วานนี้ (10 มิถุนายน) สีหศักดิ์ พวงเกตุแก้ว รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการต่างประเทศ ขึ้นกล่าวปาฐกถาในงาน Nikkei Forum Future of Asia ครั้งที่ 31 ภายใต้หัวข้อ ‘Working Together for a More Resilient and Prosperous Asia’ โดยเน้นย้ำความสำคัญที่ประเทศในเอเชียต้องทำงานร่วมกันเพื่อสร้างความเข้มแข็ง เพื่อให้รับมือกับความเปลี่ยนแปลงและความผันผวนได้ดียิ่งขึ้น และไปสู่อนาคตที่เจริญรุ่งเรืองไปด้วยกัน
รองนายกฯ ระบุว่า นับตั้งแต่เวทีนี้เริ่มจัดครั้งแรกเมื่อปี 2538 บริบทของเอเชียเปลี่ยนไปมาก จากเดิมที่เคยมุ่งเน้นแต่ประเด็นท้าทายพื้นฐานในแง่การพัฒนาการเจริญเติบโตทางเศรษฐกิจ ไปจนถึงการบูรณาการเข้ากับเศรษฐกิจโลก แต่วันนี้กรอบคำถามเกี่ยวกับเอเชียเปลี่ยนไป เพราะอนาคตของโลกในหลายมิติอยู่ที่เอเชียแล้ว
ปัจจุบันเอเชียมีสัดส่วนประชากรและขนาด GDP รวมกันเกินกว่าครึ่งหนึ่งของโลก และมีส่วนขับเคลื่อนการเติบโตของเศรษฐกิจโลกเกือบ 60% อย่างไรก็ตาม สีหศักดิ์ชี้ว่า เอเชียยังไม่บรรลุศักยภาพอย่างที่ควรจะเป็น ซึ่งการทำงานร่วมกันจะช่วยปลดล็อกศักยภาพเหล่านั้นได้
รองนายกฯ เสนอแนวทางการสร้างความเข้มแข็งร่วมกันผ่านการพัฒนาความมั่นคงด้านอาหารและพลังงาน การยกระดับทักษะแรงงานเพื่อให้เข้ากับยุคสมัย และการสร้างห่วงโซ่อุปทานที่เข้มแข็งท่ามกลางความทัาทายจากปัญหาภูมิรัฐศาสตร์
สีหศักดิ์ชี้ด้วยว่า ที่ผ่านมาความสำเร็จของเอเชียไม่ได้เกิดจากประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เกิดจากการพึ่งพาซึ่งกันและกัน ซึ่งการบูรณาการในขั้นถัดไปจำเป็นต้องก้าวข้ามเพียงแค่การเชื่อมโยงการค้าและการลงทุน แต่ต้องเชื่อมโยง ‘ขีดความสามารถ’ โดยที่แต่ละประเทศควรเพิ่มนโยบายร่วมมือในมิติด้านสภาพภูมิอากาศ พลังงาน ดิจิทัล นวัตกรรม และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ เพื่อรับมือกับภัยคุกคามรูปแบบใหม่ๆ ร่วมกัน
นอกจากนี้ รองนายกฯ ยังชวนให้เปลี่ยนแนวคิดจากการมองประเทศอื่นเป็นคู่แข่ง (Zero-sum) มาสู่การร่วมสร้างสรรค์ (co-creation) ซึ่งจะทำให้ได้ประโยชน์ร่วมกันทุกฝ่าย เนื่องจากโลกาภิวัตน์กำลังเปลี่ยนผ่านจากการเคลื่อนย้ายสินค้ามาสู่ ‘การเคลื่อนย้ายความรู้’ และการอาศัยจุดแข็งที่แตกต่างกันของแต่ละประเทศเพื่อสร้างระบบนิเวศด้านองค์ความรู้และนวัตกรรม
สีหศักดิ์ยังใช้เวทีนี้ส่งเสริมแนวคิดภูมิภาคนิยม (Regionalism) โดยมีอาเซียนเป็นแกนกลางในการสร้างความไว้เนื้อเชื่อใจ ส่งเสริมการหารือและแก้ไขข้อขัดแย้ง พร้อมย้ำว่า ความเจริญรุ่งเรืองของเอเชียต้องดำเนินควบคู่ไปกับการรักษาสันติภาพ เสถียรภาพ และการยึดมั่นในระเบียบระหว่างประเทศที่ตั้งอยู่บนกฎกติกา
หลังจบการกล่าวปาฐกถา รองนายกฯ ยังได้ให้สัมภาษณ์บนเวทีกับ Nikkei ซึ่งมีการตอบคำถามเกี่ยวกับประเด็นสถานการณ์ชายแดนไทย-กัมพูชา, สถานการณ์ในตะวันออกกลาง รวมถึงเมียนมา และประเด็นเกี่ยวกับโอกาสการลงทุนของญี่ปุ่นในไทยในอุตสาหกรรมที่มีศักยภาพ เช่น อุตสาหกรรมพลังงานสะอาดและอุตสาหกรรมเทคโนโลยีชีวภาพ
ทั้งนี้ การประชุม Nikkei Forum Future of Asia เป็นเวทีเสวนาระหว่างประเทศที่มีชื่อเสียงระดับโลกมากว่า 3 ทศวรรษ มีผู้นำรัฐบาล ผู้นำองค์การระหว่างประเทศ ผู้บริหารภาคเอกชนชั้นนำ รวมถึงนักธุรกิจ สื่อมวลชน และนักวิชาการมีชื่อเสียงในภูมิภาคมาร่วมแลกเปลี่ยนมุมมองอย่างต่อเนื่องทุกปี โดยปีนี้ยังมีอันวาร์ อิบราฮิม นายกรัฐมนตรีมาเลเซีย และสอนไช สีพันดอน นายกรัฐมนตรี สปป.ลาว เข้าร่วมด้วย


