รักชนก ศรีนอก สส. แบบบัญชีรายชื่อ พรรคประชาชน ในฐานะประธานคณะกรรมาธิการศึกษาการจัดทำและติดตามการบริหารงบประมาณ สภาผู้แทนราษฎร นำคณะกรรมาธิการฯ เข้าร่วมประชุมกับสำนักงานประกันสังคม (สปส.) เพื่อติดตามการใช้งบประมาณในส่วนของการจัดทำแอปพลิเคชัน SSO+ การตรวจสอบบัญชีโดยสำนักงานการตรวจเงินแผ่นดิน (สตง.) และการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม
ประเด็นสำคัญ
โดยภายหลังการประชุมร่วมกันราว 2 ชั่วโมง ได้มีการแถลงข่าวร่วมกับ กาญจนา พูลแก้ว เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเพื่อชี้แจงรายละเอียดต่อสาธารณะ
ประเด็นที่ส่งผลกระทบโดยตรงต่อผู้ประกันตนคือปัญหาความเสถียรของแอปพลิเคชัน SSO+ ซึ่งพบความผิดพลาดในการคำนวณเงินสมทบและปัญหาการเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์ 7 กรณี รักชนกระบุว่า คณะกรรมาธิการฯ ได้รับแจ้งถึงแนวทางการเรียกค่าปรับจากผู้รับเหมาโครงการ โดยได้ตั้งข้อสังเกตให้ สปส. ดำเนินการปรับตามระเบียบเพื่อรักษาผลประโยชน์ของผู้ประกันตน และเพื่อสร้างมาตรฐานป้องกันการทิ้งงานหรือการรับช่วงต่อโครงการไปลดต้นทุน
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมชี้แจงว่า ทางหน่วยงานได้เร่งรัดให้ผู้รับเหมาดำเนินการแก้ไขข้อบกพร่องทั้งหมด โดยตั้งเป้าหมายว่าภายในไตรมาสที่ 3 ของปีนี้ ระบบจะมีความสมบูรณ์ร้อยละ 95 และภายในเดือนกันยายน การเบิกจ่ายสิทธิประโยชน์รวมถึงการแสดงผลตัวเลขต่างๆ จะกลับเข้าสู่ภาวะปกติ ซึ่งปัจจุบันพบว่าอัตราความผิดพลาดของระบบลดลงตามลำดับ
แจงผลตรวจ สตง. เป็นความเคลื่อนทางบัญชี ไม่พบทุจริต
กรณีการตรวจสอบงบประมาณของสำนักงานประกันสังคมโดย สตง. รักชนกอธิบายว่า ผลการตรวจสอบชี้ให้เห็นว่าปัญหาที่เกิดขึ้นเป็นความผิดพลาดในกระบวนการบันทึกบัญชี ไม่ได้มีลักษณะของการทุจริต คณะกรรมาธิการฯ จะติดตามเรื่องนี้อย่างต่อเนื่อง และอาจมีการเชิญ สตง. สำนักงบประมาณ หรือกรมบัญชีกลาง มาร่วมหารือในอนาคตเพื่อแก้ไขปัญหาระบบบัญชีพัสดุของภาครัฐในภาพรวม
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมให้รายละเอียดเพิ่มเติมว่า ความคลาดเคลื่อนทางตัวเลขเกิดจากการนำข้อมูลเข้าสู่ระบบ GF ซึ่ง สปส. เพิ่งเริ่มใช้งานเป็นครั้งแรก ตัวอย่างเช่น การบันทึกรายการทรัพย์สินที่หมดค่าเสื่อมราคาไปแล้วซ้ำลงในระบบ ปัจจุบัน สปส. มีการตั้งคณะทำงานกำกับดูแลเพื่อนำข้อมูลจาก สตง. มาเทียบเคียงและแก้ไข โดยจะรายงานความคืบหน้าต่อรัฐมนตรีทุก 1 เดือน และรายงานต่อ สตง. ทุก 60 วัน เพื่อยืนยันว่าไม่มีทรัพย์สินสูญหาย และเตรียมนำแนวทางการแก้ไขปัญหานี้ไปปรับใช้เป็นระบบต้นแบบสำหรับการบริหารจัดการเงินนอกงบประมาณของหน่วยงานอื่นต่อไป
ยอดลงทะเบียนเลือกตั้งบอร์ดพุ่งนับแสนราย เตรียมระบบรองรับ
สำหรับการจัดการเลือกตั้งบอร์ดประกันสังคม รักชนกได้นำเสนอข้อมูลสถิติการเลือกตั้งในปี 2566 ซึ่งมีผู้ประกันตนลงทะเบียนเพียง 900,000 คนจากผู้มีสิทธิ 11 ล้านคน และมาใช้สิทธิเพียง 100,000 คน ส่วนฝั่งนายจ้างมีผู้ลงทะเบียน 4,000 คนและมาใช้สิทธิราว 1,000 คนจากผู้มีสิทธิ 500,000 คน
อย่างไรก็ตาม การเปิดลงทะเบียนในรอบปัจจุบันพบว่ามีผู้ให้ความสนใจลงทะเบียนในสองวันแรกเป็นจำนวนมาก จึงขอความร่วมมือสื่อมวลชนและภาคประชาสังคมในการรณรงค์ให้ประชาชนออกมาใช้สิทธิ
ด้านเลขาธิการสำนักงานประกันสังคมเปิดเผยว่า ปัจจุบันมีผู้ลงทะเบียนแล้วกว่า 100,000 ราย สะท้อนถึงความตื่นตัวของประชาชน สำหรับงบประมาณจัดการเลือกตั้งจำนวน 275 ล้านบาทนั้น เป็นการจัดสรรสำหรับการบริหารจัดการหน่วยเลือกตั้งร่วมกับคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ระดับท้องถิ่น โดยกำหนดให้มีหน่วยเลือกตั้งอย่างน้อย 1 แห่งต่อ 1 อำเภอ ไม่ได้เป็นงบประมาณสำหรับการประชาสัมพันธ์เพียงอย่างเดียว
ทั้งนี้ ระหว่างวันที่ 1-15 กรกฎาคม ผู้มีสิทธิเลือกตั้งสามารถดำเนินการแจ้งเปลี่ยนแปลงสถานที่ลงคะแนนได้หากเกิดความไม่สะดวก
ดันนโยบายเปิดข้อมูลการประชุมเพื่อความโปร่งใส
รักชนกได้เสนอให้ สปส. จัดทำระบบแดชบอร์ด (Dashboard) เพื่อแสดงข้อมูลจำนวนผู้ประกันตนและนายจ้างที่ลงทะเบียนเลือกตั้งแบบเรียลไทม์ พร้อมทวงถามความคืบหน้าในการเปิดเผยรายงานและมติการประชุมของบอร์ดประกันสังคม รวมถึงคณะอนุกรรมการชุดต่างๆ ซึ่งเคยเสนอไว้กับผู้บริหารชุดก่อน เพื่อยกระดับความโปร่งใสขององค์กร
เลขาธิการสำนักงานประกันสังคมตอบรับการจัดทำแดชบอร์ดเพื่อแสดงสถิติผู้มาใช้สิทธิ ซึ่งจะเป็นกลไกกระตุ้นการมีส่วนร่วมของประชาชน ส่วนการเปิดเผยข้อมูลการประชุมนั้น สปส. อยู่ระหว่างการพิจารณาข้อกำหนดในสัญญาและข้อกฎหมายว่าส่วนใดสามารถเปิดเผยได้ โดยระมัดระวังไม่ให้กระทบต่อบุคคลภายนอก แต่ยืนยันจะดำเนินการให้เกิดความโปร่งใสมากที่สุดภายใต้กรอบอำนาจหน้าที่
ในตอนท้าย รักชนกได้ย้ำจุดยืนของคณะกรรมาธิการฯ ว่าข้าราชการประจำไม่ใช่คู่ขัดแย้ง คณะกรรมาธิการฯ พร้อมสนับสนุนการทำงานหากหน่วยงานให้ความร่วมมือในการจัดส่งข้อมูลอย่างตรงไปตรงมา พร้อมสร้างความมั่นใจให้แก่ประชาชนว่า กองทุนประกันสังคมยังคงเป็นกลไกสำคัญในการเป็นหลักประกันความมั่นคงให้แก่ผู้ใช้แรงงานในกรณีประสบเหตุไม่คาดฝัน ตกงาน ทุพพลภาพ หรือเสียชีวิต








