วันนี้ (9 มิถุนายน) อนุชา บูรพชัยศรี ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. พรรคประชาธิปัตย์ หมายเลข 5 ลงพื้นที่พบปะพี่น้องประชาชนเพื่อนำเสนอนโยบายและรับฟังปัญหาในพื้นที่เขตคันนายาวและเขตบึงกุ่ม โดยได้นำทีมผู้สมัคร ส.ก. ของพรรค ได้แก่ เกษนันท์ เรืองตาบ ผู้สมัคร ส.ก. เขตคันนายาว หมายเลข 1 และ ดร.อาคร ประมงค์ ผู้สมัคร ส.ก. เขตบึงกุ่ม หมายเลข 4 ร่วมเดินรณรงค์หาเสียงบริเวณศูนย์การค้าแฟชั่นไอส์แลนด์ (Fashion Island) และตลาดนวลจันทร์ 38 (ตลาดวังรุ้งเดิม) โดยได้รับความสนใจจากประชาชนที่มาจับจ่ายใช้สอยในช่วงเย็นเป็นจำนวนมาก
อนุชา เปิดเผยว่า ปัญหาเร่งด่วนที่พี่น้องประชาชนในเขตคันนายาวและบึงกุ่มสะท้อนออกมามากที่สุด คือปัญหาการจราจรและการเข้าถึงระบบขนส่งสาธารณะ แม้ว่าปัจจุบันจะมีรถไฟฟ้าโมโนเรลสายสีชมพูเปิดให้บริการแล้ว แต่ในข้อเท็จจริง ประชาชนที่พักอาศัยอยู่ในซอยลึกหรือตามหมู่บ้านต่าง ๆ ยังได้รับความลำบาก ไม่สามารถเดินทางออกมาเชื่อมต่อรถไฟฟ้าได้อย่างสะดวก
“เป้าหมายสำคัญในอนาคตของพรรคประชาธิปัตย์และ กทม. คือเราต้องเข้ามาดูเรื่องระบบฟีดเดอร์ (feeder) หรือระบบขนส่งรองอย่างจริงจัง โดยมีโจทย์ว่า จะทำอย่างไรให้ประชาชนเดินออกจากหน้าบ้านหรือซอยไม่เกิน 100-200 เมตร แล้วสามารถเจอรถโดยสารสาธารณะที่พร้อมพาส่งเข้าสู่ระบบรางหลักได้อย่างง่ายดาย นอกจากนี้ ในพื้นที่บึงกุ่มและคันนายาวมีคลองสายหลักอย่างคลองแสนแสบพาดผ่าน แต่ที่ผ่านมายังไม่ได้นำมาใช้ประโยชน์ด้านการเดินทางอย่างเต็มที่ กทม. มีเรือไฟฟ้า (EV) อยู่แล้ว แต่ยังปล่อยทิ้งไว้ไม่ได้นำมาวิ่งครบทั้งระบบ หลังจากนี้จะต้องดึงกลับมาวิ่งเสริมเพื่อเป็นฟีดเดอร์ทางน้ำเชื่อมต่อการเดินทางให้สมบูรณ์” อนุชา กล่าว
อนุชา ได้เน้นย้ำถึงบทบาทการเป็นอดีตกรรมาธิการพิจารณากฎหมายตั๋วร่วม โดยระบุว่า ตนเป็นผู้ขับเคลื่อนเรื่องนี้มาโดยตลอด ตั้งแต่สมัยที่ยังต้องเดินสายเจรจากับสำนักงานนโยบายและแผนการขนส่งและจราจร (สนข.) และภาคเอกชน ซึ่งในอดีตยอมรับว่าทำได้ยากเพราะเอกชนยังไม่ให้ความร่วมมือ แต่ปัจจุบันกฎหมายลูกใกล้เสร็จสมบูรณ์แล้ว
ดังนั้นในวาระของผู้ว่าฯ กทม. คนต่อไป กทม. จะต้องเข้าไปเป็นแกนหลักในการผลักดันระบบตั๋วร่วมให้ใช้งานได้จริง บัตรใบเดียวต้องขึ้นได้ทั้งรถไฟฟ้า BTS รถไฟใต้ดิน รถเมล์ และเรือ โดยจะตั้งระบบหลังบ้านที่เรียกว่า เคลียริงเฮาส์ (Clearing House) ขึ้นมาทำหน้าที่จัดสรรและเฉลี่ยรายได้ระหว่างผู้ให้บริการแต่ละรายเอง โดยที่ประชาชนไม่ต้องรับรู้หรือยุ่งยากด้วย ซึ่งระบบนี้จะช่วยยกเว้นค่าแรกเข้าซ้ำซ้อน ทำให้ค่าใช้จ่ายในการเดินทางของคนกรุงเทพฯ ลดลงอย่างมหาศาล
นอกจากนี้ อนุชา ยังได้กล่าวถึงประเด็นทางการเมืองและความโปร่งใสในงบประมาณของ กทม. หลังจากที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ อดีตผู้ว่าฯ กทม. ได้แถลงข่าวร่วมกับคณะผู้บริหารชุดเดิมที่พ้นวาระไป เกี่ยวกับผลการสอบสวนข้อร้องเรียนต่าง ๆ ที่ระบุว่า ยังไม่สิ้นสุด
อนุชา ระบุว่า เรื่องนี้ขัดต่อความรู้สึกของพี่น้องประชาชนค่อนข้างมาก เพราะสังคมรอคอยคำตอบมานานพอสมควรแล้ว และหากเกิดการทุจริตคอร์รัปชันขึ้นจริง ผู้บริหารชุดเดิมจำเป็นต้องออกมาชี้แจงอย่างตรงไปตรงมา ไม่ควรยื้อเวลาให้ความเชื่อมั่นของประชาชนลดลงไปเรื่อยๆ และสังคมกำลังจับตาว่าสุดท้ายแล้วหากผลสอบออกมา ใครจะเป็นผู้รับผิดชอบ จะโยนให้ข้าราชการประจำฝ่ายเดียว หรือมีฝ่ายการเมืองเข้าไปเกี่ยวข้องด้วย
ทั้งนี้ ในส่วนของพรรคประชาธิปัตย์ ได้มีการประชุมหารือเพื่อยกระดับการตรวจสอบให้เข้มข้นยิ่งขึ้น โดยได้นำแพลตฟอร์ม “ส่องรัฐ” ซึ่งเป็นแอปพลิเคชันและฐานข้อมูล (Database) นวัตกรรมใหม่เข้ามาจับตาการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐ
“เรากำลังป้อนข้อมูลสัญญาทั้งหมดของ กทม. เข้าสู่ระบบ ‘ส่องรัฐ’ เพื่อวิเคราะห์ดูความผิดปกติ เช่น กลุ่มคนที่เข้ามาเอี่ยวกับการจัดซื้อจัดจ้างเป็นใคร บริษัทที่ได้รับงานมีหัวคิวหรือมีประวัติอย่างไร เคยส่งมอบอุปกรณ์ประเภทนี้ให้ กทม. มาก่อนหรือไม่ ในราคาเท่าไหร่ โดยเราจะใช้กรณีศึกษาของ กทม. นี้ เป็นโมเดลต้นแบบในการปราบปรามการทุจริต และเมื่อป้อนข้อมูลเสร็จสิ้นสมบูรณ์ ทางพรรคจะเปิดแถลงข่าวใหญ่เพื่อรายงานความผิดปกติให้ประชาชนทราบอย่างเป็นทางการอีกครั้งหนึ่ง” อนุชา กล่าว


