นักวิชาการ TDRI ชี้ระบบคัดกรอง ‘คนจน’ อย่างสมบูรณ์แบบ ‘ไม่มีจริง’ แต่ย้ำรัฐไม่ควรละเลยปัญหาตกหล่น พร้อมแนะรัฐควรใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ ในกลุ่มเด็กเล็ก และใช้ระบบ ‘ลูกผสม’ สำหรับผู้สูงอายุ ควบคู่การใช้ข้อมูลสถิติจัดสรรงบประมาณรายพื้นที่ แก้ปัญหา ‘พื้นที่คนจนมากได้เงินน้อย พื้นที่คนจนน้อยได้เงินมาก’
ประเด็นสำคัญ
จากกรณีเกณฑ์เงื่อนไขใหม่ของบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ ที่กำหนดว่าหากบุตรนำชื่อพ่อแม่ไปยื่นขอลดหย่อนภาษี จะส่งผลให้พ่อแม่ไม่ได้รับสิทธิ์ จนกลายเป็นกระแสวิพากษ์วิจารณ์ในสังคม วันนี้ (8 มิถุนายน) ดร.สมชัย จิตสุชน ผู้อำนวยการวิจัย ด้านการพัฒนาอย่างทั่วถึง สถาบันวิจัยเพื่อการพัฒนาประเทศไทย (TDRI) โพสต์ผ่าน Facebook โดยระบุว่า ระบบการคัดกรองที่ใครควรได้รับการช่วยเหลือ ใครจนหรือไม่จน ไม่เคยทำได้สมบูรณ์แบบ หรือแม้กระทั่งใกล้สมบูรณ์แบบ (Perfect or Near-Perfect Targeting) ไม่มีอยู่จริงในโลกนี้
ดร.สมชัยกล่าวต่อว่า ระบบการคัดกรองดูว่าใครควรได้รับการช่วยเหลือในทุกโครงการทั่วโลกยังคงมี Exclusion Error (การตกหล่น) และ Inclusion Error (การรั่วไหล) ในสูงระดับหลายสิบเปอร์เซนต์เสมอ
นอกจากนี้ การปรับปรุงระบบคัดกรองในปัจจุบัน แม้จะมีการนำฐานข้อมูลหลากหลายแหล่งมาเชื่อมโยงกัน หรือใช้เทคโนโลยีสมัยใหม่เข้ามาช่วย แต่สามารถลดความผิดพลาดได้เพียงหลักหน่วยเปอร์เซ็นต์เท่านั้น และที่สำคัญคือเกือบทุกระบบมักมีการแลกเปลี่ยน (Trade-off) เสมอ
“เกือบทุกครั้งจะมี trade-off ว่าลด error หนึ่งจะทำให้อีก error หนึ่งสูงขึ้น เช่นกรณีลดหย่อนพ่อแม่นี้ จะลดรั่วไหลได้ แต่จะเพิ่มการตกหล่น” ดร.สมชัยกล่าว
แนะรัฐใช้นโยบาย ‘ถ้วนหน้า’ กับเด็กและ ‘ลูกผสม’ กับผู้สูงอายุ
ดร.สมชัยกล่าวต่อว่า ระหว่างที่รอ Near-Perfect Targeting ซึ่งรอมาหลายทศวรรษและไม่รู้เมื่อไรจะมีได้ เราจะออกแบบนโยบายสาธารณะอย่างไรว่านโยบายไหนควรเป็นแบบเจาะจง (Targeting) และแบบไหนควรเป็นแบบถ้วนหน้า เนื่องจาก นโยบายถ้วนหน้ามีข้อดีคือการตกหล่นเป็นศูนย์หรือใกล้ศูนย์ แต่การ ‘รั่วไหล’ ก็สูงสุดและใช้งบประมาณมากสุด จึงควรใช้วิธีนี้สำหรับนโยบายที่การตกหล่นมีต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมสูงสุด
ดร.สมชัยจึงเสนอว่า นโยบายการดูแลเด็กและเยาวชนควรเป็นแบบถ้วนหน้า เพราะ (1) เด็กเป็นอนาคตของประเทศจึงการตกหล่นมีต้นทุนสูงมาก (2) เด็กมีจำนวนลดลงเร็วมาก ต้นทุนการ ‘รั่วไหล’ ถ้าใช้แบบถ้วนหน้าจะไม่มากและลดลงเรื่อย ๆ
ส่วนนโยบายอื่นที่แม้จะสำคัญเช่นกัน ดร.สมชัยมองว่า ควรเป็นแบบ ‘ลูกผสม’ เช่นเบี้ยผู้สูงอายุ ที่ปัจจุบันเป็นแบบถ้วนหน้าตั้งแต่ปี 2552 แต่มีการเรียกร้องให้เพิ่มเบี้ยให้มากกว่านี้มาก เช่นเป็น 3,000 บาทต่อคนต่อเดือน (ประมาณเส้นความยากจน ซึ่งจะใช้งบประมาณหลายแสนล้าน) ควรเป็นแบบลูกผสม คือคงความเป็นถ้วนหน้าที่ระดับผลประโยชน์เท่าหรือมากกว่าปัจจุบัน (600-1000 บาทต่อเดือน) เพียงเล็กน้อย เพื่อป้องกันการตกหล่นของคนแก่ยากจน (ซึ่งชีวิตน่าสงสารมากถ้าตกหล่นแบบไม่ได้ซักบาท) แล้วไปเพิ่มให้คนแก่ยากจนเป็นพิเศษจนใกล้ 3,000 หรือต่ำกว่าเล็กน้อย โดยยอมให้มีการคัดกรองในส่วนเพิ่มนี้ที่อาจจะเข้มงวดหน่อย เพื่อให้แน่ใจว่าภาระงบประมาณไม่สูงเกิน ในขณะที่การตกหล่นจากการคัดกรองที่จะยังมีอยู่ (ดูข้อ 1 และ 2 ข้างต้น) จะไม่ก่อความเสียหายมากนักเพราะยังได้ถ้วนหน้าระดับพื้นฐานรองรับอยู่ ไม่ใช่ไม่ได้เลยซักบาท
แนะ 5 วิธีรัฐบาลแก้ ‘ตกหล่น’
ดร.สมชัยระบุต่อว่า รัฐบาลปัจจุบันดูจะเน้นเรื่องการลดการรั่วไหลมากเป็นพิเศษ คงเพราะห่วงภาระงบประมาณ แต่ไม่อยากให้ละเลยปัญหาตกหล่น
“ไม่อยากให้ละเลยปัญหาตกหล่น รัฐบาลบอกว่าจะมีนโยบายแก้ปัญหาการตกหล่นตามมา คาดว่าจะใช้ฐานข้อมูลคนยากจนและเปราะบางจากกระทรวงมหาดไทย และกระทรวง พม. ซึ่งคงต้องรอดูรายละเอียดต่อไป”
ดร.สมชัยจึงเสนอให้คนออกแบบมาตรการแก้ตกหล่น ศึกษาทฤษฎีและงานวิจัยเชิงประจักษ์ทั้งในไทยและในต่างประเทศด้วยว่าควรใช้วิธีใดที่เหมาะที่สุดกับบริบทไทย
ดร.สมชัยเสนอต่อว่า การแก้ปัญหาตกหล่น อาจใช้หลาย ๆ วิธีร่วมกัน
- การใช้ฐานข้อมูลคนยากจนและเปราะบางแบบที่รัฐบาลกำลังจะทำ
- เอาข้อมูลจาก 1 เพิ่มเข้ามาในฐานข้อมูลที่เจ้าตัวมารายงาน อย่างที่รับจดทะเบียนอยู่ตอนนี้
- ส่งข้อมูลให้รัฐบาลท้องถิ่นและชุมชนเพื่อทำการตรวจสอบว่ามีคนจนตัวจริงตกหล่นไม่อยู่ในรายชื่อใน 2 หรือไม่ ถ้ามีให้เพิ่มเข้ามา โดยอาจมีการตรวจสอบจากหน่วยราชการกลางในลักษณะ Spot Check ว่าจนจริง เมื่อแน่ใจว่าจนจริง ก็สรุปเพิ่มเข้ามาเลย
- ต้องไม่ไปบอกให้เขามาจดทะเบียนเอง แบบที่รัฐบาลบอกว่าจะทำ เพราะคนตกหล่นจำนวนไม่น้อยตกหล่นเพราะเขาไม่กล้าหรือไม่สะดวกมาจดทะเบียน เรื่องนี้ต้องทำแบบ Active ไม่ใช่ Passive
- กระบวนการทั้งหมดตั้งแต่ข้อ 1-4 ต้องหมั่นทำทุกปี หรือถ้าบ่อยกว่านั้นได้จะยิ่งดี เพราะสถานะความยากจนอาจเปลี่ยนแปลงได้เร็วกว่าที่คิด
แนะใช้ข้อมูลสถิติจัดสรรงบประมาณรายพื้นที่
ดร.สมชัยกล่าวต่อว่า อีกข้อเสนอหนึ่งที่เคยเสนอเกือบ 20 ปีแล้วเช่นกัน (และเจอทีหลังว่ารัฐบาลจีนใช้อยู่) คือการใช้ข้อมูลการสำรวจที่ตรงตามหลักสถิติ เช่นของสำนักงานสถิติแห่งชาติ ร่วมด้วยในการจัดสรรงบประมาณไปถึงคนจน คนเปราะบาง โดยใช้ข้อมูลแบบนี้ในการกำหนดงบประมาณรายพื้นที่ เพราะแม่นยำเชิงพื้นที่กว่าทุกวิธีที่พูดถึงมาทั้งหมด แล้วค่อยใช้ข้อมูลที่ระบุตัวบุคคลได้ในการจัดสรรงบประมาณ ‘ภายใน’ พื้นที่ ซึ่งสภาพัฒน์เคยรายงานว่าการใช้งบประมาณแก้จนของเราไม่ว่าจะผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐหรือ TPMAP มีความบิดเบี้ยวในระดับพื้นที่ คือพื้นที่คนจนมากได้เงินน้อย พื้นที่คนจนน้อยได้เงินมาก

