ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร (กทม.) หมายเลข 9 พร้อมทีมงานกรุงเทพฯ ทำงาน ลงพื้นที่หาเสียงเขตตลิ่งชัน-ภาษีเจริญ-ธนบุรี โดยเดินทางด้วยรถโดยสาร Feeder ต่อเรือหางยาวสำรวจตลาดน้ำ เพื่อเสนอนโยบายแก้ปัญหาคมนาคมและกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน
ชัชชาติระบุว่า แม้ปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าเข้าถึงพื้นที่แล้ว แต่การเดินทางเชื่อมต่อเข้าสู่ตลาดยังเป็นอุปสรรคและเจอปัญหารถติด จึงจำเป็นต้องเร่งพัฒนาระบบขนส่งมวลชนควบคู่ไปกับระบบ Feeder เพื่อจูงใจให้ประชาชนมาท่องเที่ยวในพื้นที่ฝั่งธนฯ มากขึ้น
“ถามว่าทำไมรถยังติดอยู่ เพราะว่าขนส่งสาธารณะไม่ดี ถึงแม้เราจะมีรถไฟฟ้าหลายร้อยกิโลเมตรแล้ว แต่ปลายทางจากรถไฟฟ้าเข้าไปถึงจุดหมาย อย่างจากรถไฟฟ้าบางขุนนนท์มาถึงตลาดก็ไม่ใช่เรื่องง่าย ต้องพัฒนาเรื่องขนส่งสาธารณะให้ดี” ชัชชาติกล่าว
สำหรับแนวทางแก้ไข ชัชชาติได้เสนอนโยบายผลักดันระบบรถไฟฟ้าให้มีราคาเข้าถึงง่าย โดยเล็งจัดทำ ‘ตั๋วเดือน’ ราคาประหยัดหลังสัมปทานสายสีเขียวหลักสิ้นสุดลงในปี 2572 พร้อมเจรจารัฐบาลเพื่อทำระบบตั๋วร่วม ส่วนระบบรถเมล์นั้น ยืนยันว่า กทม. จะไม่รับโอนหนี้กว่า 1.5 แสนล้านบาทของ ขสมก. มาแบกรับไว้ แต่จะขอเป็นผู้กำกับดูแลเส้นทาง จัดทำป้ายรถเมล์อัจฉริยะบอกเวลา และเสริมการเดินรถในเส้นทางที่ขาดแคลนโดยไม่แย่งสัมปทานเอกชน
“ปัญหาหลักของ ขสมก. คือเขามีหนี้อยู่ 150,000 ล้านบาท ถือเป็นภาระ หากให้เรามาเป็นผู้กำกับดูแล เราพร้อมนะ แต่ถ้าให้รับหนี้มาด้วย เราคงรับไม่ไหว เราไม่อยากเป็น Operator รายใหญ่ แต่เราอยากจะเป็นผู้อำนวยความสะดวก และเป็นคนดูแลเพื่อให้ประชาชนได้ประโยชน์สูงสุด” ชัชชาติกล่าว
นอกจากนี้ ในส่วนของระบบขนส่งรองหรือ Feeder จะมีการปรับปรุงทางเท้า จัดระเบียบวินมอเตอร์ไซค์รับจ้าง รถสองแถว และรถกะป๊อให้มีมาตรฐาน พร้อมพัฒนาแอปพลิเคชันสำหรับเรียกรถเพื่อให้ประชาชนในพื้นที่ห่างไกลเดินทางได้ครอบคลุมยิ่งขึ้น
ขณะที่ การกระตุ้นเศรษฐกิจชุมชน ชัชชาติย้ำว่า กทม. จะไม่เข้าไปแทรกแซงการบริหารตลาดโดยตรง แต่จะช่วยสนับสนุนด้านการประชาสัมพันธ์ เชื่อมโยงการเดินทาง และช่วยหาแหล่งเงินทุนให้พ่อค้าแม่ค้า นอกจากนี้จะใช้ตลาดของ กทม. เองเป็นเกณฑ์มาตรฐานในการกำหนดราคาค่าเช่าแผงที่เป็นธรรม เพื่อควบคุมไม่ให้ตลาดอื่นเก็บค่าเช่าแพงเกินไป
“สุดท้ายถ้าพ่อค้าอยู่ไม่รอด ตลาดก็อยู่ไม่รอด ตัวนี้คือเรื่องสำคัญที่ขับเคลื่อนเศรษฐกิจของเมือง เพราะว่าเรามีรายเล็กรายน้อย ตลาดชุมชนต่างๆ เรามี SME ถึง 500,000 กว่าราย จ้างงาน 3 ล้านกว่าคน เศรษฐกิจคู่ขนานต้องไปด้วยกัน เศรษฐกิจใหญ่โต เศรษฐกิจเล็กก็โตตาม ผมเชื่อว่านี่เป็นเรื่องสำคัญมากๆ ของ 4 ปีต่อไปในอนาคต” ชัชชาติกล่าว
ในช่วงท้าย ชัชชาติได้กล่าวถึงแผนขับเคลื่อนเศรษฐกิจระดับเส้นเลือดฝอย โดยจะยกระดับกลุ่มตลาดน้ำในพื้นที่ให้มีมาตรฐานสากลเพื่อดึงดูดนักท่องเที่ยว และชูประเพณีชักพระทางน้ำเป็นเอกลักษณ์ประจำเขต พร้อมส่งเสริมย่านการท่องเที่ยวตลอดแนวคลองภาษีเจริญและคลองบางกอกใหญ่ รวมถึงผลักดันตลาดพลูให้เป็นย่านสร้างสรรค์ โดยมีแผนสร้างสะพานคนเดินข้ามคลองบางกอกใหญ่เพื่อเป็นแลนด์มาร์กใหม่เชื่อมต่อชุมชน ควบคู่ไปกับการเปิดให้บริการแผนกผู้ป่วยนอก (OPD) ของโรงพยาบาลพระมงคลเทพมุนี เพื่อรองรับด้านสาธารณสุขและลดความแออัดของโรงพยาบาลในพื้นที่









