×

OECD หั่นคาดการณ์เศรษฐกิจโลก เตือนวิกฤตพลังงานจากตะวันออกกลางกดดันการเติบโต ดันเงินเฟ้อกลับมาสูงอีกครั้ง

03.06.2026
  • LOADING...
โลโก้องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา (OECD)

OECD ชี้ความขัดแย้งในตะวันออกกลางกลายเป็นปัจจัยเสี่ยงสำคัญของเศรษฐกิจโลก สร้างแรงกระแทกด้านพลังงานและต้นทุนการผลิต พร้อมเตือนหากสถานการณ์ยืดเยื้อถึงปี 2027 การเติบโตทั่วโลกอาจชะลอลงเหลือเพียง 1.8%

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

องค์การเพื่อความร่วมมือทางเศรษฐกิจและการพัฒนา หรือ OECD เปิดเผยรายงาน Economic Outlook ฉบับล่าสุด โดยระบุว่า ความขัดแย้งที่กำลังดำเนินอยู่ในตะวันออกกลางได้กลายเป็นปัจจัยสำคัญที่สุดที่กำหนดทิศทางเศรษฐกิจโลกในขณะนี้ หลังจากที่สร้างผลกระทบให้เกิดแรงกระแทกด้านพลังงาน (Energy Shock) ซึ่งกำลังผลักดันแรงกดดันเงินเฟ้อและกระทบต่อการเติบโตทางเศรษฐกิจในหลายประเทศ

 

OECD ระบุว่า ความไม่แน่นอนของสถานการณ์ ทำให้ต้องจัดทำประมาณการเศรษฐกิจภายใต้ 2 สมมติฐานหลัก ได้แก่

 

1. กรณีความขัดแย้งจำกัดระยะเวลา (Time-Limited Disruption)

 

สถานการณ์พลังงานและการค้าของกลุ่มประเทศอ่าวอาหรับทยอยกลับสู่ระดับปกติตั้งแต่กลางปี 2026 และทำให้ผลกระทบด้านอุปทานพลังงานค่อยๆ คลี่คลาย

 

2. กรณีความขัดแย้งยืดเยื้อ (Prolonged Disruption)

 

การหยุดชะงักของการผลิตและส่งออกพลังงานในภูมิภาคยังดำเนินต่อไปจนถึงปี 2027 จะส่งผลให้ราคาพลังงานสูงขึ้น ความเสี่ยงด้านอุปทานรุนแรงขึ้น และภาวะการเงินโลกตึงตัวมากขึ้น ซึ่งจะสร้างผลกระทบทางเศรษฐกิจในวงกว้างและยาวนานกว่าเดิม

 

เตือนต้นทุนเศรษฐกิจจะสูงขึ้นหากความขัดแย้งยืดเยื้อ

 

Mathias Cormann เลขาธิการ OECD กล่าวว่า เศรษฐกิจโลกเข้าสู่ปี 2026 ด้วยแรงส่งที่แข็งแกร่ง อย่างไรก็ตาม แนวโน้มกลับอ่อนแอลงอย่างมีนัยสำคัญ นับตั้งแต่เกิดความขัดแย้งในตะวันออกกลาง

 

เขาระบุว่า ยิ่งการหยุดชะงักดำเนินต่อไปนานเท่าใด ต้นทุนทางเศรษฐกิจและสังคมก็จะยิ่งสูงขึ้นเท่านั้น พร้อมเสนอแนะว่า หากรัฐบาลจำเป็นต้องออกมาตรการช่วยเหลือทางการคลัง ควรเป็นมาตรการเฉพาะกลุ่มและมีระยะเวลาจำกัด เพื่อหลีกเลี่ยงการเพิ่มภาระหนี้สาธารณะ และยังคงแรงจูงใจในการประหยัดพลังงาน

 

นอกจากนี้ ประเทศต่างๆ ควรเร่งยกระดับสภาพแวดล้อมทางธุรกิจ พัฒนาทักษะแรงงาน และใช้ประโยชน์จากเทคโนโลยีใหม่ โดยเฉพาะปัญญาประดิษฐ์ (AI) เพื่อสร้างการเติบโตและผลิตภาพในระยะยาว

 

เศรษฐกิจโลกอาจโตเพียง 2.8% ในปี 2026

 

ภายใต้สมมติฐานที่ความขัดแย้งคลี่คลายในระยะเวลาอันเหมาะสม OECD คาดว่าเศรษฐกิจโลกจะชะลอตัวจาก 3.4% ในปี 2025 เหลือ 2.8% ในปี 2026 ก่อนฟื้นกลับสู่ระดับ 3.1% ในปี 2027

 

สำหรับประเทศเศรษฐกิจหลัก OECD ประเมินว่า

 

  • สหราชอาณาจักร จะขยายตัว 2.0% ในปี 2026 และชะลอลงเหลือ 1.8% ในปี 2027
  • ประเทศกลุ่มยุโรป เติบโต 0.8% ในปี 2026 ก่อนเร่งขึ้นเป็น 1.2% ในปี 2027
  • จีนจะเติบโต 4.5% ในปี 2026 และชะลอลงเป็น 4.3% ในปี 2027

 

หากวิกฤตยืดเยื้อ เศรษฐกิจโลกเสี่ยงชะลอเหลือ 1.8%

 

OECD เตือนว่า หากปัญหาการผลิตและการส่งออกพลังงานในภูมิภาคอ่าวอาหรับยืดเยื้อไปจนถึงปี 2027 เศรษฐกิจโลกจะได้รับผลกระทบรุนแรงมากขึ้น

 

ในกรณีดังกล่าว อัตราการเติบโตของเศรษฐกิจโลกอาจลดลงเหลือเพียง 2.1% ในปี 2026 และ 1.8% ในปี 2027 โดยผลกระทบจะรุนแรงเป็นพิเศษในภูมิภาคเอเชีย ยุโรป และประเทศกำลังพัฒนาที่เปราะบางต่อการเพิ่มขึ้นของราคาพลังงานและอาหาร

 

ขณะที่กลุ่มประเทศ OECD จะเติบโตเพียง 0.9% ในปี 2026 และ 0.5% ในปี 2027 ต่ำกว่ากรณีสถานการณ์คลี่คลายซึ่งคาดว่าจะเติบโต 1.5% และ 1.7% ตามลำดับ

 

เงินเฟ้อทั่วโลกกลับมาเป็นความเสี่ยงอีกครั้ง

 

OECD ระบุว่า แรงกดดันด้านเงินเฟ้อกำลังเพิ่มขึ้นทั้งในประเทศพัฒนาแล้วและประเทศเกิดใหม่

 

ราคาพลังงานที่สูงขึ้นกำลังผลักดันต้นทุนสินค้าโภคภัณฑ์ ขณะที่ผลกระทบทางอ้อมได้ส่งผ่านไปยังภาคเศรษฐกิจอื่นๆ โดยเฉพาะต้นทุนการเกษตรและราคาอาหาร

 

ในกรณีความขัดแย้งคลี่คลายภายในระยะเวลาจำกัด OECD คาดว่าอัตราเงินเฟ้อเฉลี่ยของกลุ่ม G20 จะเพิ่มขึ้นจาก 3.4% ในปี 2025 เป็น 4.0% ในปี 2026 ก่อนลดลงสู่ 3.1% ในปี 2027 เมื่อแรงกดดันด้านพลังงานและอาหารเริ่มบรรเทา

 

อย่างไรก็ตาม หากความขัดแย้งยืดเยื้อ อัตราเงินเฟ้ออาจปรับตัวสูงกว่าประมาณการดังกล่าวอย่างมีนัยสำคัญ

 

แนะรัฐบาลลดพึ่งพาเชื้อเพลิงฟอสซิลนำเข้า

 

Stefano Scarpetta หัวหน้านักเศรษฐศาสตร์ OECD กล่าวว่า รัฐบาลยังมีเครื่องมือหลายด้านในการช่วยบรรเทาผลกระทบจากภาวะขาดแคลนอุปทานพลังงาน โดยเฉพาะต่อครัวเรือนเปราะบางและธุรกิจขนาดเล็ก

 

อย่างไรก็ตาม วิกฤตครั้งนี้สะท้อนให้เห็นชัดเจนมากขึ้นว่า โลกจำเป็นต้องเร่งลดการพึ่งพาการนำเข้าเชื้อเพลิงฟอสซิล และกระจายแหล่งพลังงานให้หลากหลายขึ้น เพื่อเพิ่มความมั่นคงด้านพลังงานและลดความเปราะบางต่อวิกฤตในอนาคต

 

OECD ยังแนะนำให้รัฐบาลดำเนินมาตรการช่วยเหลือด้านราคาพลังงานแบบเฉพาะเจาะจงและชั่วคราว ควบคู่ไปกับการเพิ่มประสิทธิภาพการใช้พลังงาน เพื่อรักษาเสถียรภาพทางการคลังและลดความเสี่ยงจากแรงกระแทกด้านพลังงานในระยะยาว

 

ภาพ: Achim Wagner/ Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories