ตัวเลขเศรษฐกิจไทยไตรมาสแรกที่ออกมาเติบโตทะลุความคาดหมาย ถือเป็นสัญญาณบวกที่น่าสนใจ โดยมี ‘การลงทุนภาคเอกชน’ โดยเฉพาะเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) เป็นฟันเฟืองสำคัญที่กำลังติดเครื่องอย่างร้อนแรง
ประเด็นสำคัญ
ดร.ฐิติมา ชูเชิด ผู้อำนวยการอาวุโส ผู้บริหารฝ่ายวิจัยเศรษฐกิจมหภาค ศูนย์วิจัยเศรษฐกิจและธุรกิจ ธนาคารไทยพาณิชย์ (SCB EIC) ได้ให้สัมภาษณ์ผ่านรายการ Morning Wealth ระบุว่า ภาพรวมเศรษฐกิจไทยในไตรมาสที่ 1 ปีนี้ ที่ขยายตัวได้ถึง 2.8% สร้างความประหลาดใจให้กับหลายฝ่าย เนื่องจากแทบไม่ค่อยเห็นตัวเลขการเติบโตเกินระดับ 2% มาบ่อยนัก แม้การส่งออกจะดีกว่าที่คาด แต่การนำเข้าก็สูงตามไปด้วย ทำให้ผลประโยชน์สุทธิต่อเศรษฐกิจไทยอาจจะยังไม่มากนัก
แต่ปัจจัยที่โดดเด่นและเป็นตัวขับเคลื่อนหลักคือ ‘การลงทุนภาคเอกชน’ ที่เติบโตถึง 10% ซึ่งเป็นตัวเลขระดับ Double Digit ที่ไม่ได้เห็นมานานกว่า 3 ปี โดยกินสัดส่วนการผลักดันจีดีพีไปกว่าครึ่งหนึ่ง หรือประมาณ 1.6% การลงทุนที่เติบโตได้ดีนี้มาจากหมวดเครื่องมือเครื่องจักร สินค้าทุน และการก่อสร้างที่ไม่ใช่ที่อยู่อาศัย เช่น โรงงานอุตสาหกรรมและพื้นที่เชิงพาณิชย์ ซึ่งสะท้อนว่าการลงทุนเริ่มจุดติดแล้ว
โดยมีแรงส่งสำคัญมาจากเม็ดเงิน FDI ที่ไหลเข้ามาอย่างต่อเนื่อง ซึ่งเกิดจากทั้งปัจจัยผลัก (Push) ด้านภูมิรัฐศาสตร์ที่ทำให้ต่างชาติมองหาพื้นที่ปลอดภัย และปัจจัยดึง (Pull) จากกลยุทธ์ของภาครัฐและ BOI ส่งผลให้ SCB EIC ปรับประมาณการจีดีพีไทยปีนี้ขึ้นจาก 1.4% เป็น 1.7% โดยปรับประมาณการเติบโตของการลงทุนขึ้นเท่าตัว จาก 1.5% เป็น 3-4%
FDI เวฟใหม่ สัดส่วนเปลี่ยน ทุนจีนแซงญี่ปุ่น เน้นเทคโนโลยี
เมื่อเทียบกับคลื่นการลงทุนในอดีต ยุค Eastern Seaboard หรือหลังวิกฤตต้มยำกุ้ง FDI ระลอกนี้มีความแตกต่างอย่างชัดเจนใน 3 มิติ ได้แก่
- สัดส่วนที่ใหญ่และมาแรง: ยอดขอรับการส่งเสริมการลงทุนจาก BOI พุ่งสูงถึง 1.85 ล้านล้านบาทในปีที่ผ่านมา และเพียงไตรมาส 1 ของปีนี้ก็มีมูลค่าแตะ 1 ล้านล้านบาทแล้ว สัดส่วนการลงทุนจากต่างชาติเทียบกับการลงทุนเอกชนทั้งหมด กระโดดจากประมาณ 10% ขึ้นมาเป็น 20-25% สะท้อนความสนใจลงทุนจริงที่เพิ่มขึ้นมาก
- อุตสาหกรรมที่เปลี่ยนไป: เม็ดเงินส่วนใหญ่เกาะเทรนด์โลก โดย 70-90% กระจุกตัวอยู่ในกลุ่มดิจิทัล, ICT และอิเล็กทรอนิกส์ สอดคล้องกับทิศทาง Green Field Investment ของโลกที่เติบโตเฉพาะในกลุ่ม ICT
- กลุ่มทุนใหม่: ผู้ลงทุนหลักในปัจจุบันเปลี่ยนเป็นกลุ่ม China related (จีน, สิงคโปร์, ฮ่องกง, ไต้หวัน) ซึ่งก้าวขึ้นมาแซงหน้าเจ้าถิ่นเก่าอย่างญี่ปุ่นไปเรียบร้อยแล้ว

ความท้าทายจาก ‘แผนพัฒนาฯ จีน ฉบับที่ 15’ และบทเรียนที่ไทยต้องแก้
อย่างไรก็ตาม บทเรียนจากการลงทุนในอดีตพบว่า เม็ดเงินที่เข้ามามักมาพร้อมกับการนำเข้าที่สูง และใช้เวลานาน 2-3 ปีกว่าเกิดการลงทุนจริง ทำให้ยังไม่เกิดการเชื่อมโยงและสร้าง Ecosystem หรือ Supply chain กับการผลิตในประเทศเท่าที่ควร โดยเฉพาะในเวฟใหม่นี้ที่เป็นทุน China related มักจะใช้ Supply chain จากฝั่งจีนด้วย
ดร.ฐิติมา ยังได้เตือนถึงสัญญาณจาก ‘แผนพัฒนาเศรษฐกิจของจีน ฉบับที่ 15’ ที่ระบุชัดเจนว่า จีนยอมเติบโตช้าลงเพื่อแลกกับการเติบโตที่มีคุณภาพ เน้นเทคโนโลยีและผลผลิต แม้จีนยังต้องพึ่งพาการผลิตเพื่อส่งออกไปต่างประเทศ เช่น การตั้งโรงงาน EV ในไทย แต่จีนจะเก็บ เทคโนโลยีแกนหลัก (Core Technology) ไว้ในประเทศตนเอง และใช้วิธีส่งชิ้นส่วนมาประกอบปลายน้ำในไทย
ดังนั้น หากไทยต้องการขยับจากการเป็นเพียง ‘ฐานประกอบปลายน้ำ’ ขึ้นมาอยู่ตรงกลาง ไทยต้องเร่งอัปเกรดทักษะแรงงานและความพร้อมทางเทคโนโลยี เพื่อสร้างอำนาจต่อรองและดึงดูดให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) อย่างแท้จริง
ข้อเสนอแนะถึงภาครัฐ ปฏิรูปกฎเกณฑ์ สู่การให้สิทธิประโยชน์แบบ ‘Outcome-based’
เพื่อให้เม็ดเงิน FDI เป็นรากฐานการก้าวกระโดดของเศรษฐกิจไทยอย่างแท้จริง SCB EIC เสนอ 2 แนวทางที่ภาครัฐควรเร่งดำเนินการ ได้แก่
- เปลี่ยนโมเดลการส่งเสริมการลงทุนสู่ ‘Outcome-based’: เลิกเน้นแค่การดึงดูดปริมาณความเร็ว แต่ต้องเน้น ‘คุณภาพ’ โดยกำหนดเงื่อนไขการให้สิทธิประโยชน์ที่ผูกกับผลลัพธ์ เช่น การใช้วัตถุดิบในประเทศ (Made in Thailand), การเชื่อมโยงกับงานวิจัย (R&D) และการฝึกอบรมบุคลากรชาวไทย หากทำได้ตามเกณฑ์ถึงจะได้รับสิทธิประโยชน์เพิ่มขึ้น
- ปฏิรูปกฎเกณฑ์ ขยายสเกล Thailand Fast Pass: รัฐบาลควรต่อยอดกลไก Thailand Fast Pass ที่เป็น One Stop Service ช่วยลดความซ้ำซ้อนในการขอใบอนุญาต วีซ่า และพื้นที่อุตสาหกรรม ซึ่งปัจจุบันเป็นเพียงนำร่อง (Sandbox) เฉพาะโครงการขนาดใหญ่ระดับพันล้านบาท ให้ครอบคลุมไปถึงการลงทุนระดับประเทศในทุกขนาด เพื่อความรวดเร็ว
นอกจากนี้ การที่รัฐบาลตั้งเป้าหมายเร่งรัดให้ไทยเข้าเป็นสมาชิก OECD เร็วขึ้นจากปี 2573 เป็นปี 2571 ยังเป็นโอกาสอันดีที่จะใช้เป็นแรงผลักดันในการปฏิรูปกฎเกณฑ์ของภาครัฐให้มีความโปร่งใส มีประสิทธิภาพ และคาดการณ์ได้ตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะยิ่งเสริมความมั่นใจให้กับนักลงทุนต่างชาติ
ในตอนท้าย การลงทุนต่างชาติรอบนี้จึงไม่ได้วัดกันที่จำนวนเม็ดเงินที่เข้ามาเท่านั้น แต่อยู่ที่ว่าประเทศไทยและบุคลากรไทย จะสามารถเรียนรู้ ต่อยอด และดึงเอาเทคโนโลยีจากกลุ่มทุนเหล่านี้ มาสร้างความแข็งแกร่งให้กับอุตสาหกรรมภายในประเทศได้มากน้อยเพียงใด

