×

ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น เปิดแผนลุย M&A ต่างประเทศ เจรจาซื้อกิจการโรงงานผลิตอาหารสัตว์เลี้ยงในจีน-สหรัฐฯ ดันรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ ภายในปี 2573

12.06.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์

บมจ.ไอ-เทล คอร์ปอเรชั่น หรือ ITC ประกาศเป้าหมายภายในปี 2573 จะมีรายได้โตแตะ 1,500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์จะมาจากการทำ M&A

 

 

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC ได้กำหนดเป้าหมายกวาดรายได้แตะระดับ 1,500 ล้านดอลลาร์สหรัฐ ภายในปี 2573 ซึ่งกลยุทธ์หลักที่จะขับเคลื่อนไปสู่เป้าหมายนั้นคือ กลยุทธ์การเข้าซื้อกิจการหรือควบรวมกิจการ (M&A) ที่จะเข้ามาเป็นแกนสำคัญในการสร้างการเติบโตแบบก้าวกระโดด

 

โดยบริษัทฯ ตั้งเป้าหมายรายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ในปี 2573 จะมาจากการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) 1,000 ล้านดอลลาร์ และอีก 500 ล้านดอลลาร์ จะมาจากการทำ M&A โดยบริษัทได้วางหลักเกณฑ์พิจารณาเป้าหมายการลงทุนแบ่งเป็น 3 กลุ่ม (โซน) โดยประเมินจากอัตรากำไร (Margin) และความสามารถในการบริหารจัดการ เมื่อเทียบกับธุรกิจหลักของ ITC ที่เป็นผู้รับจ้างผลิต (OEM) อาหารสัตว์เลี้ยงชนิดเปียก ไว้ดังนี้

 

  • โซน A คือ ธุรกิจที่ใกล้เคียงกับความเชี่ยวชาญหลัก และมีอัตรากำไรสูง ซึ่งบริษัทจะเลือกลงทุนด้วยตัวเอง
  • โซน B คือ ธุรกิจที่มีความเกี่ยวเนื่องแต่อยู่กึ่งกลาง อาจจะต้องพิจารณาอย่างระมัดระวัง โดยอาจใช้วิธีร่วมทุนผ่านพาร์ตเนอร์
  • โซน C คือ ธุรกิจที่ห่างไกลจาก Core Business และมีอัตรากำไรไม่จูงใจนัก เช่น การทำซูเปอร์มาร์เก็ต หรือทำฟาร์มเลี้ยงไก่ ซึ่งบริษัทจะไม่เข้าไปลงทุนในโซนนี้อย่างแน่นอน

 

ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 1

รอย ชาน ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ITC

 

เดินหน้าเจรจาดีล M&A ในจีน คาดปิดดีลใน Q3/69 ส่วนสหรัฐฯ ชัดเจนปีนี้

 

รอย กล่าวต่อว่า กลยุทธ์การทำ M&A จะพุ่งเป้าไปที่ 2 กลุ่มหลัก คือ กลุ่มโรงงานผลิต (Manufacturing) และกลุ่มแบรนด์ (Brand) เพื่อเข้ามาเติมเต็มพอร์ตโฟลิโอในสิ่งที่บริษัทยังไม่มี หรือต่อยอดให้บริษัทแข็งแกร่งขึ้น ปัจจุบันบริษัทอยู่ระหว่างการเจรจาดีลใน ประเทศจีน ซึ่งเน้นเจาะตลาดในประเทศ ซึ่งจีนเป็นตลาดใหญ่อันดับ 3 ของโลก คาดว่าจะมีข่าวดีให้เห็นในช่วงไตรมาส 3 ปี 2569 ซึ่งเป็นดีลลงทุนใน Manufacturing ซึ่งถือเป็นดีล M&A ดีลแรกตั้งแต่ก่อตั้งบริษัทฯ มา รวมถึงกำลังศึกษาความเป็นไปได้ในการลงทุนใน สหรัฐอเมริกา ด้วยเช่นกันซึ่งคาดว่าจะมีความชัดเจนภายในสิ้นปีนี้

 

ทั้งนี้ บริษัทมีกระแสเงินสดเพียงพอและปัจจุบันไม่มีหนี้สินกู้ยืม หากดีลมีขนาดใหญ่ก็พร้อมพิจารณาการกู้เงินตามความเหมาะสม โดยตั้งเป้าหมายผลตอบแทนจากการลงทุน (IRR) ในระดับตัวเลขสองหลัก หรือ Double Digits

 

ตั้งงบลงทุนปี 69 ที่ 1,000 ล้านบาท อัปเกรดฐานการผลิตเดิม ไม่รวมงบ M&A

 

สำหรับแผนการใช้จ่ายฝ่ายทุน (CAPEX) ประจำปี 2569 นั้น ทาง ITC ได้ตั้งงบลงทุนไว้ที่ 1,000 ล้านบาท โดยงบประมาณก้อนนี้จะถูกนำไปใช้เพื่อรองรับการเติบโตด้วยศักยภาพของบริษัทเอง (Organic Growth) เน้นไปที่การปรับปรุงและเพิ่มประสิทธิภาพโรงงานผลิตที่มีอยู่เดิม เพื่อเตรียมความพร้อมของสายการผลิตให้สอดรับกับการเติบโตของยอดขายในอนาคต

 

ทั้งนี้ ผู้บริหารได้เน้นย้ำว่า งบลงทุน 1,000 ล้านบาทดังกล่าว “ไม่รวม” กับงบประมาณที่จะใช้สำหรับการทำ M&A เนื่องจากเม็ดเงินสำหรับการควบรวมกิจการนั้นยังไม่สามารถระบุเป็นตัวเลขที่แน่ชัดได้ โดยจะขึ้นอยู่กับขนาดของกิจการเป้าหมาย ประเทศที่เข้าไปลงทุน และประเภทของธุรกิจที่ตกลงกัน

 

ตัวอย่างเช่น หากเป็นการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มการผลิต (Manufacturing) มักจะใช้เม็ดเงินลงทุนที่น้อยกว่าเมื่อเทียบกับการเข้าซื้อกิจการในกลุ่มแบรนด์ (Brand) นอกจากนี้ ยังต้องพิจารณาประกอบกับหลักเกณฑ์การลงทุนทั้ง 3 โซน (A, B และ C) ที่มีอัตรากำไร (Margin) และต้นทุนที่แตกต่างกันออกไป

 

อย่างไรก็ตาม ในด้านความพร้อมของแหล่งเงินทุนสำหรับดีล M&A ปัจจุบัน ITC เป็นบริษัทที่ไม่มีหนี้สินกู้ยืม (Zero Debt) และมีกระแสเงินสดในกระเป๋าอยู่ระดับหนึ่ง ซึ่งหากในอนาคตบริษัทพบดีลเป้าหมายที่มีขนาดใหญ่และมีความเหมาะสม ก็พร้อมที่จะพิจารณาจัดหาแหล่งเงินทุนเพิ่มเติม เช่น การกู้ยืมเงิน เพื่อให้สอดคล้องกับขนาดของดีลและสร้างผลตอบแทนที่ดีที่สุดให้กับบริษัท

 

กางแผนธุรกิจ 4 เสาหลัก ดันรายได้ปี 2569 โตทะลุเป้า

 

รอย ยังกล่าวต่อว่า ในสภาวะที่โลกเผชิญความผันผวน ทั้งจากสถานการณ์โควิด สงครามรัสเซีย-ยูเครน มาตรการภาษีสหรัฐฯ และความขัดแย้งในอิหร่าน ส่งผลให้พฤติกรรมผู้บริโภคเปลี่ยนไปและระมัดระวังการใช้จ่ายมากขึ้น ITC จึงเลือกดำเนินธุรกิจภายใต้แนวคิด Back to Basic คือการเน้นเพิ่มขีดความสามารถในการแข่งขันและบริการที่รวดเร็ว

 

โดยตั้งเป้ายอดขายปี 2569 เติบโต 9-12% ซึ่งสูงกว่าภาพรวมอุตสาหกรรมอาหารสัตว์เลี้ยงโลกที่คาดว่าจะโตเพียง 3-4% สะท้อนความสำเร็จจากผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 ที่ทำรายได้ 5,174 ล้านบาท เติบโต 22% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน ขับเคลื่อนผ่าน 4 เสาหลัก ดังนี้

 

  • Innovation โดยโฟกัสการพัฒนาสินค้ากลุ่ม Health and Wellness โดยตั้งเป้าให้ยอดขาย 15% มาจากสินค้านวัตกรรม โดยเฉพาะกลุ่มขนม (Treats) ที่ช่วยเสริมสร้างความผูกพัน (Bonding) ระหว่างเจ้าของและสัตว์เลี้ยง ซึ่งมียอดขายเติบโตเกือบเท่าตัว หรือคิดเป็น 21% ของยอดขายในไตรมาส 1 ตัวอย่างนวัตกรรมเด่น เช่น ‘Chicken Rox Powder’ ที่ไม่เพียงเพิ่มความหอมน่าทาน แต่ยังเสริมฟังก์ชันช่วยเรื่องภูมิแพ้ให้สัตว์เลี้ยงอีกด้วย
  • Supply Chain Resilience โดยบริษัทจะรักษาอัตรากำไรขั้นต้น (Gross Margin) ไตรมาส 1 ได้ที่ 24.3% ผ่านการนำระบบอัตโนมัติ (Automation) มาใช้สนับสนุนสายการผลิตกว่า 25% เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและความรวดเร็ว รวมทั้งใช้โปรแกรม “Kelvin Transformation Program” (เปิดตัวปี 2567 โดยเทียบกับฐานปี 2566) ซึ่งช่วยลดต้นทุนการผลิตและจัดซื้อได้แล้ว 10-12 ล้านดอลลาร์ต่อปี และคาดว่าจะประหยัดเพิ่มได้อีก 5-6 ล้านดอลลาร์ สำหรับปี 2567 บริษัทตั้งงบลงทุน (CAPEX) ไว้ที่ 1,000 ล้านบาท เพื่อใช้ปรับปรุงโรงงานให้พร้อมรองรับการเติบโต
  • Local Presence เนื่องจากยอดขาย 99% เป็นการส่งออก บริษัทจึงรุกขยายสำนักงานไปยังต่างประเทศ เช่น สำนักงานในสหรัฐฯ (US Pet Nut) มีทีมงานราว 30 คน คอยซัปพอร์ตด้านโลจิสติกส์ คลังสินค้า และจัดส่งในพื้นที่ ขณะที่สำนักงานในยุโรปช่วยให้สามารถออกใบแจ้งหนี้เป็นสกุลเงินท้องถิ่น หรือสกุลยูโร ได้ สร้างความได้เปรียบเหนือคู่แข่ง กลยุทธ์นี้ส่งผลให้ไตรมาส 1 ยอดขายในสหรัฐฯ โต 22% ยุโรปโตทะลุ 50% และเอเชียโต 9.4%
  • Sustainability โดย ITC มุ่งมั่นดำเนินธุรกิจอย่างยั่งยืนในฐานะสิ่งสำคัญที่ควรทำ ปัจจุบัน 99% ของวัตถุดิบปลาทูน่าสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ (Traceability) และได้การรับรองมาตรฐาน MSC บริษัทยังตั้งเป้าลดการปล่อยก๊าซเรือนกระจก (GHG) ลง 22% ภายในปี 2568 (เทียบกับฐานปี 2564) ซึ่งการประหยัดพลังงานนี้จะส่งผลดีต่อการลดต้นทุนตามแนวทาง Back to Basic ด้วยเช่นกัน

 

ภาพกราฟิกสรุปกลยุทธ์ ITC ซื้อกิจการต่างประเทศ ตั้งเป้ารายได้ 1,500 ล้านดอลลาร์ 2

โครงสร้างสัดส่วนรายได้ของ ITC แยกตามกลุ่มประเทศ

 

รับมือความท้าทายด้านต้นทุน-ภูมิรัฐศาสตร์

 

จากปัจจัยความขัดแย้งในตะวันออกกลางที่ทำให้ต้นทุนน้ำมันและวัตถุดิบปรับตัวสูงขึ้น โดยเฉพาะแพ็กเกจจิ้งที่ราคาปรับขึ้นเลขสองหลัก บริษัทได้ทยอยเจรจาปรับขึ้นราคากับลูกค้ามาตั้งแต่เดือนมิถุนายน 2569 และหาแนวทางบริหารต้นทุนร่วมกัน เช่น การลดงบประมาณส่งเสริมการขาย (VBA) ส่วนวัตถุดิบหลักอย่างไก่นั้น บริษัทใช้วัตถุดิบในไทยซึ่งเป็นประเทศผู้ส่งออกอันดับ 3 ของโลก ขณะที่ปลาทูน่าซึ่งเป็นการจับตามธรรมชาติ ได้มีการทำสัญญาครอบคลุมราคา 6-12 เดือน และเสริมด้วยการซื้อขายแบบ Spot เพื่อบริหารสต็อกอย่างมีประสิทธิภาพ รวมทั้งมีการป้องกันความเสี่ยงด้านอัตราแลกเปลี่ยน (Hedging) ไว้ในระดับ 50-70% ทำให้ความผันผวนของค่าเงินบาทไม่กระทบต่อบริษัทอย่างมีนัยสำคัญ

 

ในประเด็นสงครามการค้าและการปรับขึ้นภาษีนำเข้าตามมาตรา 301 ของสหรัฐฯ นั้น บริษัทระบุว่าไม่ได้ส่งผลกระทบต่อประเทศไทยโดยตรง ทำให้ ITC ยังสามารถแข่งขันในตลาดโลกได้อย่างเป็นธรรม นอกจากนี้ จากกรณีภาษีสหรัฐฯ เมื่อปีที่ผ่านมา บริษัทได้รับเช็คคืนภาษีนำเข้าใบแรกเรียบร้อยแล้ว ซึ่งจะเป็นปัจจัยบวกเสริมในงบไตรมาส 2 ปีนี้

 

ทั้งนี้ ITC ประเมินว่าผลประกอบการไตรมาส 2 ปีนี้ จะยังคงรักษาระดับการเติบโตได้ใกล้เคียงกับไตรมาส 1 และคาดว่าในช่วงครึ่งปีหลังจะเติบโตได้อีกมาก จากแผนการทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ใหม่เข้าสู่ตลาดอย่างต่อเนื่อง

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories