×

อ่านวิสัยทัศน์ ‘สมเกียรติ จันทรสีมา’ ผอ.สำนักข่าว Thai PBS กับภารกิจรักษาศรัทธาสื่อสาธารณะ ในวันที่อำนาจข่าวอยู่ในมือทุกคน

โดย THE STANDARD TEAM
18.06.2026
  • LOADING...
ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ

ในยุคที่คนเสพข่าวจากโซเชียลเป็นหลัก และสื่อกระแสหลักไม่ใช่ผู้กำหนดวาระสังคมแต่เพียงผู้เดียวอีกต่อไป ส่งผลให้สื่อสาธารณะทั่วโลกอยู่ในช่วงขาลง อย่างกรณีของ BBC ที่เตรียมปรับลดพนักงานลงถึง 2,000 หลังเผชิญปัญหาด้านรายได้และพฤติกรรมผู้ชมที่เปลี่ยนไป หรือแม้แต่ NHK เองก็เริ่มเผชิญความท้าทายในลักษณะเดียวกัน

 

คำถามที่ตามมาคือ สื่อสาธารณะยังจำเป็นต่อสังคมหรือไม่?

 

นี่คือประเด็นใหญ่ที่ The Standard ชวน สมเกียรติ​ จันทรสีมา ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS คนล่าสุด พูดคุยถึงบทบาทของ Thai PBS ในวันที่ต้องพิสูจน์ตัวเองเพื่อเป็น “พื้นที่กลาง” ที่เปิดให้สังคมรับฟังกันบนความแตกต่าง และ “หลักยึดด้านข้อเท็จจริง” ที่ประชาชนยังสามารถยึดเหนี่ยวและไว้วางใจได้

 

คนข่าวรู้กันดีว่า สมเกียรติ คือ ‘ลูกหม้อ’ ของ Thai PBS เพราะเขาคือ ผู้อำนวยการสำนักเครือข่ายสื่อสาธารณะคนแรกในวัยเพียง 38 ปี ซึ่งถือเป็นผู้บริหารที่อายุน้อยที่สุดในขณะนั้น และปักหลักทำงานร่วมกับองค์กรมากว่า 18 ปี

 

โดยพื้นฐานของสมเกียรติ ซึ่งทำสื่อสิ่งพิมพ์และสื่อออนไลน์มาตลอดชีวิตการทำงานควบคู่กับงานสร้างความร่วมมือกับภาคีเครือข่ายฯ ทำให้เขาเริ่มต้นงานกับฝ่ายข่าวทีวีไทย(Thai PBS ปัจจุบัน)เมื่อต้นปี 2551 ในฐานะหัวหน้าโต๊ะข่าวพลเมือง ก่อนโยกย้ายมาดูแลงานด้านเครือข่ายสื่อสาธารณะตั้งแต่นั้นจนถึงปลายปีที่ผ่านมา

 

เดิมทีเขาวางแผนจะขยับไปทำงานเบื้องหลังในสายบริหารจัดการ เพราะเห็นว่า งานข่าวมีทีมงานคุณภาพดูแลอยู่แล้ว แต่ด้วยจังหวะที่กระบวนการสรรหาผู้อำนวยการสำนักข่าวเกิดความล่าช้า ไม่มีข้อยุติ เขาจึงได้รับความไว้วางใจจากผู้ใหญ่ให้เข้ามารับไม้ต่อ

 

“ถ้าเปรียบ Thai PBS คือเรือลำใหญ่ งานข่าวคือ ‘เรือลากจูงหลัก’ ที่คอยคุมหัวเรือให้เดินหน้าไปถูกทิศทาง ผมจึงตัดสินใจโดดลงมาลุยงานนี้อย่างเต็มตัว” นั่นคือ เหตุผลที่ทำให้เขาตัดสินใจรับภารกิจอันหนักอึ้ง ท่ามกลางโจทย์ใหญ่ที่ต้องปลุกพลังคนในองค์กรให้กล้าเปลี่ยนแปลงและปรับตัว ในวันที่สนามข่าวเต็มไปด้วยความท้าทายและแรงกดดันจากการเปลี่ยนแปลงทั่วโลก”

 

สื่อสาธารณะยังจำเป็นอยู่หรือไม่?

 

สมเกียรติย้ำว่านี่ไม่ใช่โจทย์เฉพาะประเทศไทยแต่คือ ความท้าทายระดับโลก เพราะสื่อสาธารณะทั่วโลกกำลังเผชิญกับคำถามเดียวกันว่า “สื่อสาธารณะยังจำเป็นอยู่หรือไม่”ถ้ามันจำเป็น ก็ต้องพิสูจน์ให้เห็นว่า จำเป็นยังไง

 

“เรากำลังพูดถึงงานข่าวในยุคที่ผู้สื่อข่าวหรือองค์กรสื่อไม่ใช่ Gatekeeper อีกต่อไป สมัยก่อนเราเป็นคนเสิร์ฟเนื้อหาข่าวให้สังคม เป็นคนกำหนดวาระ คนตื่นมาอ่านข่าวหนังสือพิมพ์ ดูทีวี ฟังวิทยุ แต่ทุกวันนี้ทุกคนสื่อสารเองได้ ทุกคนสามารถกำหนดวาระ เลือกรับและกระจายข่าวด้วยตัวเอง”

 

คำถามคือ สื่อสาธาณะ(รวมถึงสำนักสื่อหลักๆ) จะอยู่อย่างไรภายใต้การเปลี่ยนแปลงนี้ เขาเชื่อว่า ในฐานะที่ Thai PBS เป็นสื่อสาธารณะ จะยังคงทำหน้าที่เป็นแกนกลางที่ช่วยคัดกรองความถูกต้องของข้อมูล พูดง่ายๆ ก็คือ คนจะนึกถึงเรา ไม่ใช่แค่เพราะว่าเราคือ Thai PBS แต่เขาจะต้องนึกถึงข่าวที่สามารถตรวจสอบข้อเท็จจริง ตรวจสอบที่มาที่ไปได้ ให้ความมั่นใจได้ว่านี่คือ ข่าวที่มีความถูกต้อง”

 

เมื่อสามารถตรวจสอบย้อนกลับได้ พลังของมันควรจะสะท้อนผ่าน Data หรือ ชุดความรู้ที่มากกว่าเพียงการนำเสนอความคิดเห็น

 

“ชุดข้อมูลไม่ใช่แค่น่าเชื่อถืออย่างเดียว ต้องทำให้เห็นภาพและเข้าใจง่าย เช่น จากสถานการณ์สงครามฯ รัฐบาลบอกว่าน้ำมันแพงขึ้น ค่าไฟเพิ่ม เพราะว่า ไทยยังพึ่งพาพลังงานฟอสซิลเป็นหลัก โดยเฉพาะก๊าซธรรมชาติในระบบการผลิตไฟฟ้า เราก็ต้องอธิบายว่า สิ่งที่รัฐบาลบอก เป็นข้อมูลที่มาจากแหล่งข่าวที่ถูกต้องหรือไม่ ข้อมูลจริงไหม รูปธรรมคืออะไร และถามไปไกลถึงว่า แล้วทำไมถึงเกิดเหตุการณ์นี้ขึ้น ทำไมประชาชนต้องตกอยู่ในสถานการณ์นี้ เป็นเพราะประเทศถูกผูกอยู่กับต้นทุนของพลังงานแค่แหล่งเดียวใช่ไหม แล้วเราจะอยู่ยังไง มีทางเลือกอะไรบ้าง เพื่อออกจากวังวนของปัญหาอย่างแท้จริง ”

 

ที่สำคัญ สื่อสาธารณะต้องเอื้ออำนวยให้เกิดกระบวนการมีส่วนร่วม โดยเชื่อมโยงทั้งภาครัฐ นักวิชาการ และความเห็นจากภาคประชาชน ร่วมคิดอย่างใคร่ครวญไตร่ตรอง ก่อนส่งเสียงไปยังผู้มีบทบาทกำหนดนโยบาย(Policy Makers)ได้รับฟังอย่างรอบด้านก่อนตัดสินใจ

 

“นี่คือสิ่งที่ผมอยากเห็นในบทบาทงานข่าวของ Thai PBS และเชื่อว่าสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญที่ทำให้เรายืนหยัดอยู่ได้ด้วยคุณค่าของความเป็นสื่อสาธารณะ”

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 1

 

การปรับจูน DNA สื่อสาธารณะในยุคอัลกอริทึม

 

ความจริงแล้วตลอดระยะเวลา 18 ปี ของ Thai PBS ผ่านจุดเปลี่ยนและปรับมาหลายยุคสมัย แต่ชัดเจนที่สุดก็คือ ช่วงที่เกิดความผันผวนของเทคโนโลยีดิจิทัล( Digital Disruption) ที่สำนักข่าวต้องเปลี่ยนผ่านจากห้องข่าว( Newsroom) แบบดั้งเดิม สู่ห้องข่าวดิจิทัล( Digital Newsroom) เต็มตัว

 

จนมาถึงปัจจุบันเป็นยุคดิจิทัลที่ขับเคลื่อนด้วยปัญญาประดิษฐ์(AI-Driven Digital Era) มีบทบาทสูง มีการพูดถึง AI-augmented Newsroom ที่ใช้ AI เป็นเครื่องมือเสริมศักยภาพกองบรรณาธิการฯ ให้ทำข่าวได้เร็วขึ้น ลึกขึ้น แม่นยำขึ้นและเข้าถึงประชาชนได้ดีขึ้น โดยมนุษย์ยังเป็นผู้ตัดสินใจทางบรรณาธิการและรับผิดชอบต่อผลงานข่าวทั้งหมด สมเกียรติมองว่า นี่คือโอกาส หากปรับตัวได้เร็วและทัน Thai PBS จะไปต่อได้  

 

“AI มีทั้งแง่บวกและลบ AI ช่วยเราแข่งขันได้ในเชิง Speed แต่ในเชิงความลึก หรือความถูกต้อง หรือว่าในเชิงเรื่องข้อมูล มนุษย์ยังเป็นหัวใจสำคัญ เพราะ Pain Point ใหญ่ของสื่อยุคใหม่คือเรื่อง Fake News ที่แฝงมากับอัลกอริทึม ซึ่งทำให้เราไม่รู้เลยว่าข้อมูลที่เสพอยู่ถูกต้องหรือไม่ สุดท้ายมันก็วนกลับไปที่การบรรณาธิการฯ เรื่อง Data และก็เรื่องการมีส่วนร่วม ตรงนี้ยังเป็นช่องว่างที่กว้างพอที่จะให้สื่อสาธารณะแบบ Thai PBS สามารถทำงานได้ด้วยการลงไปเจอผู้คนจริงๆ แล้วเอาเสียงพวกเขาขึ้นมา”

 

ปัจจุบัน แพลตฟอร์มทั้งออนไลน์และออนแอร์มี ‘Thai PBS Verify’ ปรากฏขึ้น ซึ่งเป็นจุดเริ่มต้นที่ดีในการสร้างความเชื่อถือให้ประชาชนท่ามกลางข้อมูลมหาศาล

 

สมเกียรติยังชวนมองภาพไปถึงการสร้างชุดข้อมูล (Database) ที่เก็บรวบรวมข้อมูลอ้างอิงและตรวจสอบได้ แต่ต้องวางกรอบความคิดให้ชัดบน 3 แกนหลัก 

 

“หนึ่ง เรื่องของการบรรณาธิการ มี Fact-Checking เพื่อเช็กที่มาที่ไปให้ถูกต้อง สอง ข้อมูล(Data) ต้องย่อยง่าย ให้คนเข้าใจง่าย และ สามมีสิ่งที่เรียกว่า Deliberation หรือกระบวนการแลกเปลี่ยนความคิดเห็นและร่วมพิจารณาบนข้อมูล ข้อเท็จจริงและหาทางออกจากปัญหา ซึ่งหากทุกชิ้นงานอ้างอิงบน 3 แกนหลัก  ไม่ว่าจะบนแพลต ฟอร์มไหน ก็สื่อสารได้โดยไม่ต้องอ้างอิง เพราะมี DNA ที่บ่งบอกชัดเจน ว่ามาจาก Thai PBS”

 

สร้างสมดุลระหว่าง ‘ความเร็ว ความลึก และความจริง’ ในแบบ Thai PBS

 

“ความเร็ว ความลึก และความจริง มันควรจะเป็นเป้าหมายการทำงานข่าวของ Thai PBS เพราะความเร็วทำให้เราได้ยอดผู้ชม(Reach&Engagement) แต่ข่าวที่ลึกหรือถูกต้องมันสร้างความยั่งยืนให้เรา”

 

สมเกียรติบอกว่า ประเด็นสำคัญคือ ต้องจัดลำดับให้ดีด้วยการแบ่งเนื้อหาตามความสำคัญ

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 2

 

“ถ้าเราแบ่งข่าวเป็นสองกลุ่มใหญ่ๆ คือ ข่าวที่อยู่ในความสนใจของคน กับข่าวที่เป็นประโยชน์ต่อส่วนรวม สิ่งที่สื่อสาธารณะอย่างเราต้องทำคือ การเชื่อมสองเรื่องนี้เข้าด้วยกัน อย่างข่าวคนตกงาน ถ้าเราเสนอแค่คนตกงานมันก็แค่ข่าวเศร้าเรื่องหนึ่ง แต่ถ้าเราขยี้ต่อให้เห็นว่า กฎหมายแรงงานมีปัญหาอย่างไร มันจะกลายเป็นเรื่องของทุกคนทันที”

 

“หากเราเน้นประเด็นดราม่ามากเกินไปเพื่อดึงดูดคนดู เราอาจสูญเสียสาระสำคัญเรื่องผลประโยชน์สาธารณะ แต่หากเรานำเสนอเพียงภาพใหญ่หรือผลกระทบเชิงนโยบายเพียงอย่างเดียว เนื้อหาก็จะเข้าถึงยากและไม่เป็นที่นิยม ดังนั้น การทำงานข่าวจึงเป็นศิลปะของการสร้างสมดุลของรูปแบบและเนื้อหา ระหว่างความน่าสนใจและความถูกต้อง เพื่อให้เข้าถึงประชาชนได้โดยไม่เสียจุดยืนของสื่อ”

 

“เราไม่หยุดแค่ความเร็ว ต้องมีกระบวนการตรวจสอบที่เข้มข้น ทั้งการยืนยันตัวตนแหล่งข่าวและหลักฐานที่ชัดเจน เพื่อรักษามาตรฐานความน่าเชื่อถือ เมื่อตรวจสอบจนมั่นใจแล้วต้องออกข่าวให้ไวที่สุด ก่อนจะส่งต่อเนื้อหาเจาะลึกที่เป็นประโยชน์ตามไปเพื่อสร้างความแตกต่าง”

 

เมื่อถามว่า คู่แข่งมีผลต่อการทำงานหรือไม่ เขาบอกว่า ให้ความสำคัญกับสิ่งที่สังคมสนใจมากกว่า

 

“ผมว่าสื่อส่วนใหญ่มีวิธีคิดที่คล้ายกัน เราอาจสังเกตว่าเพื่อนร่วมอาชีพกำลังนำเสนอประเด็นใด ซึ่งในภาพรวมมักจะเป็นเรื่องเดียวกัน เช่น ปัญหาน้ำมันหรือสถานการณ์สงคราม แต่จุดที่ทำให้เราต่างคือ มุมมองในการนำเสนอ”

 

อย่างไรก็ดี ยังมีอีกความท้าทายที่สมเกียรติบอกว่า “ดูเบาไม่ได้เลย” นั่นคือการเกิดขึ้นของอินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อเฉพาะทาง

 

“ยอมรับว่าตอนนี้อินฟลูเอนเซอร์หรือสื่อเฉพาะทางส่วนหนึ่งเป็นคนที่มีความรู้เฉพาะทางเชิงลึกและสื่อสารเก่ง อย่างช่วงสงครามระหว่างอิหร่านและสหรัฐฯ ที่ผ่านมา เราเห็นการแจ้งเกิดของอินฟลูเอนเซอร์หน้าใหม่จำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นด้านการเมืองระหว่างประเทศ พลังงาน ไปจนถึงเรื่องการเงิน นั่นเพราะโลกยุคปัจจุบันเปิดกว้างมาก จนเราพบจอมยุทธ์หรือผู้รู้กระจายอยู่เต็มไปหมด พวกเขาสามารถวิเคราะห์เรื่องที่ซับซ้อน เช่น สงครามหรือเศรษฐกิจโลก ได้ลุ่มลึกและน่าติดตาม ยิ่งตอกย้ำว่าสื่อกระแสหลักไม่ใช่ ‘Gatekeeper’ ผู้กำหนดวาระสังคมเพียงผู้เดียวอีกต่อไป”

 

สมเกียรติเล่าต่อว่า ในอดีตเราอาจแค่ต้องรู้ว่า ใครรู้แล้วไปถามเขา แต่ปัจจุบันแค่นั้นไม่พอแล้ว คนข่าวจำเป็นต้องมีความรู้พื้นฐานในระดับหนึ่งเพื่อทำความเข้าใจประเด็นที่ซับซ้อน เช่น หากมองสงครามอิหร่าน-สหรัฐฯ เพียงชั้นเดียว อาจเห็นแค่ความขัดแย้งของผู้นำ แต่ถ้ามองลึกลงไปในชั้นที่ 2 หรือ 3 จะเห็นเรื่องพลังงาน เรื่อง Petro-dollar และปัจจัยอื่นอีกมากมาย

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 3

 

ตัวชี้วัดความสำเร็จของสำนักข่าว เมื่อ Reach, Engagement และ Impact ต้องเดินไปพร้อมกัน

 

สมเกียรติ​บอกว่า “ควรจะต้องวัดทั้ง Reach, Engagement และ Impact ควบคู่กันไป”

 

Reach เป็นเป้าหมายหลักที่ จอบ-วันชัย ตันติวิทยาพิทักษ์ ผู้อำนวยการองค์การกระจายเสียงและแพร่ภาพสาธารณะแห่งประเทศไทย(ส.ส.ท.) ตั้งไว้ตั้งแต่ต้นว่าอยากจะเห็นเรตติ้งดีขึ้น

 

“ต้องยอมรับว่า สปีดของเราตอนนี้อาจไม่เร็วนัก เพราะเรากำลังเจอสภาพเหมือนน้ำในถังกำลังลด แต่ปลาในถังเท่าเดิม หมายความว่าเราต้องแย่งชิงน้ำที่ลดน้อยลงเรื่อยๆ นี้มาให้ได้ เพื่อพิสูจน์ว่ายังมีคนดูเราอยู่ ขณะเดียวกัน เราก็ต้องพร้อมที่จะย้ายตัวเองไปอยู่ในแพลตฟอร์มใหม่ๆ ด้วย คำว่า Reach มันจึงหมายถึงเรตติ้งทีวีบวกกับยอดการมองเห็นผ่านโซเชียลมีเดีย เพื่อการันตีว่าสิ่งที่เรากำลังทำไม่สูญเปล่า”

 

ในขณะที่ Engagement สมเกียรติมองลึกไปกว่าการถูกมองเห็นในพื้นที่สื่อ แต่คือการที่เนื้อหาข่าวของไทยพีบีเอสถูกอ้างอิงและนำไปใช้ประโยชน์ต่อจนเกิดการมีส่วนร่วมด้านต่างๆ 

 

“ถ้ามันเกิดสิ่งนี้ขึ้น จะสะท้อนชัดว่า เนื้อหาที่เราทำนั้นมีคุณค่า”

 

ส่วนที่ยากและท้าทายที่สุดคือ การวัดผลกระทบ(Impact) ว่า การสื่อสารสามารถเปลี่ยนความคิดหรือสร้างการเปลี่ยนแปลงสังคมได้จริงหรือไม่

 

“ถ้าพูดแบบไม่เคลมเกินจริง การที่สื่อจะสร้าง Impact ให้กับสังคม และพิสูจน์ให้เห็นอย่างชัดเจนว่า เกิดผลขึ้นจริง เป็นเรื่องที่วัดได้ยาก ตลอด 18 ปีที่ผ่านมา เราพยายามทำเรื่องนี้มาโดยตลอด แต่ Impact ไม่ได้เกิดขึ้นในชั่วข้ามคืน มันต้องใช้เวลา ทั้งเวลาในการลงมือทำ และเวลาในการติดตามผลระยะยาวว่า สิ่งที่เราทำนั้นสร้างความเปลี่ยนแปลงให้กับสังคมได้จริงเพียงใด”

 

สมเกียรติ ยกตัวอย่าง กรณีการสื่อสารเพื่อสร้างการเรียนรู้และเข้าใจในความขัดแย้งรุนแรงของจังหวัดชายแดนภาคใต้ ที่ Thai PBSและสื่อหลายสำนัก พยายามนำเสนอและเกาะติดมาโดยตลอด “ผมคิดว่า ในกรณีชายแดนใต้ การสื่อสารได้สร้างแรงเหวี่ยงให้สังคมไทยปรับเปลี่ยนกระบวนทัศน์ต่อคนมลายูมุสลิม อาจจะพูดได้ว่า สังคมก้าวถึงจุดที่คนไทยจำนวนมากไม่ได้รู้สึกว่า การมีเพื่อนร่วมสังคมเป็นคนต่างเชื้อชาติ ต่างศาสนิก หรือคนที่สื่อสารด้วยภาษาอันไม่คุ้นชิน เป็นเรื่องที่เกิดขึ้นไม่ได้อีกต่อไป

 

“แม้เรายังไม่มีเครื่องมือที่วัดได้โดยตรงว่า เรื่องราวที่เรานำเสนอสร้างความเปลี่ยน แปลงต่อสังคมได้มากน้อยเพียงใด แต่วันนี้เริ่มมีงานวิจัยที่ติดตามผลอย่างเป็นระบบ และช่วยให้เราเห็นคุณค่าของการทำงานชัดเจนขึ้น ตัวอย่างหนึ่งคือ งานวิจัยของไทยพีบีเอสเกี่ยวกับการสื่อสารเพื่อจัดการไฟป่า ซึ่งทำให้เห็นว่า ชุมชนที่อยู่กับป่าไม่ควรถูกมองเป็นต้นเหตุของปัญหาเพียงด้านเดียว หากแต่เป็นผู้มีความรู้ มีศักยภาพ และสามารถมีบทบาทสำคัญในการดูแลรักษาป่าได้ด้วยตนเอง” 

 

หรือกรณีข้อถกเถียงเรื่องการจัดการภัยพิบัติฯ ว่า ควรจะจัดการแบบรวมศูนย์หรือกระจายอำนาจให้ภาคประชาชนได้มีส่วนร่วม สมเกียรติเชื่อว่า ไม่มีสูตรสำเร็จ แต่ต้องคิดทั้งสองแบบควบคู่กัน

 

“ถ้ารวมศูนย์ รัฐบาลจะมีกองกำลังและทรัพยากรเยอะ ซึ่งดูเหมือนจะจัดการง่าย แต่ในเชิงความเร็ว รัฐสู้เอกชนไม่ได้ ดังนั้นบางส่วนต้องกระจายลงไปช่วย และบางส่วนต้องรวมศูนย์เพราะต้องใช้กำลังพล อย่างกรณีน้ำท่วมที่อ.แม่สาย จ.เชียงราย หรือกรณีน้ำท่วมใหญ่เมืองหาดใหญ่ ที่เห็นได้ชัดว่า ต่อให้คุณมีเครื่องไม้เครื่องมือครบ แต่ถ้าภาครัฐไม่แข็งแรงพอ หรือไม่มีวิธีคิดที่ชัดเจนว่า ต้องทำอะไรก่อนหลัง สุดท้ายก็ช่วยอะไรไม่ได้ กลายเป็นว่า เข้าไปช่วยได้ก็ตอนน้ำท่วมหมดแล้ว”  

 

ในฐานะที่สมเกียรติเติบโตมาในสายงานด้านเครือข่ายฯ อีกหนึ่งข้อเท็จจริงที่เขาเห็นคือ นโยบายสาธารณะส่วนใหญ่มักถูกคิดมาจากส่วนกลาง แต่ท้ายสุดส่งผลกระทบโดยตรงกับคนในภูมิภาค ยกตัวอย่างเช่น ปัญหาฝุ่น PM 2.5 ในพื้นที่ภาคเหนือ ซึ่งไม่ได้เป็นแค่ปัญหาท้องถิ่นแต่ขยายเป็นปัญหาระหว่างประเทศ เพราะฝุ่นมาจากกิจกรรม ภาคเกษตรของประเทศเพื่อนบ้านด้วย ขณะเดียวกันประเทศไทยเองยังแก้ปัญหาฝุ่นPM จากภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรเชิงเดี่ยวไม่ได้สักที หรือล่าสุด ปัญหามลพิษข้ามพรมแดนต่อชุมชนปลายน้ำจากการทำเหมืองแร่หายาก (Rare Earth)ในประเทศเมียนมา

 

“ประเด็นเหล่านี้มีหน่วยงานภายในของ Thai PBS ติดตามทำงานอยู่แล้ว แต่สิ่งที่ผมพยายามผลักดันให้เกิดขึ้น คือ การทำให้การทำงานของเรามีระบบและเชื่อมโยงกันมากขึ้น ทั้งระหว่างหน่วยงานภายในองค์กร และระหว่าง Thai PBS กับเครือข่ายภายนอก

 

เราต้องวางแผนร่วมกันตั้งแต่ต้นน้ำถึงปลายน้ำ ตั้งแต่การค้นหาประเด็น การรวบรวมข้อมูล การผลิตและเผยแพร่เนื้อหา การเชื่อมโยงผู้เกี่ยวข้อง ไปจนถึงการติดตามผลหลังจากเรื่องราวถูกนำเสนอออกไปแล้ว เพราะเป้าหมายไม่ได้อยู่ที่การทำให้ประเด็นหนึ่งเป็นข่าวเพียงชั่วคราว แต่อยู่ที่การสร้างแรงกระเพื่อมให้เกิดความเปลี่ยนแปลงขึ้นจริงในสังคม

 

เช่น ในกรณีปัญหามลพิษ ข่าวของเราไม่ควรจบลงเพียงการทำให้ประชาชนรับรู้ว่าเกิดอะไรขึ้น แต่ควรทำให้เขาเข้าใจความเสี่ยง รู้วิธีป้องกันตนเอง สามารถติดตามตรวจสอบผู้รับผิดชอบ และในที่สุดอาจนำไปสู่การตัดสินใจของประชาชนที่จะไม่สนับสนุนอุตสาหกรรมหรือสินค้าที่สร้างผลกระทบต่อสิ่งแวดล้อม

 

ผมคิดว่า นี่คือบทบาทของสื่อสาธารณะในวันนี้ ไม่ใช่เพียงการรายงานปัญหา แต่คือการเชื่อมโยงข้อมูล ผู้คน และทางเลือก เพื่อทำให้สังคมมีพลังในการสร้างความเปลี่ยนแปลงด้วยตัวเอง”

 

แต่หากมองผลสะเทือน(Impact)ในมิติของการเป็นกระบอกเสียงและการช่วยเหลือสังคม รายการที่สร้างการมีส่วนร่วมอย่าง สถานีประชาชนก็เป็นตัวอย่างที่ทำให้เห็นรูปธรรมที่ชัดเจน

 

“ผมเชื่อว่า ปัญหาจำนวนมากที่เกิดขึ้นในสังคม ประชาชนมีแนวทางหรือแม้กระทั่งมีศักยภาพที่จะแก้ไขได้ด้วยตัวเอง หากได้รับการหนุนเสริมอย่างเหมาะสม เพราะไม่มีใครเข้าใจปัญหาของพื้นที่ได้ดีไปกว่าคนที่อยู่กับปัญหานั้นจริง ๆ

 

หลายเรื่องอาจคลี่คลายได้ตั้งแต่ในระดับชุมชนหรือระดับจังหวัด แต่ที่ผ่านมา ปัญหามักติดขัดอยู่ที่กลไกการตัดสินใจ หน่วยงานในพื้นที่หรือท้องถิ่นอาจยังไม่กล้าตัดสินใจ หรือไม่มีอำนาจและเครื่องมือเพียงพอ จนท้ายที่สุดทุกเรื่องต้องถูกส่งขึ้นมารอคำตอบจากส่วนกลาง

 

Thai PBS จึงพยายามสร้างแพลตฟอร์มที่เปิดโอกาสให้เรื่องเหล่านี้ถูกนำมาพูดคุยกันอย่างจริงจัง เป็นพื้นที่สาธารณะที่ชาวบ้านสามารถสื่อสารปัญหา ความเดือดร้อน และข้อเสนอจากประสบการณ์ของตนเอง ขณะเดียวกัน ภาครัฐ ภาคเอกชน หรือองค์กรท้องถิ่นที่เกี่ยวข้อง ก็ได้เข้ามารับฟัง และร่วมกันมองหาคำตอบที่เป็นไปได้

 

ผมคิดว่า รูปแบบการทำงานเช่นนี้ตอบโจทย์ทั้งเรื่องการมีส่วนร่วมและการสร้างผล กระทบต่อสังคม แม้ปัญหาเชิงโครงสร้างบางเรื่องจำเป็นต้องแก้ด้วยกฎหมายหรือนโยบายระดับประเทศ แต่อย่างน้อย ความทุกข์บางส่วนของประชาชนก็อาจได้รับการบรรเทาลง เพียงเพราะเสียงของเขาไม่ถูกละเลย และมีพื้นที่ที่พร้อมจะรับฟังอย่างจริงจัง

 

นี่คือตัวอย่างหนึ่งที่อธิบายได้ว่า Thai PBS มีภาระหน้าที่อย่างไรในฐานะสื่อสาธารณะ และเพราะเหตุใดสังคมไทยจึงยังจำเป็นต้องมีพื้นที่เช่นนี้อยู่”

 

แต่ยังมีโจทย์ยากที่สมเกียรติต้องแก้ให้ได้นั่นก็คือ ทำอย่างไรให้คนสนใจและติดตาม Thai PBS ตลอดแม้จะไม่ใช่ช่วงวิกฤต

 

“ที่ผ่านมาเราพยายามวิเคราะห์กันว่า อะไรคือสิ่งที่ทำให้งานสื่อสารของเรายังไม่เข้าตากรรมการ ทั้งที่เรามั่นใจว่า คอนเทนต์ของเราแข็งแรงมากในเชิงความถูกต้อง เป็นไปได้ว่า พอเราตึงเรื่องความถูกต้องมากเกินไป มันทำให้เราเกร็งจนไม่กล้าปรับเปลี่ยน ซึ่งความถูกต้องนี้มันไม่ได้ปรากฏแค่ในเนื้อหา แต่มันสะท้อนผ่านทุกอย่างบนหน้าจอ  ทั้งรูปแบบรายการ การแต่งกาย หรือองค์ประกอบต่างๆ จนภาพรวมมันดูแข็งเพราะเรากังวลว่า ขาดความน่าเชื่อถือ แต่จริงๆ แล้ว ถ้าเราเข้าใจจุดนี้ ก็สามารถปรับ จูนเนื้อหาและรูปแบบให้สอดคล้องกับกลุ่มเป้าหมายในแต่ละช่วงเวลาได้ โดยที่ยังคงความถูกต้องไว้เหมือนเดิม”

 

สำหรับเป้าหมายการทำงานในอนาคต สมเกียรติมองว่า สำนักข่าวจำเป็นต้องขยับไปสู่การทำข่าวเชิงรุกมากขึ้น ไม่เพียงติดตามรายงานเหตุการณ์ แต่ต้องมีบทบาทในการร่วมกำหนดวาระและประเด็นสำคัญของสังคม หรือ Agenda Setting พร้อมกันนั้น ยังต้องพัฒนาข่าวที่มองไกลไปกว่าเหตุการณ์ตรงหน้าในแบบ Future-oriented News เพื่อชวนสังคมตั้งคำถามว่า เรื่องที่กำลังเกิดขึ้นวันนี้จะนำเราไปสู่อะไร มีความเสี่ยง โอกาส หรือทางเลือกใดอยู่เบื้องหน้า และประชาชน ชุมชน หรือผู้กำหนดนโยบายควรเริ่มเตรียมรับมือและตัดสินใจอย่างไร ก่อนที่อนาคตจะมาถึงโดยที่สังคมไม่มีโอกาสเลือก 

 

“ยกตัวอย่าง ต้นทุนเชื้อเพลิงคือ ถ้ามองไปข้างหน้าว่า นอกจากเรากำลังจะต้องเจออะไรแล้วทางออกทั้งเร่งด่วนหรือระยะกลาง ระยะยาวคืออะไร ประชาชนจะมีส่วนร่วมตัดสินใจได้อย่างไร หรือเรื่องหนี้สาธารณะ  ภาระหนี้ที่เพิ่มขึ้นหมายถึงอะไร สิ่งที่อาจตามมาเพื่อรับมือคืออะไร (เช่น การเก็บภาษีมูลค่าเพิ่ม ซึ่งเราเคยมีบทเรียนมาแล้วว่า มีความพยายามจะเก็บเพิ่มเป็น 10% โดยอ้างว่าไม่กระทบ แต่ในความเป็นจริง VAT คือภาษีของคนจนต้องแบกรับ ภาระจึงไปตกอยู่ที่คนส่วนใหญ่ของประเทศ) นอกจากการก่อหนี้แล้ว มีทางออกอื่นๆหรือไม่ อย่างไรเป็นต้น”

 

“ถ้าเราทำให้สังคมเข้าใจบริบทและผลกระทบที่จะเกิดขึ้นในลักษณะนี้ได้ เขาจะมีส่วนร่วมในการส่งเสียง บอกความต้องการอย่างมีเหตุมีผล สิ่งนี้จะช่วยให้งานข่าวของ Thai PBS ค่อยๆ ปรับจูนไปในทิศทางที่สอดคล้องกับความสนใจและชีวิตของคนมากขึ้น”

 

ภาพ 'สมเกียรติ จันทรสีมา' ผู้อำนวยการสำนักข่าว Thai PBS ขณะให้สัมภาษณ์ถึงวิสัยทัศน์และภารกิจสื่อสาธารณะ 4

 

เดินหน้าสร้างพื้นที่สาธารณะเพื่อคนรุ่นใหม่

 

กับคำถามที่ว่า Thai PBS จะสร้างพื้นที่ให้คนรุ่นใหม่อย่างไรโดยยังคงรักษาจุดยืนและตัวตนของสำนักข่าว สมเกียรติเชื่อว่า คนรุ่นใหม่ เข้าใจว่า ‘ประโยชน์สาธารณะและไม่ใช่กลุ่มคนที่คิดแต่เรื่องตัวเองอย่างที่สังคมตีความเพียงอย่างเดียว

 

“อย่าลืมว่า คนรุ่นใหม่เติบโตขึ้นมาในโลกที่เต็มไปด้วยปัญหา หลายสิ่งที่เคยเป็นความอุดมสมบูรณ์ตามธรรมชาติ วันนี้กลับเสื่อมถอยลงอย่างน่าใจหาย ทรัพยากรถูกใช้ไปอย่างมหาศาล ป่าและถิ่นอาศัยของสัตว์ป่าร่อยหรอลง หากอยากเห็นสัตว์ป่า หลายคนอาจต้องเข้าไปดูในสวนสัตว์ หากอยากสัมผัสแม่น้ำที่สะอาด อากาศที่บริสุทธิ์ หรือธรรมชาติที่ยังงดงามสมบูรณ์ บางครั้งเขากลับได้เห็นและรู้สึกถึงมันผ่านสารคดี มากกว่าจะพบเจอได้ในชีวิตจริง

 

คนรุ่นนี้ยังต้องเผชิญทั้งโรคอุบัติใหม่ ภัยพิบัติ ความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี ความไม่แน่นอนทางเศรษฐกิจ และแรงกระแทกจากโลกที่เปลี่ยนเร็วขึ้นทุกวัน ขณะเดียวกัน พวกเขายังเติบโตขึ้นท่ามกลางภาระทางการคลังของประเทศที่สูงขึ้นเรื่อย ๆ จนเกิดคำถามว่า อนาคตที่เขาจะต้องรับช่วงต่อนั้น ยังเหลือพื้นที่ให้เขาสร้างชีวิตที่มั่นคงและมีคุณภาพได้มากเพียงใด

 

หากเรามองคนรุ่นใหม่ด้วยความเข้าใจ เราจะเห็นว่า พวกเขาไม่ได้ละทิ้งสังคม ไม่ได้เฉยชาต่อปัญหา และไม่ได้ปฏิเสธความรับผิดชอบ หากแต่กำลังพยายามอย่างหนักที่จะเติบโต มีความหวัง และค้นหาที่ทางของตนเองในโลกที่ต้นทุนการมีชีวิตอยู่สูงขึ้นทุกวัน ขณะที่คุณภาพชีวิตและความมั่นคงในอนาคตกลับไม่ใช่สิ่งที่พวกเขามั่นใจได้อีกต่อไป”

 

เขามองว่า สิ่งที่คนรุ่นใหม่ต้องการจากสื่อสาธารณะจึงไม่ใช่เพียงการรายงานข่าว แต่คือความรู้และประสบการณ์น่าสนใจที่สามารถนำไป ‘ใช้ชีวิตได้จริง’

 

คำถามสำคัญคือ Thai PBS จะมอบประสบการณ์และเนื้อหาสาธารณะที่ตอบโจทย์คนรุ่นใหม่ “ในแบบที่เขาเป็น” ได้อย่างไร

 

“ก่อนอื่น เราต้องเข้าใจให้ได้ว่า คำว่า ‘ในแบบของเขา’ สำหรับคนรุ่นใหม่หมายถึงอะไร เพราะโจทย์คือ การเป็นสื่อที่คนรุ่นใหม่เลือกเข้ามาดู เลือกติดตาม และรู้สึกว่าเนื้อหาของเราเชื่อมโยงกับชีวิตของเขาจริง ๆ การเล่าเรื่องยากให้เข้าใจง่าย จึงไม่ใช่การลดทอนสาระลง แต่คือ การย่อยเนื้อหาให้ ‘พอดีคำ’ มีความน่าสนใจ และเข้าถึงได้ โดยที่ผู้ชมไม่จำเป็นต้องปีนขึ้นไปบนหอคอยของความรู้เสียก่อน จึงจะเข้าใจเรื่องนั้นได้

 

ขณะเดียวกัน เนื้อหาที่ดีควรทำให้เขาได้รับประสบการณ์บางอย่างจากการรับชมทันที หรืออย่างน้อยที่สุด ก็จุดประกายให้เขาอยากลุกออกไปสัมผัสโลกจริงด้วยตัวเอง อย่างรายการ ‘เถื่อน Travel’ ของสิงห์–วรรณสิงห์ หรือ ‘หนังพาไป’ ของบอลกับยอด ซึ่งผมว่า ยังคงเป็นตัวอย่างรายการที่เข้าถึงผู้ชมได้ดี เพราะสามารถนำเรื่องราวที่มีสาระ มีมิติ และมีความหมาย มาถ่ายทอดให้ชวนติดตาม เป็นธรรมชาติ และ‘เคี้ยวง่าย’

 

นี่คือหนึ่งในปัจจัยความสำเร็จสำคัญที่สื่อสาธารณะต้องทำให้ได้ หากต้องการเป็นสื่อที่คนรุ่นใหม่เลือกและรู้สึกว่า เป็นส่วนหนึ่งของชีวิตเขาจริง ๆ”

 

การเรียนรู้ที่สำคัญที่สุดสำหรับสื่อสาธารณะในยุคนี้คือ การเป็นสื่อที่มีความหมายกับคนรุ่นใหม่ ได้รับความไว้วางใจและถูกเลือกใช้ ผ่านการเล่าเรื่องที่เข้าใจง่ายแต่เชื่อมโยงกับประสบการณ์จริงของพวกเขา และทำให้ความรู้ ประเด็นสาธารณะ และคุณค่าทางสังคม กลายเป็นส่วนหนึ่งของการทำความเข้าใจโลก การตัดสินใจและกำหนดวิถีชีวิตที่พวกเขาเลือกสร้างด้วยตนเอง 

 

“แต่สิ่งที่ Thai PBS จะต้องทำมากกว่านั้น คือ ให้คนรุ่นใหม่เข้ามาใช้พื้นที่ของ Thai PBS ในการสร้างสื่อหรือทำเนื้อหาในแนวทางของพวกเขา  ตอนนี้เราก็เริ่มมีอยู่บ้างแล้ว แต่อาจจะยังไม่มากพอ และเราจะทำต่อไป” สมเกียรติกล่าว

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising