×

การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรกของโลกที่ไม่มั่นคง

02.06.2026
  • LOADING...
ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP

HIGHLIGHTS

  • ผู้บริหารสูงสุด UNDP มองว่า ‘การพัฒนา’ ไม่ใช่เพียงวาระเศรษฐกิจหรือสังคม แต่คือ ‘แนวป้องกันด่านแรก’ ของโลกที่กำลังเผชิญสงคราม วิกฤตพลังงาน ความไม่มั่นคงทางอาหาร และความเหลื่อมล้ำ
  • De Croo ชี้ว่า โลกกำลังเผชิญความย้อนแย้งสำคัญ: ความต้องการด้านการพัฒนาเพิ่มขึ้น แต่เงินทุนเพื่อการพัฒนากลับลดลง ขณะที่ต้นทุนของสงครามสูงกว่าต้นทุนที่จำเป็นต่อการป้องกันผู้คนจากความยากจนหลายเท่า
  • เขาเชื่อว่าโลกาภิวัตน์ไม่ได้ล่มสลาย แต่กำลังเปลี่ยนรูป จากระบบที่ขับเคลื่อนด้วยความได้เปรียบเชิงแข่งขัน ไปสู่โลกที่ประเทศและธุรกิจต้องคำนึงถึงความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น
  • สำหรับประเทศไทย บทสนทนานี้เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญที่ไทยกำลังเผชิญโจทย์เศรษฐกิจโตต่ำ การยกระดับผลิตภาพ ความเหลื่อมล้ำ climate risk และเส้นทางสู่การเข้าเป็นสมาชิก OECD
  • De Croo มองว่า AI ควรถูกใช้ในฐานะ ‘Augmented Intelligence’ หรือเครื่องมือขยายศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เพียงเทคโนโลยีแทนที่มนุษย์ และเตือนว่าการปฏิเสธ AI จะทำให้ประเทศยิ่งเสียโอกาส

ในช่วงเวลาที่โลกเต็มไปด้วยสงคราม วิกฤตพลังงาน ความไม่มั่นคงทางอาหาร การย้ายถิ่นฐาน ความเหลื่อมล้ำ และแรงสั่นสะเทือนจากเทคโนโลยี คำว่า ‘การพัฒนา’ อาจฟังดูเหมือนภาษานโยบายที่อยู่ไกลจากชีวิตประจำวัน

 

ประเด็นสำคัญ

 

 
 

แต่สำหรับ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุดของโครงการพัฒนาแห่งสหประชาชาติ หรือ UNDP การพัฒนาไม่ใช่เรื่องไกลตัว และไม่ใช่เพียงศัพท์ทางวิชาการ หากคือหัวใจของเสถียรภาพ ความมั่นคง เศรษฐกิจ และอนาคตของสังคม

 

“Development is the first line of defence.”

 

 

การพัฒนาคือแนวป้องกันด่านแรก

 

นี่คือหนึ่งในประโยคสำคัญที่สุดที่ De Croo กล่าวระหว่างการให้สัมภาษณ์พิเศษกับ THE STANDARD ในรายการ THE WORLD DIALOGUE

 

De Croo เดินทางมาเยือนไทยในโอกาสที่กรุงเทพมหานครได้รับรางวัล Gender Equality Seal ระดับ Gold จาก UNDP ซึ่งถือเป็นหมุดหมายสำคัญของการยกระดับมาตรฐานภาครัฐด้านความเท่าเทียมทางเพศ

 

นี่คือข่าวดีของกรุงเทพมหานคร เพราะสะท้อนว่าความเท่าเทียมทางเพศไม่ใช่เพียงคำประกาศเชิงสัญลักษณ์ แต่สามารถถูกแปลงเป็นมาตรฐานการบริหาร นโยบายเมือง การบริการสาธารณะ และการวัดผลเชิงสถาบันได้จริง

 

แต่ในอีกด้าน บทสนทนากับ De Croo พาเราไปไกลกว่าประเด็นรางวัล เพราะเบื้องหลังบทบาทของ UNDP ในวันนี้ คือโจทย์ใหญ่ของการพัฒนาในระดับโลก ท่ามกลางยุคที่ความร่วมมือพหุภาคี หรือ multilateralism กำลังถูกตั้งคำถาม งบประมาณด้านการพัฒนาในหลายประเทศลดลง ขณะที่ความต้องการด้านการพัฒนากลับเพิ่มขึ้นจากสงคราม วิกฤตพลังงาน ความมั่นคงทางอาหาร และความเหลื่อมล้ำที่ขยายตัว

 

ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP 1

 

สำหรับประเทศไทย บทสนทนานี้เกิดขึ้นในจังหวะสำคัญเช่นกัน

 

ไทยกำลังเผชิญโจทย์การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ต่ำกว่าศักยภาพ World Bank คาดว่าเศรษฐกิจไทยปี 2026 จะเติบโตเพียง 1.6% ก่อนขยับเป็นประมาณ 2.3% ในปี 2027 สะท้อนว่าโจทย์ของไทยไม่ใช่เพียงการฟื้นตัวระยะสั้น แต่คือการยกระดับผลิตภาพ การลงทุน และโมเดลการเติบโตใหม่

 

ขณะเดียวกัน ไทยกำลังเดินหน้ากระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD โดยการส่ง Initial Memorandum เมื่อเดือนธันวาคม 2025 ถือเป็นจุดเริ่มต้นของ technical phase ที่ไทยต้องประเมินความสอดคล้องของกฎหมาย นโยบาย และแนวปฏิบัติกับมาตรฐาน OECD

 

ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อของรูปแบบการพัฒนา จากประเทศที่เคยเติบโตด้วยแรงงาน การผลิต การท่องเที่ยว และการลงทุนแบบเดิม ไปสู่โจทย์ใหม่ที่ต้องพึ่งพาผลิตภาพ เทคโนโลยี ความยั่งยืน สถาบันที่มีคุณภาพ และความสามารถในการแข่งขันในโลกหลายขั้ว

 

คำถามสำคัญจึงไม่ใช่เพียงว่า “ไทยจะโตได้เท่าไร”

 

แต่คือ “ไทยจะพัฒนาอย่างไรให้คนรุ่นต่อไปมีอนาคตที่ดีกว่าวันนี้”

 

โลกยิ่งปั่นป่วน การพัฒนายิ่งสำคัญ

 

De Croo เริ่มต้นด้วยภาพใหญ่ของโลกที่เขามองเห็นจากบทบาทของ UNDP

 

“เรากำลังอยู่ในโลกที่เต็มไปด้วยความปั่นป่วน เห็นผลกระทบจากสงคราม เห็นผลกระทบจากความไม่มั่นคง และคนที่เปราะบางที่สุดคือคนที่รู้สึกถึงผลกระทบเหล่านี้ก่อน”

 

เขายกตัวอย่างการวิเคราะห์ของ UNDP ต่อผลกระทบจากสงครามในภูมิภาคอ่าวว่า เพียง 8 สัปดาห์ของความขัดแย้งสามารถผลักคนกว่า 30 ล้านคนกลับเข้าสู่ความยากจน

 

ผลกระทบดังกล่าวไม่ได้มาจากสงครามโดยตรงเท่านั้น แต่ยังมาจากราคาพลังงานที่เพิ่มขึ้น ระบบอาหารที่ติดขัด และปัญหาปุ๋ยที่ยังถูกขัดขวางในภูมิภาคอ่าว ซึ่งทั้งหมดส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปยังประเทศกำลังพัฒนาและครัวเรือนรายได้น้อยทั่วโลก

 

ในมุมของ De Croo ความต้องการด้านการพัฒนาในวันนี้สูงขึ้นกว่าเดิม แต่ในเวลาเดียวกัน เงินทุนสาธารณะสำหรับการพัฒนากลับลดลงในช่วงหลายปีที่ผ่านมา

 

นี่คือความย้อนแย้งของโลกปัจจุบัน: ความจำเป็นเพิ่มขึ้น แต่ทรัพยากรเพื่อรับมือกลับลดลง

 

อย่างไรก็ตาม เขาเห็นว่าโลกไม่สามารถลดความสำคัญของการพัฒนาได้ เพราะหากต้องการโลกที่มั่นคง ต้องการการค้า การลงทุน และต้องการยกระดับผู้คนออกจากความยากจน การลงทุนในการพัฒนาคือเงื่อนไขพื้นฐาน

 

“ถ้าคุณต้องการโลกที่มั่นคง และโลกที่มั่นคงคือเงื่อนไขพื้นฐานของการค้า การลงทุน และการยกระดับผู้คนออกจากความยากจน คุณจำเป็นต้องลงทุนในการพัฒนา”

 

นี่คือเหตุผลที่เขาเรียกการพัฒนาว่าเป็น ‘แนวป้องกันด่านแรก’ ไม่ใช่ในความหมายทางทหาร แต่ในความหมายของการป้องกันไม่ให้สังคมเปราะบางจนกลายเป็นวิกฤตเศรษฐกิจ สังคม การเมือง และความมั่นคง

 

โลกมีต้นทุนสงคราม แต่ยังลังเลกับต้นทุนการพัฒนา

 

ผู้บริหารสูงสุดของ UNDP เปรียบเทียบต้นทุนสงครามกับต้นทุนการป้องกันความยากจน

 

เขาประเมินว่าเงินประมาณ 6 พันล้านดอลลาร์สหรัฐจำเป็นต่อการป้องกันไม่ให้หลายประเทศถูกผลักเข้าสู่ความยากจนเชิงโครงสร้าง

 

ตัวเลขนี้ฟังดูสูง แต่ De Croo เปรียบเทียบว่า ต้นทุนของสงครามอยู่ที่ประมาณ 9 พันล้านดอลลาร์สหรัฐต่อสัปดาห์

 

“เงินที่จำเป็นในการป้องกันไม่ให้ประเทศต่างๆ ถูกผลักกลับสู่ความยากจน มีมูลค่าเพียงมากกว่าต้นทุนสงครามครึ่งสัปดาห์เล็กน้อยเท่านั้น”

 

ประโยคนี้สะท้อนความย้อนแย้งของโลกอย่างชัดเจน… โลกมีทรัพยากรมากพอสำหรับสงคราม แต่กลับลังเลเมื่อต้องลงทุนเพื่อป้องกันความยากจน

 

สำหรับ UNDP การพัฒนาไม่ใช่เรื่อง Charity หรือความช่วยเหลือเพื่อมนุษยธรรมเท่านั้น แต่คือการลงทุนเพื่อป้องกันความเปราะบางไม่ให้ลุกลามเป็นวิกฤตที่ใหญ่กว่าเดิม

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้ตาย แต่กำลังเปลี่ยนรูปแบบ

 

ในยุคที่หลายคนบอกว่าโลกาภิวัตน์ล่มสลายแล้ว และความร่วมมือระหว่างประเทศกำลังเสื่อมถอย De Croo ไม่เห็นด้วยทั้งหมด

 

“ผมไม่มั่นใจว่าโลกาภิวัตน์ล่มสลายแล้ว”

 

เขาอธิบายว่า ตลอดหลายทศวรรษที่ผ่านมา การค้าโลกเติบโตขึ้นอย่างมหาศาล และเขาเชื่อว่าการค้าโลกจะยังเติบโตต่อไป เพียงแต่จะถูกจัดรูปแบบใหม่

 

ในอดีต การค้าระหว่างประเทศถูกจัดวางบนฐานของความได้เปรียบเชิงแข่งขัน แต่ต่อจากนี้ ประเทศและธุรกิจจะไม่ได้มองเฉพาะต้นทุนหรือประสิทธิภาพเท่านั้น หากจะมองความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ควบคู่ไปด้วย

 

ประเทศและธุรกิจจะพยายามลดการพึ่งพาที่มากเกินไป และสร้างความสัมพันธ์ทางการค้าที่ไม่ทำให้ตนตกอยู่ในความเปราะบาง

 

โลกาภิวัตน์ไม่ได้หายไป แต่กำลังกลายเป็นโลกาภิวัตน์ที่ระมัดระวังมากขึ้น แตกเป็นกลุ่มมากขึ้น และอ่อนไหวต่อภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น

 

นี่คือบริบทสำคัญสำหรับประเทศไทย เพราะเศรษฐกิจไทยพึ่งพาการค้า การลงทุน การท่องเที่ยว และห่วงโซ่อุปทานโลกอย่างลึกซึ้ง ในโลกที่การตัดสินใจทางธุรกิจไม่ได้ขึ้นกับต้นทุนเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป แต่ขึ้นกับความเสี่ยง ความน่าเชื่อถือ ความต่อเนื่องของนโยบาย และคุณภาพของสถาบัน ไทยจึงต้องแข่งขันด้วยมากกว่าค่าแรงหรือทำเลที่ตั้ง

 

พหุภาคีนิยมยังจำเป็น แต่ต้องพิสูจน์ผลลัพธ์

 

เมื่อถามว่า De Croo ยังเชื่อในพหุภาคีนิยมหรือไม่ คำตอบของเขาชัดเจน

 

“ไม่มีประเทศใดในโลก แม้แต่ประเทศที่ทรงอำนาจที่สุด ที่จะพูดได้ว่า ‘ฉันทำได้ด้วยตัวเอง’”

 

สำหรับเขา ความท้าทายใหญ่ของโลก ไม่ว่าจะเป็นการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ การจัดการการย้ายถิ่นฐาน การปราบปรามการค้ายาเสพติดผิดกฎหมาย หรือการต่อสู้กับแนวคิดสุดโต่ง ล้วนไม่มีประเทศใดแก้ไขได้เพียงลำพัง

 

แต่ De Croo ไม่ได้ปฏิเสธเสียงวิจารณ์ต่อระบบพหุภาคี เขายอมรับว่าองค์กรระหว่างประเทศจำเป็นต้องทำงานเร็วขึ้น มีประสิทธิภาพมากขึ้น และอยู่ใกล้ปัญหามากขึ้น

 

ด้วยประสบการณ์ของอดีตผู้นำรัฐบาลยุโรปที่เคยอยู่ทั้งในสนามการเมืองภายในประเทศและเวทีระหว่างประเทศ De Croo มองว่าความท้าทายของสถาบันต่างๆ ในวันนี้ ไม่ว่าจะเป็นรัฐบาล ประชาธิปไตย หรือองค์กรระหว่างประเทศ คือการพิสูจน์ให้ประชาชนเห็นว่า ‘ระบบ’ ยังสามารถแก้ปัญหาได้จริง

 

หัวใจของเรื่องนี้คือ ‘ความไว้วางใจ’

 

‘Relevance comes from trust. And trust you gain by achieving results.’ หรือแปลเป็นไทยได้ว่า ความสำคัญเกิดจากความไว้วางใจ และความไว้วางใจเกิดจากการสร้างผลลัพธ์ให้ได้จริง

 

สำหรับ De Croo สถาบันใดจะยังมีความหมายในโลกปัจจุบันหรือไม่ ขึ้นอยู่กับว่าสถาบันนั้นสามารถแก้ปัญหาให้ประชาชนได้จริงหรือไม่

 

เขายกตัวอย่างประชาธิปไตยว่า โดยทั่วไปผู้คนยังมองประชาธิปไตยในแง่บวก แต่หากประชาธิปไตยไม่สามารถแก้ปัญหาให้พวกเขาได้ พวกเขาก็จะมองหาทางเลือกอื่น

 

De Croo ไม่ได้วิจารณ์ประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นคำเตือนเชิงสถาบันต่อโลกทั้งใบว่า ความชอบธรรมของระบบใดๆ ไม่ได้เกิดจากคำประกาศหรือสถานะเดิม หากเกิดจากความสามารถในการแก้ปัญหาจริงให้ประชาชน

 

ไทยต้องยกระดับจากการเติบโต ไปสู่การพัฒนาที่มีคุณภาพ

 

เมื่อมองมายังประเทศไทย De Croo ชี้ว่าไทยเป็นหนึ่งในตัวอย่างของประเทศที่สะท้อนพลังของการพัฒนา

 

เขากล่าวว่า โลกกำลังเคลื่อนจากระบบที่มีมหาอำนาจไม่กี่ประเทศ ไปสู่โลกที่มีประเทศขนาดกลางหลายประเทศเข้ามามีบทบาทมากขึ้น

 

ในโลกแบบนี้ ไทยมีศักยภาพที่จะเป็นหนึ่งในประเทศขนาดกลางที่มีบทบาททางภูมิรัฐศาสตร์มากขึ้น บนฐานของความสำเร็จทางเศรษฐกิจและการพัฒนาที่ผ่านมา

 

‘การพัฒนาไม่ใช่แค่คำทางวิชาการ’ เขากล่าว

 

สำหรับ De Croo การพัฒนาหมายถึงการที่ผู้คนจำนวนมากขึ้นมีชีวิตที่มั่งคั่งขึ้น และเชื่อได้ว่าลูกหลานของพวกเขาจะมีชีวิตที่ดีกว่ารุ่นของตนเอง

 

นี่คือหัวใจของการพัฒนาในความหมายที่เรียบง่ายที่สุด แต่ทรงพลังที่สุด: คนรุ่นต่อไปต้องมีชีวิตที่ดีกว่าคนรุ่นก่อน

 

สำหรับไทย คำถามจึงไม่ใช่เพียงว่าเศรษฐกิจจะโตเท่าไรในปีหน้า แต่คือไทยจะสร้างโมเดลการพัฒนาแบบใดที่จะทำให้การเติบโตนำไปสู่คุณภาพชีวิต โอกาสทางเศรษฐกิจ งานที่มีคุณภาพ ความเท่าเทียม และความเชื่อมั่นในอนาคตของคนรุ่นใหม่

 

ภาพ Alexander De Croo อดีตนายกรัฐมนตรีเบลเยียม และผู้บริหารสูงสุด UNDP 2

 

OECD ไม่ใช่แค่สถานะ แต่คือแรงผลักให้ปฏิรูป

 

ไทยตั้งเป้าเข้าเป็นสมาชิก OECD ภายในปี 2028 ซึ่ง De Croo มองว่าเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน แต่เป็นความทะเยอทะยานที่มีประโยชน์

 

“ผมเป็นแฟนของเป้าหมายที่ทะเยอทะยาน เพราะเป้าหมายแบบนี้ทำให้สิ่งต่างๆ ขยับ”

 

อย่างไรก็ตาม เส้นทางนี้ต้องมาพร้อมการปฏิรูปจำนวนมาก ไม่ว่าจะเป็นกฎหมายจัดซื้อจัดจ้าง การเปิดเสรีตลาดพลังงาน และตลาดสาธารณูปโภคอื่นๆ

 

De Croo กล่าวว่า UNDP มีประสบการณ์ทำงานกับหลายประเทศทั่วโลกในเส้นทางสู่การเป็นสมาชิก OECD และกำลังทำงานร่วมกับหน่วยงานไทยในกระบวนการนี้

 

แต่เขาย้ำว่า OECD ไม่ใช่เพียงเรื่องเทคนิคหรือสถานะสมาชิก หากเป็นส่วนหนึ่งของการวางตำแหน่งประเทศไทยในภูมิภาค

 

กระบวนการเข้าเป็นสมาชิก OECD จึงไม่ใช่แค่ ‘ใบรับรอง’ ว่าไทยมีมาตรฐานสากล แต่เป็นแรงผลักให้ไทยทบทวนคุณภาพของสถาบัน กติกา และระบบเศรษฐกิจของตัวเอง เพื่อก้าวพ้นกับดักเดิมและสร้างความสามารถในการแข่งขันระยะยาว

 

AI ต้องเป็นเครื่องมือขยายศักยภาพมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

 

หนึ่งในประเด็นที่ De Croo พูดอย่างมีพลังคือเรื่อง AI

 

สำหรับเขา AI ไม่ควรถูกมองเป็นเพียง ‘Artificial Intelligence’ หรือปัญญาประดิษฐ์ แต่ควรถูกมองเป็น ‘Augmented Intelligence’ หรือปัญญาที่ช่วยขยายศักยภาพของมนุษย์

 

เขาอธิบายว่า AI เป็นเครื่องมือที่ทรงพลังอย่างยิ่งในการทำให้มนุษย์มีความสามารถมากขึ้น ไม่ใช่เพียงแทนที่มนุษย์

 

ในหลายประเทศเปราะบาง UNDP เริ่มใช้ AI ในระบบสาธารณสุข โดยเฉพาะในพื้นที่ที่มีบุคลากรการแพทย์ด่านหน้า เช่น พยาบาลจำนวนมาก แต่ไม่มีแพทย์เพียงพอ AI สามารถช่วยเพิ่มขีดความสามารถของพยาบาล ช่วยคัดกรองว่าเคสใดจำเป็นต้องพบแพทย์ และเคสใดสามารถดูแลได้ในระดับเบื้องต้น

 

สำหรับประเทศไทย De Croo มองว่า AI สามารถช่วยยกระดับบริการภาครัฐได้อย่างมาก โดยเฉพาะในประเทศที่ประชาชนยังต้องการบริการสาธารณะที่มีคุณภาพและเข้าถึงง่ายขึ้น

 

แต่เขาเตือนว่า การใช้ AI ต้องมาพร้อมกติกา ต้องเคารพความเป็นส่วนตัวของประชาชน และต้องมีระบบกำกับดูแลเพื่อให้ AI ถูกใช้ในทางบวก

 

ประเด็นนี้สอดคล้องกับ Human Development Report 2025 ของ UNDP ที่ชี้ว่าอนาคตของการพัฒนาในยุค AI ไม่ได้ขึ้นอยู่กับว่า AI ทำอะไรได้มากเพียงใด แต่อยู่ที่มนุษย์และสังคมจะเลือกใช้ AI เพื่อขยายโอกาส สร้างทางเลือกใหม่ และทำให้ผู้คนมีชีวิตที่มีคุณค่าได้อย่างไร

 

เมื่อถามว่า ไทยซึ่งมีอัตราการเติบโตทางเศรษฐกิจต่ำเมื่อเทียบกับหลายประเทศในอาเซียน ควรมอง AI เป็นปัจจัยชี้เป็นชี้ตายหรือไม่ De Croo ตอบอย่างตรงไปตรงมา

 

“ถ้าคุณบอกว่าจะไม่ใช้ AI สถานการณ์ก็จะยิ่งแย่ลง”

 

สำหรับเขา การปฏิเสธเทคโนโลยีไม่ใช่ทางออก การโอบรับเทคโนโลยีคือหนึ่งในหนทางเพิ่มการเติบโตทางเศรษฐกิจ

 

แต่การเติบโตต้องไม่หยุดอยู่แค่ตัวเลข GDP สิ่งสำคัญคือการเติบโตต้องแปลเป็นคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้นของประชาชน และต้องนำไปสู่การจ้างงาน โดยเฉพาะสำหรับคนรุ่นใหม่

 

การเติบโตที่ดีต้องสร้างงาน ไม่ใช่สร้างแค่ตัวเลข

 

De Croo ย้ำว่า การเติบโตทางเศรษฐกิจที่ดีต้องเป็น Inclusive Economic Growth หรือการเติบโตที่ทั่วถึง

 

วิธีหนึ่งที่สำคัญที่สุดคือการสร้างงาน

 

เขาชี้ว่า ภาคการท่องเที่ยว สาธารณสุข การก่อสร้าง และอีกหลายอุตสาหกรรม เป็นภาคเศรษฐกิจที่ใช้แรงงานเข้มข้น และสามารถสร้างงานได้มาก

 

สำหรับประเทศที่มีคนรุ่นใหม่จำนวนมาก รัฐบาลต้องเลือกทิศทางการลงทุนที่ทำให้เกิดงาน ไม่ใช่เพียงสร้างการเติบโตในเชิงตัวเลข

 

นี่คือโจทย์สำคัญของไทยในวันที่ประเทศเผชิญทั้งการเติบโตต่ำ ความเหลื่อมล้ำสูง และความไม่มั่นใจของคนรุ่นใหม่ต่ออนาคต

 

คำถามใหญ่จึงไม่ใช่แค่ไทยจะโตได้กี่เปอร์เซ็นต์ แต่คือการเติบโตนั้นจะสร้างงานแบบใด จะสร้างโอกาสให้ใคร และจะทำให้คนรุ่นใหม่เชื่อในอนาคตของประเทศได้มากเพียงใด

 

Climate Resilience คือวาระเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

 

เมื่อถามถึงความเปราะบางของไทยต่อความเสี่ยงจากการเปลี่ยนแปลงสภาพภูมิอากาศ De Croo ตอบว่า climate resilience หรือความสามารถในการรับมือกับสภาพภูมิอากาศ เป็นทั้งประเด็นสิ่งแวดล้อมและประเด็นเศรษฐกิจ

 

“มันเป็นทั้งสองอย่าง”

 

เขากล่าวว่า โลกมีเป้าหมายภายใต้ Paris Agreement ซึ่งเป็นความรับผิดชอบร่วมกันของทุกประเทศ แต่ในขณะเดียวกัน การลงทุนด้านการปรับตัวต่อสภาพภูมิอากาศจำนวนมากก็เป็นการลงทุนที่สมเหตุสมผลทางเศรษฐกิจ

 

De Croo ยังชี้ว่า เทคโนโลยีทำให้สมการพลังงานเปลี่ยนไปอย่างมากในปัจจุบัน เพราะการผสมผสานระหว่างโซลาร์เซลล์และแบตเตอรี่มีต้นทุนถูกกว่าฟอสซิลแล้วในหลายกรณี

 

จากมุมมองทางเศรษฐกิจ พลังงานสะอาดจึงสมเหตุสมผลมากขึ้น

 

จากมุมมองทางภูมิรัฐศาสตร์ ก็สมเหตุสมผลเช่นกัน เพราะพลังงานแสงอาทิตย์และแบตเตอรี่ไม่ต้องเผชิญความผันผวนและการพึ่งพิงแบบเดียวกับเชื้อเพลิงฟอสซิล

 

“วันนี้การลงทุนในพลังงานยั่งยืนมีเหตุผลทางเศรษฐกิจรองรับ และยังมีเหตุผลทางภูมิรัฐศาสตร์รองรับด้วย”

 

สำหรับไทย การเปลี่ยนผ่านพลังงานจึงไม่ใช่เพียงวาระสีเขียว แต่เป็นวาระความสามารถในการแข่งขัน ความมั่นคงทางเศรษฐกิจ และการวางตำแหน่งประเทศในห่วงโซ่อุปทานโลกใหม่

 

Gender Equality ส่งผลให้เกิดเศรษฐกิจที่ดี

 

De Croo เชื่อมโยงประเด็น Gender Equality Seal ของกรุงเทพมหานครเข้ากับเศรษฐกิจอย่างชัดเจน

 

เขากล่าวว่า เศรษฐกิจที่ดีต้องมีมุมมองเรื่องความเท่าเทียม โดยเฉพาะความเท่าเทียมทางเพศ

 

หากประเทศต้องการใช้ศักยภาพของคนทั้งหมด ความเท่าเทียมทางเพศคือหนึ่งในสิ่งที่ดีที่สุดที่ประเทศควรทำ

 

ในมุมนี้ รางวัลของกรุงเทพมหานครจึงไม่ใช่เพียงรางวัลด้านสังคมหรือสิทธิมนุษยชน แต่เป็นสัญญาณว่าการบริหารเมืองยุคใหม่ต้องมองประชาชนทุกกลุ่ม ต้องมีข้อมูล ต้องวัดผล และต้องทำให้นโยบายตอบโจทย์ชีวิตจริง

 

สำหรับประเทศไทยที่กำลังมองหาโมเดลการเติบโตใหม่ การใช้ศักยภาพของประชากรทุกกลุ่มอย่างเต็มที่ ไม่ว่าจะเป็นผู้หญิง คนรุ่นใหม่ ผู้สูงอายุ หรือกลุ่มเปราะบาง จึงไม่ใช่เพียงวาระทางสังคม แต่เป็นวาระทางเศรษฐกิจ

 

การพัฒนาต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

 

หนึ่งในคำตอบที่สำคัญของ De Croo คือเมื่อถามถึงบทบาทของภาคเอกชนและภาคธุรกิจในการผลักดันประเทศไปข้างหน้า

 

เขาตอบว่า อนาคตของประเทศไม่เคยถูกกำหนดโดยนักการเมืองเท่านั้น

 

“ผมเองเป็นอดีตนักการเมือง แต่ผมอยากบอกว่า กรุณาอย่าปล่อยให้การถกเถียงเรื่องอนาคตของประเทศอยู่ในมือของนักการเมืองเท่านั้น”

 

ประโยคนี้ไม่ได้เป็นการแสดงจุดยืนทางการเมืองต่อประเทศใดประเทศหนึ่ง แต่เป็นการชี้ให้เห็นว่า การพัฒนาในโลกปัจจุบันต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

 

นักการเมืองมีบทบาท ภาครัฐมีบทบาท ภาคเอกชนมีบทบาท ภาคประชาสังคมมีบทบาท และสถาบันการศึกษาก็มีบทบาท

 

เขาส่งสารถึงผู้นำธุรกิจว่า หากคุณเป็นผู้นำธุรกิจ หรือเป็นส่วนหนึ่งของภาคธุรกิจ คุณควรเข้าร่วมการถกเถียงสาธารณะ เพราะคุณต้องเป็นส่วนหนึ่งของทั้งการตั้งคำถามและการหาทางออก

 

นี่คือประเด็นสำคัญสำหรับไทยในเวลานี้

 

ในประเทศที่ต้องการยกระดับศักยภาพการเติบโต ต้องการปรับตัวต่อ AI ต้องการรับมือ Climate Risk และต้องการสร้างความสามารถในการแข่งขันใหม่ การพัฒนาไม่สามารถเป็นภาระของภาครัฐฝ่ายเดียวได้อีกต่อไป

 

ผู้ประกอบการ ธุรกิจ สื่อ มหาวิทยาลัย เมือง ภาคประชาสังคม และคนรุ่นใหม่ ต้องเข้ามาเป็นเจ้าของอนาคตร่วมกัน

 

ข้อความถึงคนรุ่นใหม่ไทย: อนาคตไม่ได้เกิดจากการรอ

 

ในช่วงท้ายของการสนทนา THE STANDARD ถาม De Croo ถึงคนรุ่นใหม่ไทยที่อาจรู้สึกหมดหวังกับอนาคตของประเทศ ทั้งจากโอกาสการทำงานที่ไม่สดใส เศรษฐกิจที่เติบโตต่ำ และความรู้สึกว่าอนาคตอาจอยู่ต่างประเทศมากกว่าในบ้านเกิด

 

De Croo เริ่มต้นอย่างถ่อมตัวว่า “ผมเป็นใครที่จะให้คำแนะนำคนรุ่นใหม่”

 

แต่จากนั้นเขาให้คำตอบที่ชัดเจน

 

“อนาคตของประเทศไม่ได้ถูกสร้างโดยชนชั้นการเมืองเท่านั้น อนาคตของประเทศถูกสร้างโดยคนรุ่นใหม่ที่ทะเยอทะยาน อยากเป็นผู้ประกอบการ อยากทำงานในภาคสังคม และมีความหิวกระหายที่จะสร้างประเทศของตัวเอง”

 

เขาบอกว่า คนรุ่นใหม่มีสิทธิเลือกว่าจะสร้างสังคมจากในประเทศของตัวเอง หรือจากที่อื่น แต่สิ่งสำคัญคือ การสร้างสังคมสามารถทำได้จากหลายมุม

 

ในโลกวันนี้ การเข้าถึงเทคโนโลยีง่ายกว่าที่เคย การเข้าถึงทุนก็ง่ายกว่าที่เคย

 

“องค์ประกอบทั้งหมดมีอยู่แล้ว ไม่มีเหตุผลที่คุณจะไม่เป็นผู้มีส่วนร่วมในการสร้างอนาคตของสังคม”

 

นี่อาจเป็นข้อความสำคัญสำหรับคนรุ่นใหม่ไทยในเวลานี้

 

ไม่ใช่ข้อความปลอบใจว่า ทุกอย่างจะดีขึ้นเอง
แต่เป็นการชี้ว่า อนาคตไม่ได้เกิดจากการรอ
และประเทศไม่ได้เปลี่ยนเพราะใครคนใดคนหนึ่ง

 

ประเทศเปลี่ยนเมื่อคนจำนวนมากตัดสินใจไม่ยอมเป็นเพียงผู้ชม

 

เพราะโลกไม่สงบ เราจึงยิ่งต้องพัฒนา

 

บทสนทนากับ Alexander De Croo สะท้อนว่า การพัฒนาในศตวรรษที่ 21 ไม่สามารถถูกแยกออกเป็นเรื่องเฉพาะของนักพัฒนา นักเศรษฐศาสตร์ หรือองค์กรระหว่างประเทศได้อีกต่อไป

 

การพัฒนาคือเรื่องความมั่นคง เพราะความยากจน ความเหลื่อมล้ำ และความไม่มั่นคงทางเศรษฐกิจสามารถกลายเป็นแรงสั่นสะเทือนทางสังคมและการเมือง

 

การพัฒนาคือเรื่องเศรษฐกิจ เพราะประเทศที่ไม่ลงทุนในคน เทคโนโลยี ความเท่าเทียม และพลังงานสะอาด จะเสียความสามารถในการแข่งขัน

 

การพัฒนาคือเรื่องภูมิรัฐศาสตร์ เพราะประเทศขนาดกลางอย่างไทยต้องเข้าใจบทบาทของตัวเองในโลกที่มีหลายขั้วอำนาจ

 

และการพัฒนาคือเรื่องศักดิ์ศรีของมนุษย์ เพราะเป้าหมายสุดท้ายไม่ใช่เพียงตัวเลขการเติบโต แต่คือชีวิตที่ดีขึ้นของผู้คน และความหวังว่าลูกหลานจะมีอนาคตที่ดีกว่าเรา

 

ในโลกที่ความร่วมมือพหุภาคีกำลังถูกตั้งคำถาม De Croo ยังยืนยันว่า ไม่มีประเทศใดอยู่รอดได้เพียงลำพัง

 

ในโลกที่เทคโนโลยีเปลี่ยนเร็ว เขาเห็นว่า AI ต้องถูกใช้เพื่อขยายศักยภาพของมนุษย์ ไม่ใช่เพิ่มความเหลื่อมล้ำ

 

ในโลกที่ภูมิอากาศกลายเป็นความเสี่ยงทางเศรษฐกิจ เขามองว่าการลงทุนในพลังงานยั่งยืนมีทั้งเหตุผลทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์

 

และในประเทศที่กำลังมองหาอนาคตใหม่ เขาย้ำว่า การพัฒนาต้องเป็นวาระของทั้งสังคม

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising