วันนี้ (16 มิถุนายน) เอกนัฏ พร้อมพันธุ์ รัฐมนตรีว่าการกระทรวงพลังงาน เปิดเผยถึงสถานการณ์ราคาน้ำมันว่า จากกรณีที่สหรัฐฯ และอิหร่านบรรลุข้อตกลงยุติสงคราม ส่งผลให้ราคาน้ำมันในตลาดโลกทยอยปรับตัวลดลง ซึ่งกระทรวงพลังงานได้ติดตามราคาตลาดสิงคโปร์อย่างใกล้ชิด รวมถึงการลงนาม ในวันศุกร์ที่ 19 มิถุนายนนี้ว่าจะเกิดขึ้นจริงหรือไม่ ทั้งนี้พร้อมจะปรับลดราคาขายปลีกหน้าสถานีบริการน้ำมันลงตามกลไกตลาดทันที โดยที่ผ่านมาตั้งแต่ตนเข้ารับตำแหน่ง สามารถปรับลดราคาน้ำมันหน้าปั๊มจากจุดสูงสุดที่ 50 บาท ลงมาเหลือ 38 บาทกว่า และมีแนวโน้มจะทยอยลดลงอีก
สำหรับสถานะของกองทุนน้ำมันเชื้อเพลิง ปัจจุบันติดลบอยู่ที่ประมาณ 57,000 ล้านบาท ซึ่งลดลงจากตัวเลขคาดการณ์เดิมที่เคยสูงถึงกว่า 60,000 ล้านบาท ราว 7,000 ล้านบาท เนื่องจากกระทรวงฯ ได้เปลี่ยนมาใช้กลไกปรับลดราคาจากหน้าโรงกลั่นแทนการใช้เงินกองทุนเข้าไปชดเชยเพียงอย่างเดียว ซึ่งช่วยลดภาระไปได้แล้วกว่า 8,300 ล้านบาท คิดเป็นปริมาณน้ำมัน 2,400 ล้านลิตร โดยยืนยันว่ายังไม่มีการเก็บเงินจากน้ำมันเพิ่มเพื่อไม่ให้เป็นภาระแก่ประชาชน
นอกจากนี้ เอกนัฏยังเปิดเผยว่า กระทรวงพลังงานยังสั่งระงับการจ่ายเงินคืนให้กับกลุ่มผู้ค้าน้ำมันที่อยู่ระหว่างถูกสอบสวนในคดีกักตุนน้ำมันเพื่อเก็งกำไร คิดเป็นมูลค่ารวมกว่า 30,000 ล้านบาท จนกว่าจะพิสูจน์ความบริสุทธิ์ได้สำเร็จ ส่งผลให้ในขณะนี้กองทุนน้ำมันยังไม่มีความจำเป็นต้องขอให้กระทรวงการคลังออกพระราชกฤษฎีกาเพื่อกู้เงินเพิ่ม หรือก่อหนี้สาธารณะโดยไม่จำเป็น โดยจะเน้นดึงความร่วมมือจากโรงกลั่นและผู้ค้าน้ำมันเข้ามาช่วยบริหารจัดการแทน
อย่างไรก็ตามในระยะยาว กระทรวงพลังงานเตรียมนำบทเรียนจากการใช้อำนาจตามพระราชกำหนด (พ.ร.ก.) ช่วงวิกฤต มาวางเป็นกลไกถาวรในการควบคุมราคาหน้าโรงกลั่นและกำหนดเพดานค่าการกลั่นไม่ให้สูงเกินไป โดยเฉพาะในช่วงที่เกิดสถานการณ์ความขัดแย้งในต่างประเทศ เพื่อปฏิรูปโครงสร้างราคาน้ำมันอย่างยั่งยืน ซึ่งหากจำเป็นต้องแก้ไขกฎหมายในส่วนใดก็พร้อมจะดำเนินการ


