ฟุตบอลโลก 1986 ในความทรงจำของผู้คนและสิ่งที่ถูกบันทึกไว้คือหนึ่งในฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดของโลก
มันสวยงามด้วยเรื่องราว ด้วยบรรยากาศ ด้วยแฟนฟุตบอล
และด้วยความมหัศจรรย์ของนักฟุตบอลคนหนึ่ง ที่ใช้ความอัจฉริยะสร้างหนึ่งในตำนานที่ยิ่งใหญ่ที่สุดเท่าที่โลกของฟุตบอลเคยพบมา
หนึ่งประตูที่เล่ห์เหลี่ยมจัดที่สุด กับอีกหนึ่งประตูที่งดงามที่สุดในเกมเดียวกัน
ตำนานของ ดีเอโก อาร์มันโด มาราโดนา เทวาและซาตานแห่งฟุตบอลโลก 1986
ความจริงแล้วเม็กซิโกไม่ได้เป็นชาติที่ได้รับเลือกให้เป็นเจ้าภาพของฟุตบอลโลก 1986 ด้วยซ้ำ
พวกเขาเพิ่งได้รับเกียรติอันยิ่งใหญ่ในปี 1970 ในศึกฟุตบอลโลกที่เป็นการเถลิงบัลลังก์ของทีมชาติบราซิล ในฐานะทีมแรกของโลกที่ได้ครองถ้วยชูลส์ ริเมต์ ถึง 3 สมัย อันทำให้สหพันธ์ฟุตบอลนานาชาติหรือฟีฟ่าตัดสินใจที่จะมอบถ้วยใบนี้ให้เป็นกรรมสิทธิ์ของชาวบราซิล
บราซิลชุดนั้นยังได้รับการยกย่องว่าเป็นสุดยอดทีมตลอดกาลของโลกในวันนี้
แต่เม็กซิโกได้สิทธิ์ในการเป็นชาติเจ้าภาพอีกครั้งด้วยความจำเป็น หลังจากที่โคลอมเบีย ชาติที่ได้รับการเลือกให้เป็นเจ้าภาพในปีดังกล่าวประสบปัญหาภายในประเทศอย่างรุนแรง จนทำให้มีการสั่งเปลี่ยนแปลงชาติเจ้าภาพใหม่ในปี 1983
เม็กซิโกเองก็ย่ำแย่ ในปี 1985 ก่อนฟุตบอลโลกจะเริ่มไม่ถึงปี เกิดมหาภัยพิบัติแผ่นดินไหวที่รุนแรงถึง 8.0 ริกเตอร์ที่เมืองเม็กซิโก ซิตี มีผู้เสียชีวิตจากภัยพิบัติครั้งนี้มากถึง 5,000 คน และในบางรายงานตัวเลขผู้จากไปมากถึงเกือบ 10,000 คน
อาคารบ้านเรือนพังเสียหายอย่างย่อยยับ ระบบขนส่งพินาศ และมูลค่าความเสียหายสูงถึง 4 พันล้านดอลลาร์ ณ เวลานั้น
ถึงอย่างนั้นก็ไม่ได้ทำให้ฟุตบอลโลกหนที่ 2 ในเม็กซิโกต้องหม่นหมอง
ในทางตรงกันข้าม ฟุตบอลโลกครั้งนี้กลับเป็นฟุตบอลโลกที่ได้รับการจดจำว่าเป็นหนึ่งในฟุตบอลโลกที่ดีที่สุดตั้งแต่เคยมีมา
เหตุผลหลักนั้นคือ ฟุตบอลโลกครั้งนี้คือฟุตบอลโลกของดีเอโก มาราโดนา

ชื่อของมาราโดนา ในโลกลูกหนังยามนั้นเขาได้รับการยกย่องว่าเป็นนักฟุตบอลที่เก่งกาจที่สุดมาสักระยะแล้ว
เพราะนับจากแจ้งเกิดกับอาร์เคนติโนสจูเนียร์ด้วยวัยเพียงแค่ 15 ปี และก้าวสู่การเป็นซูเปอร์สตาร์ของประเทศในวัย 17 ปี มาราโดนาคือปรากฏการณ์ลูกหนังที่ยิ่งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งเท่าที่โลกเคยมีมา การย้ายจากโบคา จูเนียร์ส สโมสรที่ 2 และกลายเป็นสโมสรที่เขารักมากที่สุดตลอดชีวิต ไปสู่บาร์เซโลนาในปี 1982 ด้วยค่าตัวเป็นสถิติโลกคือเครื่องพิสูจน์
ปัญหาเดียวของนักเตะซ้ายฟ้าประทานคนนี้คือเขายังไม่เคยได้แชมป์ฟุตบอลโลก
ในขณะที่เปเล คว้าแชมป์ฟุตบอลโลกมาครองได้ตั้งแต่การเข้าร่วมครั้งแรกในปี 1958 ด้วยอายุเพียง 17 ปี แต่มาราโดนาถูกกีดกันจากโอกาสในแบบเดียวกัน เมื่อเซซาร์ หลุยส์ เมน็อตติ บรมกุนซือของ ‘ลาอัลบิเชเลสเต’ มองว่าเขาเด็กเกินไปสำหรับฟุตบอลโลก 1978 ที่อาร์เจนตินาเป็นเจ้าภาพและไม่มีเป้าหมายอย่างอื่นนอกจากการคว้าแชมป์ให้ได้ ซึ่งสำคัญต่อภาพลักษณ์ของผู้ปกครองประเทศที่ใช้อำนาจทางการทหารกดดันในเวลานั้น
มาราโดนามาได้โอกาสสัมผัสเกมฟุตบอลโลกหนแรกจริงๆ ในอีก 4 ปีถัดมา ฟุตบอลโลก 1982 ที่ประเทศสเปน โดยที่เวลานั้นเขาคือซูเปอร์สตาร์ในระดับโลกแล้ว แต่ผลงานในสนามกลับไม่เป็นไปดังที่คาดหวัง ซ้ำร้ายมาราโดนาที่โดนไล่หวดมาทุกนัด มาสติขาดผึงโดนใบแดงไล่ออกจากสนามด้วยในเกมที่พบกับบราซิล ซึ่งแน่นอนอาร์เจนตินาเป็นผู้แพ้ในเกมดังกล่าว
ความเลวร้ายคือมันเป็นความทรงจำที่คัมป์ นู มาราโดนา กลายเป็นผู้แพ้ต่อหน้าว่าที่แฟนฟุตบอลของตัวเองก่อนที่จะย้ายทีมอย่างเป็นทางการด้วยซ้ำ
แต่สิ่งที่เลวร้ายกว่าคือความคิดว่าคนที่เก่งที่สุดในโลกแต่ไม่เคยได้สัมผัสแชมป์โลกไม่ต่างอะไรจากราชาที่ไร้มงกุฏ
มาราโดนารู้ว่าสิ่งเดียวที่จะปลดปล่อยความรู้สึกของเขาได้ คือการได้สัมผัสถ้วยสีทองใบนั้น
และเขาต้องอดทน
4 ปีที่นานเหมือนนิรันดร์

แต่อาร์เจนตินาในปี 1986 นั้นไม่ได้เป็นทีมที่แข็งแกร่งสักเท่าไร และยังดูมีปัญหาตั้งแต่ยังไม่เริ่มเข้ารายการด้วยซ้ำ
ทีมฟ้าขาวไม่ได้อยู่ในสภาพที่ดี ผลงานของพวกเขาก็ย่ำแย่ด้วย กว่าจะผ่านเข้ารอบสุดท้ายของฟุตบอลโลกก็มาได้ในแบบกระเสือกกระสนพอสมควร พูดถึงผลงานในช่วงของเกมอุ่นเครื่องเตรียมความพร้อมก็ไม่ได้ดูดีสักเท่าไร
นอกจากนั้น ดาเนียล พาสซาเรลลา กัปตันทีมชุดแชมป์โลก 1978 ยังแตกหักกับทีมชาติ เพราะไม่อาจรับได้กับการที่ปลอกแขนที่ควรเป็นของเขาถูกริบโดยคาร์ลอส บิลาร์โด เพื่อนำไปให้มาราโดนา
ในสถานการณ์ที่เหมือนจะแตกหัก ไร้ซึ่งโอกาสและความหวัง มันกลับกลายเป็นช่วงเวลาที่ดีที่สุดของนักเตะผู้ที่ต้องการพิสูจน์ความเป็นหนึ่งไม่มีสองของเขา
มาราโดนาเริ่มต้นรายการได้ดีในเกมที่พบกับเกาหลีใต้ นักเตะตระกูลคิมใช้แท็กติกเก่าที่หลายทีมเคยใช้และได้ผลคือการไล่หวดไล่อัดทุกครั้งที่ได้บอล หรือบางครั้งก่อนจะได้บอล หรือแม้แต่หลังการปล่อยบอลออกจากเท้าทุกครั้ง
ปกติแล้วมันจะทำให้มาราโดนาหงุดหงิด เสียอารมณ์ และหลุดสมาธิจากเกมไป
แต่ครั้งนี้แตกต่าง ยิ่งโดนหวดมาราโดนาก็ยิ่งฮึด เขาแสดงให้เห็นถึงสมาธิและความมุ่งมั่นอันแรงกล้า ก่อนที่จะทำคนเดียว 3 แอสซิสต์ช่วยให้อาร์เจนตินาเอาชนะเกาหลีใต้ได้ 3-1
เกมต่อมาสิคือของหนักของจริง พวกเขาต้องเผชิญกับอิตาลี แชมป์เก่าผู้ไม่คาดคิดจากฟุตบอลโลก 1982 ซึ่งหนึ่งในเหตุผลสำคัญคือการที่พวกเขาไล่อัดอาร์เจนตินาและมาราโดนาด้วยเกมรับที่หนักหน่วง คาบลูกคาบดอก โดยเฉพาะเคลาดิโอ เจนติเล กองหลังที่ถือเป็นอริชั่วชีวิตเพราะไล่อัดจนซ้ายฟ้าสั่งไม่ออก
แต่ในครั้งนี้ยักษ์โหดไม่อยู่แล้ว และมาราโดนา ซึ่งคุ้นชินกับตำรับเกมรับของอิตาลีหลังระเห็จจากบาร์เซโลนาไปอยู่กับนาโปลีก็เติบโตขึ้นมากเช่นกัน แม้อิตาลีจะขึ้นนำไปก่อนอย่างรวดเร็วในช่วงต้นเกมจนชวนผวา แต่เขาก็หาทางพาทีมกลับมาได้
บอลจากฮอร์เก วัลดาโน เปิดตักข้ามแนวรับเข้ามาลึกในกรอบเขตโทษ ในวิสัยที่ไม่น่าจะมีนักฟุตบอลคนไหนทำอะไรได้มากนักนอกจากลองเกี่ยวบอลลง แต่มาราโดนาแสดงความอัจฉริยะของเขาให้เห็นด้วยการสัมผัสบอลอย่างนุ่มนวลและส่งบอลเข้าไปกองก้นตาข่ายได้อย่างไม่น่าเชื่อ
น่าเสียดายสำหรับประตูนี้ที่ไม่ได้รับการจดจำมากไปกว่าเป็นประตูที่ทำให้อาร์เจนตินารอดพ้นความปราชัย
ถึงอย่างนั้นมันก็เป็นประตูที่ทำให้ทุกคนเริ่มมองเห็นประกายแสงบางอย่าง
โดยที่ไฟสปอตไลต์ไม่จำเป็นต้องพุ่งตรงไป มาราโดนากำลังฉายแสงของเขาที่สว่างและร้อนแรงออกมาด้วยร่างเล็กๆ ของเขาเอง

ไม่มีใครหยุดมาราโดนาได้อีกหลังจากนั้น บัลแกเรียคู่แข่งทีมสุดท้ายในรอบแรก ต่อด้วยอุรุกวัยคู่แค้นร่วมทวีป โดยที่อาร์เจนตินาในเวลานั้นมีแท็คติกการเล่นเพียงอย่างเดียวคือส่งบอลไปที่เท้าของเอล ดีเอโก
ที่เหลือเขาจะจัดการเอง
ความเหลือจะเชื่อนั้นคือมาราโดนาสำแดงเดชให้เห็นในเกมระดับตำนานของโลก ที่อาร์เจนตินาต้องพบกับทีมชาติอังกฤษในรอบ 8 ทีมสุดท้าย
ความสำคัญในเชิงของเกมฟุตบอลนั้นเรื่องหนึ่ง แต่อีกเรื่องที่มีความหมายไม่น้อยไปกว่ากันคือความรู้สึกชิงชังกันจากสงครามหมู่เกาะฟอล์คแลนด์ ซึ่งเป็นแรงกระตุ้นพิเศษสำหรับผู้เล่นทั้งสองทีมที่ไม่ต้องการจะยอมความกันในสนาม
ในเอสตาดิโออัซเตกา มาราโดนาทำประตูที่ผู้คนจะพูดถึงไปตลอดกาล
ไม่ใช่แค่ประตูเดียวด้วย แต่เป็นถึง 2 ประตู ในระยะเวลาห่างกันแค่ 4 นาที
ประตูแรกคือประตูที่จะเป็นปริศนาไปตลอดกาล เมื่อมาราโดนาลากแหวกผู้เล่นอังกฤษก่อนจ่ายบอลให้วัลดาโนเพื่อหวังจะเล่นจังหวะหนึ่ง-สอง แต่บอลย้อนหลังไปนิด สตีฟ ฮอดจ์ แบ็กซ้ายอังกฤษพยายามจะเคลียร์บอลแต่ผิดเหลี่ยม
แทนที่บอลจะถูกเตะทิ้งไปข้างหน้า บอลนั้นลอยย้อนกลับเข้าไปในกรอบเขตโทษแทน
ทันใดนั้นเองที่มาราโดนาโฉบเข้ามาถึงบอลก่อนปีเตอร์ ชิลตัน นายทวารทีมสิงโตคำราม และบอลก็เข้าประตูไป ก่อนที่เสียงนกหวีดจะดังขึ้น เป็นประตูขึ้นนำ 1-0 ของอาร์เจนตินา
ในระหว่างที่ผู้เล่นอังกฤษพยายามประท้วงว่ามีการทำแฮนด์บอลเกิดขึ้นและไม่ควรเป็นประตู มาราโดนารีบวิ่งไปที่ริมสนามทันทีเพื่อฉลองประตูแบบไม่สนใจการประท้วงใดๆ
ระหว่างที่โลกกำลังฉงนกับสิ่งที่เกิดขึ้นและกำลังคิดว่าหรือที่แท้มาราโดนาก็เป็นแค่ตัวโกงคนหนึ่งที่สมควรได้รับความชิงชัง เขาก็แสดงอภินิหารให้โลกได้เห็นในอีก 4 นาทีต่อมาว่าคุณอาจตัดสินใจไม่ได้ว่าจะรักหรือชังเขาดี
แม้กระทั่งแฟนบอลของอังกฤษเอง

มาราโดนาได้บอลที่แถวระยะกลางสนามท่ามกลางการรุมล้อมของผู้เล่นอังกฤษ ก่อนที่จะกระชากลากแหวกผู้เล่นคู่แข่งคนแล้วคนเล่าง่ายดายราวกับฉีกกระดาษที่เปียกน้ำ และจบลงด้วยการแตะหลบชิลตันแล้วส่งบอลเข้าไปตุงตาข่ายด้วยเท้าขวาข้างที่ไม่ถนัด
โลกทั้งใบเหมือนหยุดลงชั่วขณะ
ท่ามกลางประตูมากมายที่เกิดขึ้นในฟุตบอลโลก นี่คือประตูที่ได้รับการยกย่องว่าสุดยอดที่สุดตลอดกาล เป็น ‘ประตูแห่งศตวรรษ’ (Goal of the Century) และเป็นบทพิสูจน์ที่ดีที่สุดว่านี่แหละคือมาราโดนา นักฟุตบอลที่ไม่ได้เก่งที่สุดในโลกแค่เวลานั้น แต่เป็นนักเตะที่เก่งที่สุดในโลกตลอดกาล
เกมจบลงด้วยชัยชนะของอาร์เจนตินา 2-1 โดยที่มาราโดนาตอบคำถามของนักข่าวที่สอบถามถึงประตูแรกที่เขาทำได้ว่าตกลงมันเป็นอย่างไรกันแน่
และคำตอบที่ได้คือ “un poco con la cabeza de Maradona y otro poco con la mano de Dios”
“ศีรษะของมาราโดนานิดกับพระหัตถ์ของพระเจ้าหน่อย”
นี่คือที่มาของชื่อประตู ‘หัตถ์พระเจ้า’ (Hand of god) ที่อยู่ในความทรงจำของผู้คนมากกว่าเรื่องไหน

มาราโดนาพาทีมสยบเบลเยียมได้สบายๆ 2-0 ในรอบรองชนะเลิศ ก่อนที่จะเฉือนเอาชนะเยอรมนีตะวันตกในเกมนัดชิงชนะเลิศสุดมัน 3-2 ซึ่งแม้เขาจะยิงประตูไม่ได้ แต่มาราโดนาคือคนที่จ่ายบอลลูกสุดท้ายให้ ฮอร์เก บูร์รูชากา หลุดเข้าไปยิงประตูชัย
ประตูที่ทำให้มาราโดนาได้สัมผัสกับถ้วยสีทองใบนั้นที่เขาฝันถึงมาตลอด
และภาพของเขาที่ถูกผู้คนแห่ในสนามอัซเตกา ก็เป็นหนึ่งในภาพที่สวยงามที่สุดของโลกฟุตบอล เช่นกันกับ 2 ประตูในเกมกับอังกฤษที่แสดงให้เห็นถึงด้านทั้ง 2 ของอัจฉริยะผู้เป็นหนึ่งไม่มีสอง
นักเตะผู้มีเทวาและซาตานอยู่ในร่างเดียวกัน
อ้างอิง
- https://thesefootballtimes.co/2017/03/03/diego-maradona-at-world-cup-1986-the-archangel/
- https://thesefootballtimes.co/2017/02/23/diego-maradona-at-world-cup-1982-the-innocent-devil/
- https://thesefootballtimes.co/2016/02/28/diego-maradona-and-the-reality-behind-the-hand-of-god/
- https://en.wikipedia.org/wiki/Argentina_v_England_(1986_FIFA_World_Cup)


