมอย่างเปิดเผย และในที่สาธารณะอย่างชัดเจน ผมไม่ใช่น้องของใคร ผมเป็นพี่ของข้าราชการทุกคนในจังหวัด และไม่ใช่คู่ขัดแย้ง”
เมื่อถามว่าการที่ไปเตือนข้าราชการไม่ให้เกิดการวัดพลังหรือเรียกรับผลประโยชน์ เป็นชนวนเหตุที่ทำให้พวกเขาไม่พอใจใช่หรือไม่ นิรัตน์ตอบเพียงว่า “แน่นอน”


