วันนี้ (7 มิถุนายน) ศ.ดร.ยศชนัน วงศ์สวัสดิ์ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการอุดมศึกษา วิทยาศาสตร์ วิจัยและนวัตกรรม พร้อมคณะผู้บริหาร ลงพื้นที่ปฏิบัติภารกิจที่จังหวัดสงขลา ระหว่างวันที่ 7-8 มิถุนายน โดยที่แรกที่นิคมอุตสาหกรรมภาคใต้ จังหวัดสงขลา ได้ตรวจเยี่ยมโรงงานผลิตสารสกัดสมุนไพรทางการแพทย์และอาหารมาตรฐาน GMP
โดย รศ.นพ.วรวิทย์ วาณิชย์สุวรรณ ผู้อำนวยการสถาบันวิจัยและนวัตกรรมทางการแพทย์ มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ได้นำเสนอศักยภาพของโรงงานต้นแบบดังกล่าว ซึ่งมุ่งสร้างผลิตภัณฑ์สมุนไพรมูลค่าสูงและถ่ายทอดองค์ความรู้สู่ผู้ประกอบการ MSMEs พร้อมเน้นย้ำความจำเป็นในการเชื่อมโยงงานวิจัยสู่ภาคอุตสาหกรรม ผ่านการพัฒนาตลาด จับคู่พันธมิตรธุรกิจ และขยายโอกาสสู่ตลาดต่างประเทศ เพื่อเพิ่มมูลค่าทางเศรษฐกิจและยกระดับขีดความสามารถการส่งออกสมุนไพรไทยให้แข่งขันได้ในระดับสากล
หลังการนำเสนอและหารือ ศ.ดร.ยศชนัน ให้ความเห็นว่า กระทรวงฯ มีหมุดหมายที่ชัดเจนในการส่งเสริมเศรษฐกิจสุขภาพ (Wellness Economy) ในพื้นที่ภาคใต้ ซึ่งคำว่า Wellness ในที่นี้ครอบคลุมตั้งแต่ด้านการแพทย์ อาหาร การเกษตรที่ดี การท่องเที่ยว ไปจนถึงการอนุรักษ์สิ่งแวดล้อมและทรัพยากรทางทะเล
การจะผลักดันเรื่องนี้ให้สำเร็จได้ ต้องอาศัยผู้เชี่ยวชาญที่หลากหลายและการศึกษาและวิจัยเชิงลึก เพื่อให้สามารถพิสูจน์ผลลัพธ์และคุณสมบัติต่าง ๆ ได้ด้วยกระบวนการทางวิทยาศาสตร์ ไม่ใช่เพียงความรู้สึก ซึ่งสิ่งนี้จะเป็นกุญแจสำคัญในการสร้างมูลค่าเพิ่ม (Value Creation) ให้กับสินค้าและบริการ และผลักดันให้ภาคใต้เป็นศูนย์กลางด้านสุขภาพ (Wellness Hub) อย่างแท้จริง
ภาคใต้ของเรามีจุดแข็งและข้อได้เปรียบด้านการท่องเที่ยวอยู่แล้ว หากเรานำเรื่อง Wellness เข้ามาเสริมความแข็งแกร่ง จะยิ่งช่วยยกระดับเศรษฐกิจฐานราก ทำให้ประชาชนในพื้นที่มีคุณภาพชีวิตและความเป็นอยู่ที่ดีขึ้น โดยขณะนี้เราได้รับความร่วมมือจากเครือข่ายสถาบันการศึกษามากมาย ไม่ว่าจะเป็น มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ ที่ขับเคลื่อนศูนย์การแพทย์อันดามัน มหาวิทยาลัยวลัยลักษณ์ มหาวิทยาลัยทักษิณ รวมถึงเครือข่ายมหาวิทยาลัยราชภัฏ และมหาวิทยาลัยอื่น ๆ ที่พร้อมนำโจทย์ของพื้นที่มาศึกษาวิจัยตั้งแต่ต้นน้ำจนถึงปลายน้ำ
นอกจากนี้ เรายังมุ่งเน้นการสร้างกลไกที่เอื้อต่อการลงทุน โดยหากเราสามารถพิสูจน์มูลค่าทางธุรกิจให้เห็นผลได้อย่างรวดเร็ว งบประมาณและการสนับสนุนจะไม่จำกัดอยู่แค่ภาครัฐ แต่จะสามารถดึงดูดเม็ดเงินลงทุนจากภาคเอกชน (Matching Fund) ทั้งในและต่างประเทศได้ โดยเฉพาะอย่างยิ่งการนำจุดแข็งด้านเศรษฐกิจฮาลาล (Halal Economy) มาบูรณาการควบคู่ไปกับ Wellness Economy ซึ่งถือเป็นจุดขายที่โดดเด่นของภาคใต้ ที่จะช่วยดึงดูดผู้ประกอบการ สตาร์ทอัพ และนักลงทุน ให้เข้ามาสร้างสรรค์ผลิตภัณฑ์ใหม่ ๆ สร้างความคึกคักให้กับระบบเศรษฐกิจ และพร้อมที่จะขยายโมเดลความสำเร็จนี้ไปสู่ภูมิภาคอื่น ๆ ของประเทศต่อไป
จากนั้นคณะได้เดินทางไปยังตลาดเกษตร มหาวิทยาลัยสงขลานครินทร์ เพื่อติดตามความก้าวหน้า 5 โครงการวิจัยเด่นที่มุ่งยกระดับเศรษฐกิจชุมชน ได้แก่ การพัฒนา ‘ไก่เบขลา’ ไก่ลูกผสมโตไว ต้นทุนต่ำ และมีคอลลาเจนสูง ซึ่งถูกนำมาต่อยอดเป็นธุรกิจร้านข้าวมันไก่โดยนักศึกษาผู้ประกอบการ ควบคู่กับการผลักดันเป็นวัตถุดิบคุณภาพประจำจังหวัด นอกจากนี้ยังมีการส่งเสริมสัตว์น้ำเศรษฐกิจมูลค่าสูง ได้แก่ การเลี้ยงปลาชะโอน ด้วยเทคโนโลยีไบโอฟลอคอัจฉริยะที่ใช้พื้นที่น้อย ปลอดโรค และจัดการของเสียเป็นศูนย์ ซึ่งช่วยเพิ่มรายได้จนเกิดเป็นวิสาหกิจชุมชนในจังหวัดสงขลาและพัทลุง รวมถึงการเพาะเลี้ยงปลาพลวงชมพู ด้วยระบบควบคุมอัตโนมัติและเครือข่ายไร้สาย (IoT) ที่ประสบความสำเร็จในการปรับพฤติกรรมปลาให้คุ้นชินกับฟาร์มจนพร้อมขยายผลสร้างโรงเพาะพันธุ์เพื่อถ่ายทอดสู่เกษตรกร
ในมิติของการอนุรักษ์และการเกษตรมูลค่าสูง มีการนำเสนอต้นแบบการผลิต ‘ปลิงทะเล’ แบบครบวงจร ตั้งแต่การเพาะพันธุ์จนถึงการแปรรูป เพื่อฟื้นฟูทรัพยากรธรรมชาติที่ลดลง โดยร่วมกับวิสาหกิจชุมชนเกาะยาวน้อย จังหวัดพังงา ช่วยสร้างอาชีพเสริมและตอบโจทย์เศรษฐกิจ BCG ปิดท้ายด้วยการขับเคลื่อนนวัตกรรมผ่าน ‘ศูนย์การเรียนรู้กาแฟโรบัสต้าภาคใต้’ ที่ยกระดับสู่กาแฟคุณภาพสูง (Fine Robusta+) ตลอดห่วงโซ่คุณค่า ส่งผลให้เกษตรกรในจังหวัดสงขลาและจังหวัดสตูลเปลี่ยนผ่านจากการเน้นปริมาณมาเป็นคุณภาพ เกิดเป็นเครือข่ายนวัตกรชุมชนที่สามารถสร้างรายได้หมุนเวียนจากผลิตภัณฑ์กาแฟได้แล้วกว่า 1.54 ล้านบาท






