×

สิริพงศ์ ยันปี 70 ได้ใช้รถไฟฟ้า 17-45 บาทตลอดสาย คมนาคมชง เตรียม ครม.โอนทุกสายให้ รฟม. ดูแล สัปดาห์หน้า

โดย THE STANDARD TEAM
02.06.2026
  • LOADING...
สิริพงศ์

วันนี้ (2 มิถุนายน) ที่ทำเนียบรัฐบาล สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม กล่าวถึงวาระที่กระทรวงคมนาคมเสนอให้คณะรัฐมนตรีรับทราบหลักการโอนสิทธิ์บริหารจัดการรถไฟฟ้าทุกสีทุกสายมาอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของการรถไฟฟ้าขนส่งมวลชนแห่งประเทศไทย (รฟม.) ว่า วันนี้วาระดังกล่าวอาจเข้าสู่การพิจารณาไม่ทัน เนื่องจากการรับฟังความเห็นยังตอบกลับมาไม่ครบ ซึ่งยังไม่ทราบว่ามีหน่วยงานใดบ้าง คาดว่าจะสามารถพิจารณาวาระดังกล่าวได้ในสัปดาห์หน้า 

 

 
 

ส่วนเนื้อหาหลักของเรื่องนี้ สิริพงศ์ กล่าวว่า เป็นการยกเลิกมติของคณะรัฐมนตรีเก่า ในการทำอัตราค่าโดยสารใหม่ ตลอดสายเริ่มต้นจาก 17 บาท ไม่เกิน 45 บาท ทุกแพลตฟอร์มรวมกัน ซึ่งมติ ครม. เดิม ให้สำนักงานพัฒนารัฐบาลดิจิทัล เป็นหน่วยงานที่ทำระบบเคลียริ่งเฮาส์เบื้องหลัง ซึ่งเราคิดว่าระบบเคลียริ่งเฮาส์ ที่กระทรวงการคลังดำเนินการอยู่แล้ว โดยใช้ธนาคารกรุงไทยน่าจะมีความพร้อมอยู่ โดยได้มอบหมายให้กระทรวงการคลังไปดำเนินการเรื่องเคลียริ่งเฮาส์หลังบ้าน และยังมีเรื่องของการโอนสิทธิ์ โอนรายได้โอนหนี้สิน ของสายสีเขียว และสายสีทอง ให้กับรฟม. เพื่อให้สามารถดำเนินการ Single ownership (การถือกรรมสิทธิ์เดียว)

 

เมื่อถามว่าจะสามารถดำเนินการได้ทันเป็นของขวัญให้ประชาชนในปี 2570 หรือไม่ สิริพงศ์กล่าวว่า ทันแน่นอน เพราะตอนนี้เริ่มดำเนินการมาไกลพอสมควรแล้ว หัวใจสำคัญของโครงการนี้ มันต้องมีหัวอ่านอีเอ็มวี ซึ่งตอนนี้ รถไฟที่ยังไม่มี คือสายสีเขียว และสายสีทอง ส่วนสายอื่นๆมี ครบทั้งหมดแล้ว จึงต้องมีการดำเนินการเพิ่มเติม ให้รถไฟทั้ง 2 สายติดหัวอ่านอีเอ็มวี เพื่อดำเนินการ Single ownership ได้

 

เมื่อถามว่าจะมีการโอนกรรมสิทธิ์รถไฟฟ้าทุกสายเลยใช่หรือไม่ สิริพงศ์กล่าวว่า โอนทุกสายรวมถึงรถไฟฟ้าสายสีแดง เพื่อให้รถไฟฟ้าสายสีแดง อยู่ภายใต้การกำกับดูแลของรฟม. เวลาออกนโยบายต่างๆจะได้สามารถดำเนินการได้ และค่าแรกเข้าจะต้องไม่เก็บซ้ำซ้อนเก็บเพียงครั้งเดียว

 

เมื่อถามว่ารถไฟฟ้าบางสายที่ยังติดเรื่องสัมปทานอยู่ สิริพงศ์กล่าวว่าเดี๋ยวต้องไปดูกัน เพราะบางสายสัมปทานใกล้หมด อาจจะไม่ใช้วิธีการเจรจา แต่จะใช้วิธีการในการช่วยประชาชนโดยตรงมากกว่า

 
 

เตรียมเรียก สังคยานาคนขับต้องมีใบขับขี่สาธารณะ-ตรวจประวัติอาชญากรรม 

 

สิริพงศ์ อังคสกุลเกียรติ รัฐมนตรีช่วยว่าการกระทรวงคมนาคม ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีคนขับรถแอปพลิเคชันดัง ทำร้ายนักท่องเที่ยวชาวญี่ปุ่นว่า ประเด็นดังกล่าวเป็นสิ่งที่กระทรวงคมนาคมกำลังเร่งรัดในการดำเนินการ ซึ่งก่อนหน้านี้มีลักษณะของการก่อเหตุในหลายแอปพลิเคชัน แต่กรณีแอปพลิเคชันที่เป็นเหตุ มีเหตุเกิดขึ้นมากที่สุด สวมคมนาคมได้ให้มีการรายงานผลดำเนินการ และการเยียวยาผู้เสียหาย ภายใน 1 เดือนว่าผู้เสียหายมีความพึงพอใจหรือไม่ 

 

ขณะเดียวกันได้มีการแจ้งไปยังแอปพลิเคชันผู้ให้บริการทุกรายว่าต้องหยุดรับผู้ขับขี่ที่ไม่มีใบขับขี่สาธารณะทันทีเพื่อเป็นการปิดรูรั่ว เพราะปัญหาที่เกิดขึ้นในขณะนี้มีผู้ขับขี่เข้ามาสมัครง่ายเกินไป ซึ่งไม่มีการตรวจประวัติอาชญากรรม โดยคาดว่าจะมีการประชุมภายในสัปดาห์นี้ 

 

หลังจากนั้นจะไปดำเนินการในส่วนของระบบ ซึ่งกรมการขนส่งทางบกทั่วประเทศ ได้เพิ่มวันการให้บริการในการทำใบขับขี่สาธารณะ และเพิ่มช่องทางออนดีมานในกรณีที่แอปพลิเคชันสามารถรวบรวมผู้ขับขี่และจะมาทำใบขับขี่สาธารณะพร้อมกัน การให้โดยเปิดเป็นกรณีพิเศษ ในทุกจังหวัดทั่วประเทศ

 

สำหรับการตรวจประวัติอาชญากรรม กรมการขนส่งทางบกได้ร่วมกับสำนักงานตำรวจแห่งชาติ (สตช.) ในการตรวจประวัติอาชญากรรม ก่อนหน้านี้ใช้เวลาดำเนินการทำใบขับขี่อยู่ที่ 45 วัน แต่ตอนนี้ใช้เวลาเพียง 1 วันที่จะสามารถดำเนินการได้ทันที โดยการแจ้งก่อนว่าจะตรวจสอบประวัติอาชญากรรม โดย สตช.จะส่งข้อมูลประวัติอาชญากรรมเข้ามายังคลังข้อมูลให้กับผู้ขอ ซึ่งผู้ขอจะนำประวัติดังกล่าวไปยื่นขอใบขับขี่ได้ทันที 

 

ขณะที่การเยียวยานักท่องเที่ยวญี่ปุ่นนั้น สิริพงศ์ ระบุว่า เป็นเรื่องของแอปพลิเคชันที่ต้องดำเนินการในการดูแลเยียวยา ซึ่งเป็นเรื่องที่แอปพลิเคชันต้องรายงานกระทรวงคมนาคมทั้งหมด เพราะมีอีกหลายกรณีที่ต้องส่งให้กระทรวงคมนาคม พร้อมหลักฐานประกอบ

 

สั่ง ขบ เร่งแก้รถชัตเตอร์บัส รฟม วิ่งทับ 4 สายทางผู้ให้บริการเดิม

 

สิริพงศ์ กล่าวถึงกรณี รฟม. ทดลองวิ่ง รถบริการ MRTA SHUTTLE BUS  บริเวณรถไฟฟ้าสายสีม่วง วิ่งทับเส้นทาง รถสองแถว ทำให้ผู้ประกอบการรถสองแถวออกมาร้องเรียน ว่า  กรณีเป็นความเข้าใจที่คาดเคลื่อน เรื่องของชัตเตอร์บัส ที่เป็นฟีดเดอร์ ถือว่าเป็นเรื่องดีที่ให้บริการประชาชนกับการดำเนินการของเขาที่ดำเนินการมาเมื่อวานนี้ยังไม่ครบถ้วนตามกฎหมาย 

 

โดยปกติรถโดยสารที่วิ่งและเก็บค่าโดยสารจะต้องมีการขออนุญาตขอสายทาง เพื่อดูว่าไปทับซ้อนกับผู้ประกอบการรายเดิมหรือไม่ แต่จากข้อมูลที่ได้รับมา จับวิ่งไปทับอยู่ทั้งหมด 4 สายทาง จากผู้บริการสองแถวเดิม กรมขนส่งทางบกได้เร่งหาแนวทางแก้ไขอยู่  ซึ่งตนมองว่าสามารถคลี่คลายได้ เพราะว่าเป็นรถในลักษณะคนละแบบกัน เพียงแต่ต้องทำให้ครบถ้วนตามข้อกฎหมาย 

 

เมื่อถามว่าหลายคนกังวลว่าอาจจะเป็นลักษณะของมาเฟียหรือไม่ นายสิริพงศ์กล่าวว่า มี 2 ประเด็น คือ ประเด็นแรก เราทำให้ครบถ้วนตามกฏหมาย เพราะต้องมีหน่วยงานที่กำกับดูแล ถ้าไม่ดำเนินการหน่วยงานที่กำกับดูแลก็จะถูกดำเนินการข้อหาละเว้น เพราะมีข้อกฎหมายอยู่ เพื่อประโยชน์ของประชาชน และเพื่อให้ถูกต้องตามกฏหมาย  ประเด็นที่2 ถ้ามีลักษณะมาเฟีย ไม่ยอม ต้องไม่มีมาเฟียเกิดขึ้น ต้องทำให้ถูกตามกฎหมาย ต้องไม่มีลักษณะของการไปคุกคาม ทุกคนต้องอยู่ภายใต้กฎหมายเดียวกัน 

 

ส่วน การพูดคุยจะมีขึ้นเมื่อไร สิริพงศ์ กล่าวว่า  น่าจะได้ผลสรุปภายในหนึ่งถึงสองวันนี้ เมื่อวานนี้ให้กรมการขนส่งทางบก ลงพื้นที่ไปแล้ว ภายในวันสองวันนี้จะได้คำตอบที่ชัดเจนและให้เป็นแนวทางว่า เป็นรถประเภทเดียวกันก็จริง แต่เป็นรถคนละลักษณะ ประเภทหนึ่งเป็นรถสองแถว กับอีกประเภทหนึ่งเป็นชัตเตอร์บัสติดแอร์ ซึ่งรูปแบบการให้บริการ และค่าบริการก็ต่างกัน ทั้งหมดเป็นทางเลือกของผู้โดยสาร

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising