KKP เตือนไทยอาจขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว จนอาจส่งผลต่อเสถียรภาพทางเศรษฐกิจของประเทศ รวมไปถึงอาจทำให้เงินบาทอ่อนค่า ซ้ำรอย ‘อินโดนีเซีย’ ที่กำลังเผชิญกับวิกฤตความเชื่อมั่นอยู่ในขณะนี้ แนะการดำเนินนโยยายทั้งการเงินและการคลังของไทยต้องระมัดระวังมากขึ้น
ประเด็นสำคัญ
- ไทยเคยเป็นประเทศ ‘เกิน’ ดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 8-10% ของ GDP
- เปิดสาเหตุทำไมไทยกลับมา ‘ขาด’ ดุลบัญชีเดินสะพัดอีกรอบ
- จับ 3 สัญญาณการเปลี่ยนของโครงสร้าง ‘ดุลบัญชีเดินสะพัด’ ไทย
- KKP คาดไทยจ่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสที่ 2 ราว 2% ต่อ GDP
- ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้แย่เสมอไป
- จับตาผลกระทบต่อ ‘ค่าเงินบาท’
- ถอดบทเรียน ‘อินโดนีเซีย’ เจอขาดดุลแฝด สั่นคลอนความเชื่อมั่น
- เตือนนโยบายการเงิน-คลัง ต้องระวังเสถียรภาพมากขึ้น
ไทยเคยเป็นประเทศ ‘เกิน’ ดุลบัญชีเดินสะพัดถึง 8-10% ของ GDP
ดร.พิพัฒน์ เหลืองนฤมิตชัย หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ กลุ่มธุรกิจการเงินเกียรตินาคินภัทร (KKP) กล่าวในหัวข้อ “ประเทศไทยกำลังจะ ขาดดุลบัญชีเดินสะพัด? จุดเปลี่ยนทิศทางดอกเบี้ย ค่าเงินบาท และเศรษฐกิจ” โดยอธิบายว่า ในช่วงปี 2014-2018 ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด (Current Account) ‘สูงมาก’ เคยแตะระดับ 8-10% ของ GDP โดยปัจจัยหลักมาจากการส่งออกสินค้า และการท่องเที่ยว โดยเฉพาะรายได้จากนักท่องเที่ยวจีน ที่ไหลเข้ามาในประเทศไทยจำนวนมาก
อย่างไรก็ตาม ต่อมาในช่วงโควิด-19 ดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยพลิกกลับมา ‘ขาดดุล’ ซึ่งเป็นผลมาจากมาตรการปิดเมือง ทำให้ส่งสินค้าออกนอกประเทศไม่ได้ และนักท่องเที่ยวหาย
ต่อมาในช่วงหลังโควิด ไทยก็กลับมาเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอีกครั้ง ส่งผลให้เงินบาทอยู่ในแนวโน้มแข็งค่าขึ้นตลอดเวลา ซึ่งสามารถมองว่า เป็นปัจจัยบวกได้ เนื่องจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสะท้อนว่า มีคนอยากจะเอาเงินเข้ามาในประเทศไทย ทำให้ไทยมีเสถียรภาพด้านต่างประเทศ

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์ตั้งข้อสังเกตว่า ในระยะหลัง การเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไทยเริ่มน้อยลง ซึ่งอาจเป็นสัญญาณว่า ไทยส่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว เนื่องจากดุลบัญชีเดินสะพัดไทยมีลักษณะอยู่นาน (Persistent)
“ส่วนใหญ่เราจะเชื่อว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดมีลักษณะ Persistent ตัวอย่างเช่น เมื่อไหร่ก็ตามที่ไทยจะเกินดุล ไทยก็จะเกินดุลอยู่ตลอด แต่ในช่วงไหนที่ไทยขาดดุล ก็มักจะขาดดุลตลอด” ดร.พิพัฒน์กล่าว

เปิดสาเหตุทำไมไทยกลับมา ‘ขาด’ ดุลบัญชีเดินสะพัดอีกรอบ
โดยตามข้อมูลจากธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) แสดงให้เห็นว่า ดุลบัญชีเดินสะพัดในเมษายน ขาดดุลอยู่ที่ 7.6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ ซึ่งนับเป็นการขาดดุลหนักสุดเป็นประวัติการณ์ โดยทำลายสถิติเดิมเมื่อเดือนเมษายนปี 2556 ที่เคยติดลบ 4.1 พันล้านดอลลาร์สหรัฐ
โดยดร.พิพัฒน์ระบุว่า สาเหตุที่ทำให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดสูงในปีที่ผ่านมา เป็นผลมาจากไทยขาดดุลการค้าสูงกว่า 10,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐสูงเป็นประวัติการณ์ โดยจำนวนนี้เป็นผลมาจากการนำเข้าน้ำมันเชื้อเพลิงถึง 7.58 พันล้านดอลลาร์
อย่างไรก็ตาม เมื่อตัดผลกระทบจากราคาน้ำมันและปริมาณนำเข้าน้ำมันออกไปแล้ว ไทยยังคงขาดดุลการค้าประมาณ 2,400 ล้านดอลลาร์สหรัฐ สะท้อนว่าปัญหาไม่ได้เกิดจากน้ำมันเพียงอย่างเดียว แต่ยังมีปัจจัยเชิงโครงสร้างอื่นที่กำลังกดดันดุลการค้าของประเทศ
“น้ำมันเป็นปัจจัยระยะสั้น หากราคาน้ำมันปรับลดลง ตัวเลขขาดดุลก็จะลดลงตาม แต่สิ่งที่น่ากังวลกว่าคือแนวโน้มระยะยาวที่ไม่เกี่ยวกับน้ำมัน ซึ่งเริ่มเห็นชัดขึ้นเรื่อยๆ” ดร.พิพัฒน์กล่าว
จับ 3 สัญญาณการเปลี่ยนของโครงสร้าง ‘ดุลบัญชีเดินสะพัด’ ไทย
ดร.พิพัฒน์มองว่า ไทยมีปัจจัยเชิงโครงสร้างที่ฉุดให้ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในระยะยาว โดยปัจจัยแรกคือ ‘ความสามารถในการแข่งขันของภาคการผลิตไทยที่ลดลง’ โดยในช่วง 6 เดือนที่ผ่านมา ไทยเริ่มมีแนวโน้มขาดดุลการค้ามากขึ้น แม้ไม่รวมสินค้าน้ำมัน
โดยตัวอย่างที่ชัดเจนคือ ‘อุตสาหกรรมยานยนต์’ ซึ่งเดิมอาศัยห่วงโซ่อุปทานภายในประเทศเป็นหลัก แต่การเปลี่ยนผ่านสู่ยานยนต์ไฟฟ้าทำให้ไทยต้องนำเข้าชิ้นส่วนจากต่างประเทศมากขึ้น ขณะที่อุตสาหกรรมอื่นๆ ก็ต้องเผชิญการแข่งขันจากสินค้านำเข้าที่เข้ามาแทนที่การผลิตภายในประเทศเช่นกัน
ส่วนปัจจัยที่สอง คือ การลงทุนที่ฟื้นกลับมา แต่พ่วงการนำเข้าสูง แม้ช่วงหลังจะเริ่มมีโครงการขนาดใหญ่เข้ามาเพิ่ม ทั้ง Data Center รวมถึงการลงทุนจากบริษัทเทคโนโลยีระดับโลกหลายแห่ง ไม่ว่าจะเป็น TikTok Google และ Microsoft

อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า การลงทุนเหล่านี้มีสัดส่วนการนำเข้าสินค้าและอุปกรณ์จากต่างประเทศค่อนข้างสูง โดยเฉพาะโครงการ Data Center ที่มีการประเมินว่ามูลค่าการนำเข้าอาจสูงถึง 80-85% ของมูลค่าการลงทุนทั้งหมด
ดังนั้น แม้การลงทุนของบริษัทต่างชาติจะมีมูลค่าสูง แต่ไม่ได้แปลว่าจะส่งผลต่อ GDP ในสัดส่วนเดียวกัน เนื่องจากเม็ดเงินจำนวนมากถูกใช้ไปกับการนำเข้าอุปกรณ์ เทคโนโลยี และเครื่องจักรจากต่างประเทศ
อย่างไรก็ตาม ดร.พิพัฒน์มองว่า การนำเข้าในลักษณะดังกล่าว ไม่ใช่เรื่องเสียหาย เพราะเป็นการนำเข้าที่เพิ่มขึ้นจากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ทำให้ไทยยังมีเงินทุนไหลเข้าสู่ประเทศในภาพรวม และอาจช่วยลดแรงกดดันต่อค่าเงินบาทได้ด้วย
นอกจากนี้ ดร.พิพัฒน์ยังฉายภาพว่า ในช่วง 1 ปีที่ผ่านมา การนำเข้าสินค้าอิเล็กทรอนิกส์มีการเติบโตเร็วกว่าการส่งออก สะท้อนว่าการนำเข้าส่วนหนึ่งอาจเกี่ยวข้องกับการลงทุนใหม่จริง มากกว่าเป็นไปเพื่อการนำเข้าวัตถุดิบสำหรับผลิตส่งออก

ส่วนปัจจัยสุดท้าย คือการเปลี่ยนแปลงของดุลบริการที่ไม่กลับมาเหมือนเดิม แม้การท่องเที่ยวจะฟื้นตัวกลับมาแล้วราว 3 ใน 4 ของระดับก่อนโควิด-19 แต่ดุลบริการของไทยยังไม่กลับมาเกินดุลในระดับเดียวกับช่วงปี 2015-2017
ดร.พิพัฒน์อธิบายว่า สาเหตุสำคัญมาจากค่าใช้จ่ายด้านบริการที่ไทยต้องจ่ายให้ต่างประเทศเพิ่มขึ้น โดยเฉพาะค่าขนส่งระหว่างประเทศ และการจ่ายค่าทรัพย์สินทางปัญญา ซึ่งเกี่ยวข้องกับบริการแพลตฟอร์มดิจิทัลและระบบสมาชิก เช่น YouTube Spotify และ Netflix ไปจนถึงค่าใช้บริการแพลตฟอร์ม AI ต่างๆ ซึ่งมีแนวโน้มเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง

“แม้เราจะได้รายได้จากนักท่องเที่ยวต่างชาติ แต่ในอีกด้านหนึ่งเราก็จ่ายค่าบริการให้ต่างประเทศมากขึ้นเช่นกัน โดยเฉพาะค่าทรัพย์สินทางปัญญาที่เพิ่มขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ และเป็นหนึ่งในปัจจัยที่ทำให้ดุลบริการไม่กลับมาเกินดุลได้มากเหมือนในอดีต” ดร.พิพัฒน์ยังกล่าวต่ออีกว่า “ถ้าเราไปเทียบกับต่างประเทศ เราก็มีการจ่ายเรื่องของสินทรัพย์ทางปัญญาน่าจะเกือบมากที่สุดในอาเซียน”

KKP คาดไทยจ่อขาดดุลบัญชีเดินสะพัดในไตรมาสที่ 2 ราว 2% ต่อ GDP
จากแบบจำลองที่ KKP ประมาณการไว้ ดร.พิพัฒน์มองว่า อาจจะได้เห็นดุลบัญชีเดินสะพัดของไทย ‘ขาดดุล’ ในช่วงไตรมาสที่ 2 นี้ โดยอยู่ที่ประมาณ 2% ต่อ GDP ซึ่งไม่ได้เป็นตัวเลขการขาดดุลที่เยอะมาก นอกจากนี้ หากราคาน้ำมันปรับตัวลดลง ตัวเลขขาดดุลก็น่าจะทยอยปรับตัวดีขึ้นตามลำดับ
ดร.พิพัฒน์ยังคาดว่า ในระยะต่อไป ไทยอาจจะไม่กลับไปเกินดุลบัญชีเดินสะพัดในระดับสูงๆ เช่น 3-4% ของ GDP เหมือนเดิมอีกต่อไป แต่อาจจะลงมาอยู่ในระดับทรงตัว (Flat) หรือขาดดุลเล็กน้อยแทน
นอกจากนี้ การขาดดุลในระดับดังกล่าวยังไม่น่ากังวลขนาดนั้น โดยดร.พิพัฒน์ระบุว่า ระดับการขาดดุลที่ต้องเริ่มกังวลและต้องจับตามากขึ้น อยู่ที่ระดับ 3-5% ของ GDP
ดร.พิพัฒน์ย้ำว่า สถานการณ์ของไทยในปัจจุบันยังไม่น่าเป็นห่วง เนื่องจากไทยยังคงเกินดุลบัญชีเดินสะพัดอยู่ และแบบจำลองทางเศรษฐกิจยังไม่ได้สะท้อนความเสี่ยงที่จะเกิดการขาดดุลในระดับสูงเหมือนช่วงก่อนวิกฤตต้มยำกุ้ง
“สิ่งที่เกิดขึ้นตอนนี้เป็นเพียงการเปลี่ยนแปลงของจุดดุลยภาพ จากเดิมที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูงมาก มาอยู่ในระดับที่ต่ำลง ไม่ได้หมายความว่าเศรษฐกิจไทยกำลังเข้าสู่ภาวะวิกฤต” ดร.พิพัฒน์กล่าว
ขาดดุลบัญชีเดินสะพัดไม่ได้แย่เสมอไป
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า การขาดดุลบัญชีเดินสะพัดบ้าง ไม่ได้แย่เสมอไป เนื่องจากการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดอาจช่วยให้ไทยสามารถฟื้นศักยภาพในการแข่งขันได้อีกครั้งหนึ่ง เนื่องจากที่ผ่านมา ไทยคุ้นเคยกับการเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ซึ่งเป็นส่วนสำคัญที่ทำให้เงินบาทแข็งค่าขึ้นอย่างต่อเนื่อง จนอาจกระทบต่อศักยภาพในการแข่งขันของภาคการส่งออก
“หากไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้น ก็อาจช่วยลดแรงกดดันของการแข็งค่าทางเดียวของเงินบาทได้ ซึ่งจะทำให้การแข่งขันของไทยเริ่มกลับมา ภาคส่งออกและภาคการค้าอาจจะเริ่มกลับมาดีขึ้นได้” ดร.พิพัฒน์กล่าว
จับตาผลกระทบต่อ ‘ค่าเงินบาท’
ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า หลังจากวิกฤตต้มยำกุ้ง ค่าเงินบาทแข็งค่าต่อเนื่อง เนื่องมาจากการเปลี่ยนแปลงของปัจจัยพื้นฐาน ท่ามกลางภาวะเงินไหลเข้าประเทศอย่างต่อเนื่อง โดยในบางปีที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดระดับ 10% ของ GDP ค่าเงินบาทก็แข็งค่าแตะ 30 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ จากประมาณ 35-38 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐ
นอกจากนี้ ในช่วงที่ไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัด ค่าเงินบาทมักเคลื่อนไหวในลักษณะ ‘แข็งค่าทางเดียว’ (One-way) อย่างไรก็ตาม ในช่วงที่ไทยขาดดุลบัญชีเดินสะพัด เช่น ในช่วงโควิด ค่าเงินบาทก็มักจะ ‘อ่อนค่า’
โดยจากแนวโน้มเช่นนี้สะท้อนให้เห็นว่า ในภาพระยะยาว ดุลบัญชีเดินสะพัดมีผลต่อค่าเงินบาทค่อนข้างมาก แม้ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจไม่ส่งผลกระทบต่อค่าเงินบาทแบบวันต่อวัน หรือเดือนต่อเดือน แต่กลับมีผลกระทบในระยะยาว
ดังนั้น ในแง่ของนักลงทุน ดุลบัญชีเดินสะพัดอาจเป็นสัญญาณสำคัญที่ทำให้นักลงทุนส่วนใหญ่ใช้พิจารณาทิศทางของค่าเงิน
ดร.พิพัฒน์กล่าวต่อว่า ดังนั้นเมื่อไทยมีแนวโน้มเกินดุลบัญชีเดินสะพัดน้อยลง ค่าเงินบาทจึงมีโอกาสที่จะแข็งทางเดียวยากขึ้น เพราะว่ามันไม่ได้มีแรงสนับสนุนจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดเหมือนในอดีต
โดยในวันที่ 9 มิถุนายนนี้ เงินบาทเคลื่อนไหวอยู่ในกรอบ 32.78 – 32.89 บาทต่อดอลลาร์สหรัฐนับเป็นการอ่อนค่าสุดในรอบกว่า 2 เดือน

ถอดบทเรียน ‘อินโดนีเซีย’ เจอขาดดุลแฝด สั่นคลอนความเชื่อมั่น
พร้อมกันนี้ ดร.พิพัฒน์ได้ยกกรณีศึกษาของอินโดนีเซียเป็นตัวอย่างของประเทศที่เคยเปลี่ยนผ่านจากการเกินดุลบัญชีเดินสะพัดไปสู่การขาดดุล โดยหลังปี 2012 อินโดนีเซียได้รับผลกระทบจากการเปลี่ยนแปลงของราคาน้ำมันโลก ส่งผลให้ประเทศซึ่งเคยเป็นผู้ส่งออกน้ำมันสุทธิ กลายเป็นผู้นำเข้าน้ำมันสุทธิ และเผชิญแรงกดดันต่อดุลบัญชีเดินสะพัดอย่างต่อเนื่อง
ดร.พิพัฒน์ระบุว่า ปัญหาของอินโดนีเซียไม่ได้เกิดจากดุลบัญชีเดินสะพัดเพียงอย่างเดียว แต่เป็นผลจากปัจจัยพื้นฐานและนโยบายเศรษฐกิจที่ไม่สอดคล้องกับสถานการณ์ โดยเฉพาะการอุดหนุนราคาพลังงานภายในประเทศและการตั้งสมมติฐานราคาน้ำมันในงบประมาณต่ำกว่าความเป็นจริง ทำให้ภาครัฐต้องแบกรับภาระการคลังเพิ่มขึ้นเมื่อราคาพลังงานปรับตัวสูงขึ้น
ผลที่ตามมาคือการขาดดุลการคลังและการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดเกิดขึ้นพร้อมกัน จนกระทบต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ส่งผลให้ค่าเงินรูเปียห์อ่อนค่าลงอย่างต่อเนื่อง ขณะที่ธนาคารกลางอินโดนีเซียต้องปรับขึ้นอัตราดอกเบี้ยเพื่อรักษาเสถียรภาพค่าเงิน ซึ่งกลับยิ่งกดดันการเติบโตทางเศรษฐกิจภายในประเทศ
นอกจากนี้ อินโดนีเซียยังเผชิญแรงกดดันด้านความเชื่อมั่นจากการเปลี่ยนผ่านทางการเมือง ประเด็นธรรมาภิบาล รวมถึงข้อกังวลเกี่ยวกับการจัดตั้งกองทุนความมั่งคั่งแห่งชาติและหน่วยงานรัฐใหม่อย่าง ‘ดานันตารา’ (Danantara) ตลอดจนการปรับลดน้ำหนักหุ้นอินโดนีเซียในดัชนี MSCI จากประเด็นการกำหนดสัดส่วนการถือหุ้นของผู้ถือหุ้นรายย่อย ซึ่งปัจจัยหลายด้านเกิดขึ้นพร้อมกันจนส่งผลให้เกิดแรงขายในตลาดการเงิน
ดร.พิพัฒน์กล่าวว่า บทเรียนสำคัญที่ไทยควรเรียนรู้จากกรณีของอินโดนีเซีย คือการรักษาความเชื่อมั่นของนักลงทุนทั้งในและต่างประเทศ เพราะนักลงทุนจำนวนมากเป็นแหล่งเงินทุนสำคัญของประเทศ ไม่ว่าจะผ่านการลงทุนโดยตรง การลงทุนในตลาดหุ้น หรือการถือครองพันธบัตรรัฐบาล

เตือนนโยบายการเงิน-คลัง ต้องระวังเสถียรภาพมากขึ้น
ดร.พิพัฒน์ยังแนะว่า เพื่อรับมือกับโครงสร้างดุลบัญชีเดินสะพัดของไทยที่กำลังเปลี่ยนไป การดำเนินนโยบายทั้งการเงินและการคลังจะต้องระมัดระวังประเด็นเรื่องของเสถียรภาพมากขึ้น
“ในอดีต เมื่อไทยเกินดุลบัญชีเดินสะพัดสูง และมีเสถียรภาพเยอะ ก็สามารถดำเนินนโยบายการเงินและการคลังอย่างมีอิสระ อยากจะลดดอกเบี้ย อยากจะขาดดุลการคลังอย่างไรก็ได้ แต่หากไทยเกิดเข้าสู่ภาวะขาดดุลบัญชีเดินสะพัด ไทยอาจจะต้องพึ่งพาเงินทุนจากต่างประเทศมากขึ้น อาจจะมีความอ่อนไหวเพิ่มมากขึ้น ไทยจึงควรจะต้องระมัดระวังการดำเนินนโยบายเพิ่มมากขึ้น” ดร.พิพัฒน์กล่าว
โดยจากบทเรียนอินโดนีเซียสะท้อนให้เห็นว่า การใช้นโยบายที่ไม่ระมัดระวัง และการขาดดุลบัญชีเดินสะพัดมากขึ้นอาจจะทำให้ตลาดขาดความเชื่อมั่นจนสร้างผลกระทบในวงกว้าง
“ตัวอย่างของอินโดนีเซียทำให้เห็นว่า เวลาตลาดไม่เชื่อมั่น ตลาดก็สามารถที่ลงโทษ (penalize) ประเทศได้ทำให้เห็นผลกระทบค่อนข้างเยอะจริงๆ” ดร.พิพัฒน์กล่าว

