ทีมข่าว THE STANDARD ประมวลภาพเหตุการณ์ลอบวางระเบิดศาลท้าวมหาพรหม บริเวณสี่แยกราชประสงค์ เมื่อวันที่ 17 สิงหาคม 2558 ถือเป็นหนึ่งในหน้าประวัติศาสตร์บาดแผลที่สร้างความตื่นตระหนกและสะเทือนขวัญไปทั่วประเทศ โดยจุดเริ่มต้นของแผนการอุกอาจนี้ก่อตัวขึ้นในช่วงกลางเดือนกรกฎาคมถึงเดือนสิงหาคม 2558 เมื่อกลุ่มผู้ก่อเหตุซึ่งนำโดย บิลาล โมฮำเหม็ด หรือ อาเด็ม คาราดัก พร้อมพวก ได้ร่วมกันประกอบวัตถุระเบิดแสวงเครื่องจำนวน 2 ชุดขึ้นเองภายในห้องพัก เพื่อเตรียมการนำไปก่อเหตุสร้างสถานการณ์ความรุนแรงใจกลางเมืองหลวง
ในวันเกิดเหตุ กลุ่มผู้ก่อเหตุได้วางแผนแบ่งการทำงานออกเป็นสองช่วงเวลา โดยแผนการแรกเกิดขึ้นในช่วงกลางวันของวันที่ 17 สิงหาคม 2558 เมื่อผู้ก่อเหตุได้นำระเบิดชุดแรกไปวางไว้บริเวณท่าเรือเจ้าพระยาปริ๊นเซส แต่ระบบจุดระเบิดเกิดความขัดข้องและไม่ทำงาน จึงไม่เกิดความสูญเสียใดๆ ขึ้น ทว่ากลุ่มผู้ก่อเหตุก็ไม่ได้ยุติแผนการลง จนกระทั่งเวลาประมาณ 18.00 น. ของวันเดียวกัน บิลาลซึ่งสวมเสื้อสีเหลืองได้สะพายกระเป๋าเป้ซุกซ่อนระเบิดชุดที่สอง เดินทางมายังศาลท้าวมหาพรหม สี่แยกราชประสงค์ ก่อนจะนำกระเป๋าเป้ไปวางทิ้งไว้ที่บริเวณม้านั่งและเดินหลบหนีออกไป จากนั้นผู้ร่วมก่อเหตุอีกรายจึงได้ทำการจุดชนวนระเบิดขึ้น
แรงระเบิดที่ปะทุขึ้นท่ามกลางฝูงชนที่เดินทางมาสักการะสิ่งศักดิ์สิทธิ์และนักท่องเที่ยวจำนวนมาก ส่งผลให้เกิดความสูญเสียอย่างประเมินค่าไม่ได้ โดยมีผู้เสียชีวิตจากเหตุการณ์นี้สูงถึง 20 ราย มีผู้ได้รับบาดเจ็บสาหัส 53 ราย และได้รับบาดเจ็บทั่วไปอีก 73 ราย รวมทั้งก่อให้เกิดความเสียหายอย่างหนักต่อทรัพย์สินของประชาชนและหน่วยงานราชการในบริเวณโดยรอบ
ภายหลังเกิดเหตุ เจ้าหน้าที่ตำรวจได้ระดมกำลังสืบสวนแกะรอยอย่างหนัก โดยใช้หลักฐานสำคัญจากภาพกล้องวงจรปิดที่บันทึกพฤติกรรมของชายเสื้อเหลือง ตั้งแต่การลงรถสามล้อรับจ้าง การวางกระเป๋าเป้ ไปจนถึงเส้นทางการหลบหนีที่มีการไปพบกับชายสวมเสื้อสีม่วงที่สถานีรถไฟหัวลำโพง และการเข้าไปเปลี่ยนเสื้อผ้าเป็นสีเทาภายในห้องน้ำของสวนลุมพินี
กระบวนการสืบสวนนำไปสู่การบุกเข้าตรวจค้นห้องพักหมายเลข 412 และ 414 ที่อพาร์ตเมนต์ ซึ่งเป็นสถานที่กบดานของบิลาลและพวก เจ้าหน้าที่ได้ตรวจยึดของกลางจำนวนมาก ทั้งสารเคมี ฝักแคระเบิด ผงอะลูมิเนียม และเสื้อผ้าที่ใช้ในวันเกิดเหตุ นอกจากนี้ ผลการตรวจพิสูจน์ทางนิติวิทยาศาสตร์ยังพบจุดลักษณะพิเศษของลายนิ้วมือแฝงในห้องพักที่ตรงกับกลุ่มผู้ต้องหา ประกอบกับข้อมูลการใช้โทรศัพท์เคลื่อนที่ติดต่อกันในช่วงเวลาเกิดเหตุ ทำให้พยานหลักฐานทั้งหมดมีความรัดกุมและชี้ชัดถึงตัวผู้กระทำความผิดได้อย่างชัดเจน
เวลาล่วงเลยผ่านไปกว่าทศวรรษ กระบวนการยุติธรรมได้เดินทางมาถึงบทสรุป เมื่อวันที่ 11 มิถุนายน 2569 ศาลอาญากรุงเทพใต้ได้มีคำพิพากษาชี้ขาดคดีประวัติศาสตร์นี้ โดยศาลพิเคราะห์ว่าพฤติการณ์ของจำเลยเป็นการกระทำที่อุกอาจ มุ่งหวังต่อชีวิตของประชาชนผู้บริสุทธิ์จำนวนมาก ถือเป็นภัยร้ายแรงต่อความมั่นคงและความปลอดภัยของประเทศ
แม้จำเลยจะเคยให้การรับสารภาพในชั้นสอบสวน แต่ศาลมองว่าไม่มีเหตุอันควรให้บรรเทาโทษ จึงมีคำพิพากษาขั้นเด็ดขาดให้ลงโทษประหารชีวิตจำเลยทั้งสองสถานเดียว พร้อมทั้งสั่งปรับเงินและให้ร่วมกันชดใช้ค่าเสียหายแก่หน่วยงานของรัฐที่ได้รับผลกระทบ ถือเป็นการปิดฉากคดีสะเทือนขวัญและคืนความเป็นธรรมให้แก่ผู้สูญเสียจากเหตุการณ์ลอบวางระเบิดศาลพระพรหมตามกระบวนการทางกฎหมายอย่างสมบูรณ์











