ศาลอุทธรณ์มีคำพิพากษาในคดีประวัติศาสตร์ที่ อังคณา นีละไพจิตร สมาชิกวุฒิสภา (สว.) และ อัญชนา หีมมิหน๊ะ นักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ เป็นโจทก์ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรี, กองอำนวยการรักษาความมั่นคงภายในราชอาณาจักร (กอ.รมน.) และกองทัพบก กรณีถูกโจมตีและเผยแพร่ข้อมูลบิดเบือนผ่านปฏิบัติการข้อมูลข่าวสาร (IO) บนสื่อออนไลน์
ศาลอุทธรณ์วินิจฉัยว่า จากการส่งข้อมูลในรายงานของอนุกรรมาธิการวิสามัญงบประมาณฯ รวมถึงพยานหลักฐานต่างๆ เห็นว่า กอ.รมน. มีอำนาจในการควบคุม กำกับดูแล และต้องรับผิดชอบต่อการดำเนินงานของเว็บไซต์ Pulony.com ซึ่งเป็นช่องทางหลักที่มีการเผยแพร่ข้อมูลอันเป็นเหตุแห่งคดี จึงถือว่ามีส่วนรับผิดชอบต่อความเสียหายที่เกิดขึ้นแก่โจทก์ทั้งสอง
ศาลมีคำสั่งให้ กอ.รมน. จ่ายค่าสินไหมทดแทนแก่ อังคณา นีละไพจิตร โจทก์ที่ 1 เป็นเงิน 120,000 บาท และจ่ายแก่ อัญชนา หีมมิหน๊ะ โจทก์ที่ 2 เป็นเงิน 90,000 บาท รวมเป็นเงิน 210,000 บาท พร้อมดอกเบี้ยตามกฎหมาย โดยบังคับให้ภายใน 30 วัน
นอกจากนี้ ศาลยังมีคำสั่งให้ดำเนินการลบข้อความที่เป็นการละเมิดออกจากระบบทั้งหมดภายใน 7 วัน นับแต่วันที่ศาลมีคำพิพากษา
โดยศาลไม่ได้มีคำพิพากษาเกี่ยวกับคำขอให้หน่วยงานรัฐแถลงขอโทษ หรือเผยแพร่คำขอโทษผู้เสียหายผ่านช่องทางสื่อมวลชนต่างๆ
พิพากษากลับศาลชั้นต้นเคยยกฟ้อง เหตุยังไม่มีหลักฐานโยง กอ.รมน.
คดีดังกล่าวมีที่มาจากการที่โจทก์ทั้งสองถูกเผยแพร่ข้อมูลใส่ร้ายและโจมตีผ่านเว็บไซต์ Pulony.blogspot.com ซึ่งมีเนื้อหากล่าวหานักปกป้องสิทธิมนุษยชนในพื้นที่จังหวัดชายแดนภาคใต้ ส่งผลกระทบต่อชื่อเสียง ความน่าเชื่อถือ และความปลอดภัย
โจทก์จึงได้ยื่นฟ้องสำนักนายกรัฐมนตรีในฐานะหน่วยงานกำกับดูแล กอ.รมน. และกองทัพบก โดยระบุว่ามีการสนับสนุนหรือเกี่ยวข้องกับปฏิบัติการ IO ซึ่งถือเป็นการละเมิดสิทธิและศักดิ์ศรีความเป็นมนุษย์
ก่อนหน้านี้ เมื่อวันที่ 16 กุมภาพันธ์ 2566 ศาลชั้นต้นได้มีคำพิพากษาโดยรับรองว่า อังคณาและอัญชนาเป็นนักปกป้องสิทธิมนุษยชน และการทำงานของทั้งสองได้รับความคุ้มครองตามหลักสิทธิมนุษยชนระหว่างประเทศ
ศาลยังวินิจฉัยว่าข้อความทั้ง 13 โพสต์ที่เป็นประเด็นในคดีเป็นข้อความที่ไม่สุจริต เป็นการใส่ความ และก่อให้เกิดความเสียหายแก่โจทก์จริง แต่ศาลชั้นต้นได้พิพากษายกฟ้องในส่วนความรับผิดของหน่วยงานรัฐ เนื่องจากพยานหลักฐานยังไม่เพียงพอที่จะเชื่อมโยงเว็บไซต์ดังกล่าวกับ กอ.รมน. หรือกองทัพบกโดยตรง และยังไม่มีกฎหมายภายในที่กำหนดกลไกการเยียวยาความเสียหายจากการละเมิดในลักษณะนี้
การยื่นอุทธรณ์ของโจทก์ทั้งสองมีวัตถุประสงค์เพื่อขอให้ศาลพิจารณาพยานหลักฐานทั้งหมดอีกครั้ง และวินิจฉัยในประเด็นความรับผิดชอบของหน่วยงานรัฐต่อการละเมิดสิทธิมนุษยชน สิทธิของผู้เสียหายในการได้รับการเยียวยาอย่างมีประสิทธิผล รวมถึงการสร้างบรรทัดฐานในการคุ้มครองนักปกป้องสิทธิมนุษยชนจากการคุกคามทางออนไลน์


