×

ไทยไม่ใช่สนามเด็กเล่น คนไทยหนุนรัฐลดวีซ่าเหลือ 30 วัน สกัดช่องโหว่อาชญากรรมและต่างชาติพฤติกรรมแย่

02.06.2026
  • LOADING...
นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินเที่ยวในประเทศไทย

ภาพของประเทศไทยในสายตานักท่องเที่ยวต่างชาติที่เคยถูกมองว่าเป็นดินแดนแห่งอิสระ และ เสน่ห์ของรอยยิ้ม กำลังเปลี่ยนเมื่อภาครัฐและสังคมไทยเริ่มส่งสัญญาณตรงกันว่า ประเทศไทยไม่ต้องการเป็น ‘สนามเด็กเล่น’ ของชาวต่างชาติที่เข้ามาสร้างปัญหาอีกต่อไป

 

 

ความรู้สึกดังกล่าวสะท้อนชัดจากกระแสสนับสนุนมาตรการใหม่ของรัฐบาลที่เตรียมลดระยะเวลาพำนักแบบไม่ต้องขอวีซ่า (Visa-Free) ให้นักท่องเที่ยว 90 ประเทศ จากเดิม 60 วัน เหลือ 30 วัน

 

แม้ยังไม่มีการกำหนดวันบังคับใช้อย่างเป็นทางการ แต่เบื้องหลังมาตรการใหม่นี้ ไม่ได้มีเพียงเหตุผลด้านการบริหารจัดการนักท่องเที่ยวเท่านั้น แต่ยังเชื่อมโยงไปกับการแก้ปัญหาอาชญากรรม การทำธุรกิจผิดกฎหมาย และพฤติกรรมไม่เหมาะสมของชาวต่างชาติที่กลายเป็นประเด็นถกเถียงในสังคมไทยมาตลอดช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

เสียงสะท้อนจากผู้ประกอบการบนถนนข้าวสาร

 

เช่นเดียวกับถนนข้าวสาร ซึ่งเป็นย่านท่องเที่ยวชื่อดังของกรุงเทพฯ บรรยากาศยังคงเต็มไปด้วยนักเดินทางจากทั่วโลก พนักงานบาร์แข่งขันกันเรียกลูกค้า แถมยังมีกลิ่นกัญชาลอยปะปนอยู่ในอากาศ ขณะที่ร้านค้าริมทางวางขายสินค้าหลากหลายตั้งแต่ของที่ระลึกไปจนถึงอาหารและเครื่องดื่ม

 

เรียกได้ว่าถนนสายนี้เป็นสัญลักษณ์ของการท่องเที่ยวไทยมานานหลายทศวรรษ แต่ในภาพจำของคนไทยจำนวนไม่น้อย ภาพจำของนักท่องเที่ยวต่างชาติในปัจจุบันไม่ได้มีเพียงนักเดินทางที่มาสัมผัสวัฒนธรรม แต่ยังรวมไปถึงกลุ่มที่เดินทางมาเพื่อปาร์ตี้ ดื่มสุรา และสร้างความวุ่นวายให้กับประเทศ

 

นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินเที่ยวในประเทศไทย 1

 

มินนี่ เจ้าของช่อง Thai’d Up with Minnie ซึ่งสอนภาษาและวัฒนธรรมไทยให้ชาวต่างชาติ มองว่า ปัญหาใหญ่คือมีนักท่องเที่ยวบางส่วนมองประเทศไทยเสมือนสถานที่ที่สามารถทำอะไรก็ได้โดยไม่ต้องรับผิดชอบต่อผลกระทบที่เกิดขึ้น

 

เห็นได้ชัดจากตลอดช่วงที่ผ่านมา คนไทยจะได้เห็นข่าวเกี่ยวกับพฤติกรรมไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาติอยู่บ่อยครั้ง ไม่ว่าจะเป็นการปฏิเสธจ่ายค่าอาหารหลังรับประทานเสร็จ ตลอดจนเหตุทะเลาะวิวาทจากการเมาสุราที่กลายเป็นคลิปไวรัลบนโลกออนไลน์ หรือกรณีคู่รักชาวต่างชาติที่ถูกเนรเทศหลังถูกกล่าวหาว่ามีพฤติกรรมไม่เหมาะสมบนรถตุ๊กตุ๊ก

 

“รวมถึงเหตุการณ์ที่ถูกมองว่าเป็นการไม่ให้เกียรติคนไทย เช่น กรณีนักท่องเที่ยวรายหนึ่งถูกกล่าวหาว่าสั่งน้ำมูกใส่แม่ค้าริมทาง เหตุการณ์ต่างๆยิ่งตอกย้ำความไม่พอใจให้กับสังคมไทย และคนไทยเริ่มรู้สึกไม่ต้องการให้มีนักท่องเที่ยวต่างชาติทำพฤติกรรมแบบนี้อีกแล้ว เพราะมันส่งผลกระทบต่อคนที่อาศัยอยู่ที่นี่จริงๆ” มินนี่ ย้ำ

 

เปิดเบื้องหลังการคุมเข้มวีซ่าและจุดเปลี่ยนท่องเที่ยวไทย

 

อรรษิษฐ์ สัมพันธรัตน์ ปลัดกระทรวงมหาดไทย กล่าวว่า ชาวต่างชาติที่เข้ามาในประเทศไทยไม่สามารถวางตัวเป็นผู้มีอิทธิพล, กระทำผิดกฎหมาย หรือประพฤติตนขัดต่อศีลธรรม, วัฒนธรรม และประเพณีไทยได้

 

การออกมาเคลื่อนไหวของภาครัฐดังกล่าวจึงสะท้อนถึงความพยายามของรัฐบาลในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมาย และสร้างความเชื่อมั่นให้กับประชาชนว่า การเปิดประเทศต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ได้หมายความว่าจะยอมรับพฤติกรรมที่สร้างผลกระทบต่อสังคมไทย

 

อย่างไรก็ตาม การคุมเข้มวีซ่าไม่ใช่เรื่องง่ายของประเทศไทย เพราะภาคการท่องเที่ยวยังคงเป็นหนึ่งในเสาหลักของเศรษฐกิจและสร้างรายได้ให้กับประเทศ โดยปัจจุบันอุตสาหกรรมท่องเที่ยวมีสัดส่วนคิดเป็นราว 20% ของ GDP และเกี่ยวข้องกับการจ้างงานจำนวนมหาศาล ตั้งแต่โรงแรม, ร้านอาหาร, สปา, บริษัทนำเที่ยว ไปจนถึงผู้ประกอบการรายย่อยและคนขับรถสาธารณะ

 

ทั้งหมดทำให้รัฐบาลต้องเดินบนเส้นบางๆ ระหว่างการรักษาความสงบเรียบร้อยภายในประเทศ กับการคงความสามารถในการแข่งขันด้านการท่องเที่ยวของไทย

 

อีกหนึ่งปัจจัยสำคัญที่อยู่เบื้องหลังการปรับกฎวีซ่าของไทย คือความกังวลเรื่องการใช้ช่องโหว่ของระบบตรวจคนเข้าเมือง

 

ยิ่งในช่วงหลายปีที่ผ่านมา ไทยและหลายประเทศในเอเชียตะวันออกเฉียงใต้ต้องเผชิญกับปัญหาเครือข่ายอาชญากรรมข้ามชาติและแก๊งคอลเซ็นเตอร์ขนาดใหญ่ ซึ่งอาศัยความสะดวกในการเดินทางระหว่างประเทศเป็นช่องทางเคลื่อนย้ายแรงงานผิดกฎหมายและเหยื่อค้ามนุษย์

 

รัฐบาลจึงมองว่าการลดระยะเวลาพำนักภายใต้มาตรการ Visa-Free จะช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการคัดกรองและติดตามชาวต่างชาติที่เดินทางเข้าประเทศ โดยเจ้าหน้าที่รัฐให้เหตุผลว่ามาตรการดังกล่าวมีความจำเป็นต่อการรักษาความมั่นคงของชาติ ขณะที่ รัชดา ธนาดิเรก อดีตโฆษกรัฐบาล แสดงความเห็นว่า ระบบเดิมเปิดช่องให้ผู้ที่มีเจตนาไม่สุจริตเข้ามาใช้ประโยชน์ได้

 

นอกจากนี้ ทางการไทยยังเดินหน้าปราบปรามชาวต่างชาติที่ลักลอบประกอบธุรกิจ ถือครองทรัพย์สิน หรือดำเนินกิจการผิดกฎหมายในหลายพื้นที่ท่องเที่ยวสำคัญอย่างต่อเนื่อง สะท้อนความพยายามของภาครัฐในการยกระดับการบังคับใช้กฎหมายและควบคุมการพำนักของชาวต่างชาติให้เข้มงวดมากขึ้น

 

ผู้ประกอบการเชื่อกระทบท่องเที่ยวแค่เล็กน้อย

 

ชุติมา จีระมงคล นายกสมาคมนักธุรกิจและการท่องเที่ยวเมืองพัทยา กล่าวว่า แม้มาตรการดังกล่าวจะสร้างความกังวลในอุตสาหกรรมท่องเที่ยว แต่ผู้ประกอบการหลายรายมองว่าผลกระทบอาจไม่รุนแรงมากนัก และสิ่งที่น่าเป็นห่วงไม่ใช่นักท่องเที่ยวทั่วไป แต่เป็นกลุ่มที่ใช้วีซ่านักท่องเที่ยวเป็นช่องทางในการพำนักระยะยาวและดำเนินธุรกิจอย่างผิดกฎหมาย

 

“เชื่อว่าการลดระยะเวลาพำนักจะช่วยให้การคัดกรองนักท่องเที่ยวให้มีประสิทธิภาพมากขึ้น ส่วนนักท่องเที่ยวที่เดินทางมาเพียงไม่กี่วันหรือไม่กี่สัปดาห์ก็แทบไม่ได้รับผลกระทบ”

 

สอดคล้องกับความเห็นของนักท่องเที่ยวต่างชาติที่เดินทางมาที่บริเวณวัดอรุณราชวราราม หลายคนมองว่ากฎใหม่ไม่ได้เปลี่ยนแผนการเดินทางของตนเอง ‘ฮวน ลูน่า’ หนึ่งในนักท่องเที่ยวที่เดินทางมากับครอบครัว เปิดเผยว่า ตนเองมาเที่ยวในไทยแค่เพียง 4 วันเท่านั้น จึงไม่ได้รับผลกระทบต่อการกำหนดวีซ่าใหม่

 

คนไทยเริ่มลุกขึ้นปกป้องอัตลักษณ์ของตัวเอง

 

สิ่งที่น่าสนใจไม่แพ้มาตรการวีซ่า คือการเปลี่ยนแปลงของทัศนคติในสังคมไทย ที่ผ่านมา คนไทยมักถูกมองว่าเป็นสังคมที่มีความเกรงใจสูง หลายครั้งเลือกหลีกเลี่ยงความขัดแย้งหรือไม่แสดงความไม่พอใจต่อพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมของนักท่องเที่ยวต่างชาติ

 

นักท่องเที่ยวต่างชาติเดินเที่ยวในประเทศไทย 2

 

แต่วันนี้ภาพดังกล่าวกำลังเปลี่ยน เมื่อคนไทยจำนวนมากเริ่มส่งเสียงชัดเจนขึ้นว่า การต้อนรับนักท่องเที่ยวไม่ได้หมายความว่าต้องยอมรับทุกพฤติกรรม และการรักษาวัฒนธรรม กฎหมาย และคุณภาพชีวิตของคนในประเทศมีความสำคัญไม่แพ้รายได้จากการท่องเที่ยว

 

ท้ายที่สุด แม้ประเทศไทยยังคงเปิดประตูต้อนรับผู้มาเยือนจากทั่วโลก แต่สารที่สังคมไทยกำลังส่งออกไปในเวลานี้ค่อนข้างชัดว่า การท่องเที่ยวยุคใหม่ต้องมาพร้อมความรับผิดชอบ ความเคารพต่อกฎหมาย และความเข้าใจในวัฒนธรรมท้องถิ่น เพราะประเทศไทยอาจยังเป็นจุดหมายปลายทางยอดนิยมของโลก แต่ไม่ใช่สนามเด็กเล่นของใครอีกต่อไป

 

ภาพ:Gumpanat/shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories