×

American Dream ไม่ใช่การได้อยู่ในสหรัฐฯ อีกต่อไป คนแห่ย้ายออกมากเป็นประวัติการณ์ ใช้เงินเดือนสูงไปซื้อชีวิตที่ดีกว่าในต่างแดน ด้วยราคาที่ถูกกว่า

31.05.2026
  • LOADING...
ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก

HIGHLIGHTS

  • ในปีที่สหรัฐฯ ครบรอบ 250 ปี ข้อมูลจาก Brookings Institution ระบุว่าปี 2025 เป็นครั้งแรกในรอบอย่างน้อย 50 ปีที่มีคนย้ายออกนอกประเทศมากกว่าย้ายเข้า โดยมีชาวอเมริกันย้ายออกโดยสมัครใจราว 2.1-4.05 แสนคน ซึ่งถือเป็นจำนวนที่สูงเป็นประวัติการณ์
  • ทิศทางการย้ายออกเห็นชัดที่สุดในยุโรป จำนวนชาวอเมริกันในโปรตุเกสเพิ่มขึ้นกว่า 500% นับตั้งแต่ยุคโควิด-19 และในปี 2025 มีชาวอเมริกันย้ายไปเยอรมนีมากกว่าชาวเยอรมันที่ย้ายมาอเมริกา ขณะที่คำขอสละสัญชาติอเมริกันในปี 2024 ก็เพิ่มขึ้น 48%
  • เหตุผลเบื้องหลังผสมปนเปกันทั้งค่าครองชีพ ความปลอดภัย และการเมือง ผลสำรวจ Expatsi พบว่า 89% ของผู้สนใจย้ายออกระบุเหตุผลทางการเมือง ส่วนผลสำรวจ Gallup พบว่าสัดส่วนชาวอเมริกันที่อยากย้ายออกเพิ่มจาก 1 ใน 10 ในปี 2008 เป็น 1 ใน 5 ในปัจจุบัน
  • ปรากฏการณ์นี้กลายเป็นการแลกเปลี่ยนที่ลงตัวทั้งสองฝ่าย อเมริกามีเงินเดือนสูง ส่วนยุโรปมีค่าครองชีพต่ำและต้องการแรงงานพร้อมรายได้มาพยุงระบบบำนาญ จนเกิดอุตสาหกรรมใหม่อย่างบริษัทรับจัดการย้ายถิ่นที่แบ่งกลุ่มลูกค้าเฉพาะเจาะจง ทั้งกลุ่มมีฐานะ กลุ่มผู้หญิง และกลุ่มชาวอเมริกันผิวดำ
  • คำถามสำคัญที่ตามมาคือ การจากไปของพลเมืองกลุ่มนี้สะท้อนความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของอเมริกาที่ทำให้คนมีกำลังไปเริ่มต้นใหม่ในต่างแดน หรือสะท้อนความศรัทธาที่ลดลงต่ออนาคตของประเทศกันแน่

 

ในปีที่สหรัฐอเมริกาก้าวสู่วาระครบรอบ 250 ปี คำถามหนึ่งกำลังก่อตัวขึ้นเงียบๆ ดินแดนที่เคยเป็น ‘ปลายทางในฝัน’ ของผู้อพยพจากทั่วโลก กำลังกลายเป็นประเทศที่ผู้คนพากันอพยพออกเสียเองหรือไม่?

 

 
 

เมื่อปี 2025 สหรัฐฯ เผชิญสิ่งที่ไม่เคยเกิดขึ้นอย่างชัดเจนมาตั้งแต่ยุคเศรษฐกิจตกต่ำครั้งใหญ่นั่นคือมีคนย้ายออกนอกประเทศมากกว่าคนที่ย้ายเข้ามา รัฐบาลของประธานาธิบดี โดนัลด์ ทรัมป์มองว่านี่คือความสำเร็จของนโยบายเร่งเนรเทศและจำกัดวีซ่าใหม่ แต่ภายใต้ภาพการปราบปรามผู้อพยพที่เป็นข่าวใหญ่ กลับมีความเปลี่ยนแปลงอีกด้านที่ถูกพูดถึงน้อยกว่าซ่อนอยู่

 

นั่นคือพลเมืองอเมริกันเองที่กำลังทยอยเก็บกระเป๋าจากบ้านเกิด ไปตั้งรกรากในดินแดนที่พวกเขามองว่าค่าครองชีพจับต้องได้และปลอดภัยกว่า จนกลายเป็นชุมชนชาวอเมริกันพลัดถิ่นนับล้านที่กระจายตัวไปเรียนหนังสือ ทำงานทางไกล และใช้ชีวิตหลังเกษียณอยู่ทั่วโลก

 

เพราะสำหรับพลเมืองบางส่วน ‘ความฝันแบบอเมริกัน (American Dream)’ อาจไม่ใช่การได้อยู่ในอเมริกาอีกต่อไป

 

ครั้งแรกในรอบกว่า 50 ปี ที่อเมริกามีคนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้า

 

เรื่องราวของ เจสซี เดอร์ วัย 41 ปี และภรรยา เจสส์ ยีสตัดต์ วัย 45 ปี เป็นตัวอย่างที่เห็นภาพได้ดี สุดสัปดาห์หนึ่ง ทั้งคู่ขับรถจากบ้านในฟีนิกซ์ไกลถึง 5 ชั่วโมงไปยังโรงแรมแห่งหนึ่งในซานดิเอโก ไม่ใช่เพื่อพักผ่อน แต่เพื่อไปเรียนรู้วิธีย้ายไปเริ่มต้นชีวิตใหม่ที่เม็กซิโก

 

จากบทความของ The Wall Street Journal นับตั้งแต่ยุคของประธานาธิบดี ดไวต์ ดี. ไอเซนฮาวร์ เป็นต้นมา สหรัฐฯ ไม่ได้เก็บสถิติจำนวนพลเมืองที่ย้ายออกนอกประเทศอย่างครอบคลุมอีกเลย แต่ข้อมูลใบอนุญาตพำนัก, การซื้อบ้านของชาวต่างชาติ, การลงทะเบียนเรียน และตัวชี้วัดอื่นๆ จากกว่า 50 ประเทศ กลับบอกตรงกันว่าชาวอเมริกันกำลังตัดสินใจย้ายออกด้วยตัวเองในระดับที่ไม่เคยมีมาก่อน

 

ที่น่าสนใจไม่แพ้กันคือสิทธิพิเศษที่หลายประเทศหยิบยื่นให้ ในการประชุมทางไกลที่จัดโดย Expatsi บริษัทรับจัดการย้ายถิ่น มีชาวอเมริกันเกือบ 400 คนลงทะเบียนเพื่อเรียนรู้วิธีย้ายไปแอลเบเนีย อดีตรัฐคอมมิวนิสต์แห่งนี้ถึงขั้นเสนอวีซ่าพิเศษที่ให้พลเมืองสหรัฐฯ เข้าไปอยู่อาศัยและทำงานได้ โดยไม่เก็บภาษีจากรายได้ต่างประเทศนานถึง 1 ปี แบบไม่ต้องตอบคำถามใดๆ

 

ขณะที่นักศึกษารุ่นใหม่กว่า 1 แสนคนเลือกลงทะเบียนเรียนในต่างประเทศเพื่อปริญญาที่ราคาเบากระเป๋ากว่า ส่วนตามแนวชายแดนเม็กซิโก ก็มีบ้านพักคนชราผุดขึ้นเป็นดอกเห็ด รองรับผู้สูงอายุชาวอเมริกันที่ข้ามมารับการดูแลในราคาที่จ่ายไหว

 

ข้อมูลจากสถาบันวิจัย Brookings Institution ระบุว่า ในปี 2025 จำนวนคนที่ย้ายออกจากสหรัฐฯ มากกว่าคนที่ย้ายเข้าเป็นครั้งแรกในรอบอย่างน้อย 50 ปี โดยตัวเลขผู้ย้ายออกโดยสมัครใจคาดว่าจะอยู่ที่ราว 2.1-4.05 แสนคน ซึ่ง Brookings ระบุว่าตัวเลขจริงอาจมากหรือน้อยกว่านี้ เพราะข้อมูลทางการของสหรัฐฯ ยังเก็บจำนวนผู้ย้ายออกได้ไม่ครบถ้วน

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 1

ภาพ :Brian Logan Photography / Shutterstock

 

ขณะเดียวกัน ยอดการย้ายเข้าสหรัฐฯ ในปี 2025 อยู่ที่ราว 2.6-2.7 ล้านคน ลดลงจากจุดสูงสุดที่เกือบ 6 ล้านคนในปี 2023 ส่วนข้อมูลจากกระทรวงความมั่นคงแห่งมาตุภูมิระบุว่า ในปีดังกล่าวมีการเนรเทศ 6.75 แสนราย และมีผู้อพยพที่ตัดสินใจเดินทางออกจากประเทศเองโดยไม่รอให้ทางการเนรเทศ (self-deportation) อีก 2.2 ล้านราย

 

ปรากฏการณ์นี้ถูกตั้งฉายาโดยนักวิจารณ์บางส่วนว่า ‘Donald Dash’ เพราะตัวเลขพุ่งสูงขึ้นในสมัยที่ 2 ของทรัมป์ แต่จริงๆ แล้วแนวโน้มนี้ก่อตัวมาหลายปี โดยได้แรงหนุนจากการทำงานทางไกลที่แพร่หลาย, ค่าครองชีพที่สูงขึ้น และความต้องการไลฟ์สไตล์ในต่างแดนที่รู้สึกว่าเอื้อมถึงได้ โดยเฉพาะในยุโรป

 

แม้จะยังไม่มีชุดข้อมูลใดที่ระบุจำนวนได้แม่นยำ แต่ประเมินกันว่ามีชาวอเมริกันราว 4-9 ล้านคนที่ใช้ชีวิตอยู่นอกสหรัฐฯ อยู่แล้ว กระทรวงการต่างประเทศสหรัฐฯ ประเมินว่าในปี 2022 มีชาวอเมริกันอาศัยในเม็กซิโก 1.6 ล้านคน ส่วนอังกฤษมีมากกว่า 3.25 แสนคน ซึ่งเป็นส่วนหนึ่งของชาวอเมริกันกว่า 1.5 ล้านคนที่อาศัยในยุโรป ตามข้อมูลของสมาคมชาวอเมริกันที่พำนักในต่างแดน (Association of Americans Resident Overseas)

 

ทิศทางการย้ายออกของพลเมืองอเมริกันเห็นได้ชัดที่สุดใน ‘ยุโรป’ ในเกือบทุกประเทศสมาชิกของสหภาพยุโรป (EU) ทั้ง 27 ชาติ จำนวนชาวอเมริกันที่เข้าไปใช้ชีวิตและทำงานอยู่ในระดับสูงสุดเป็นประวัติการณ์และยังเพิ่มขึ้นต่อเนื่อง

 

โปรตุเกสคือตัวอย่างที่เห็นได้ชัดที่สุด จำนวนชาวอเมริกันที่อาศัยอยู่ที่นั่นเพิ่มขึ้นกว่า 500% นับตั้งแต่การระบาดของโควิดและเพิ่มขึ้น 36% ในปี 2024 เพียงปีเดียว ในรอบ 10 ปีที่ผ่านมา จำนวนผู้พำนักชาวอเมริกันเพิ่มขึ้นเกือบ 2 เท่าในสเปนและเนเธอร์แลนด์ และมากกว่า 2 เท่าในสาธารณรัฐเช็ก

 

ที่น่าสนใจคือ ในปี 2025 มีชาวอเมริกันย้ายไปเยอรมนีมากกว่าชาวเยอรมันที่ย้ายมาอเมริกา เช่นเดียวกับไอร์แลนด์ที่เปิดประตูต้อนรับชาวอเมริกันถึง 1 หมื่นคนในปีนั้น เพิ่มขึ้นราว 2 เท่าจากปีก่อนหน้า

 

และถ้าใครคิดว่านี่เป็นเพียงการทดลองใช้ชีวิตชั่วคราวของพวกทำงานทางไกลในยุคโควิด ตัวเลขกลับบอกเป็นนัยว่ามันอาจอยู่ยาว เพราะชาวอเมริกันจำนวนมากเดินหน้ายื่นขอสละสัญชาติ เพื่อรับหนังสือเดินทางของประเทศอื่นหรือเลี่ยงการเสียภาษีจากรายได้ในต่างแดน โดยในปี 2024 คำขอสละสัญชาติเพิ่มขึ้น 48%

 

และบริษัทที่ปรึกษาด้านการย้ายถิ่นระบุว่าตัวเลขในปี 2025 น่าจะสูงกว่านั้นอีก

 

ชาวอเมริกันยังแห่ยื่นขอสัญชาติอังกฤษในอัตราสูงสุดนับตั้งแต่เริ่มเก็บสถิติในปี 2004 ที่ราว 6,600 คนในรอบปีถึงเดือนมีนาคม 2025 และคว้าหนังสือเดินทางไอร์แลนด์เพิ่มขึ้นจนทำสถิติสูงสุด คือ 31,825 คนในปี 2024 และประเมินว่าราว 4 หมื่นคนในปี 2025

 

ทำไมชาวอเมริกันถึงเลือกจากบ้านเกิด

 

เหตุผลเบื้องหลังการตัดสินใจของชาวอเมริกันที่ย้ายออกนั้นซับซ้อนและผสมปนเปกัน จากการสัมภาษณ์ชาวอเมริกันในต่างแดนหลายสิบคนของ The Wall Street Journal พวกเขาอธิบายแรงจูงใจว่าเป็นส่วนผสมของเหตุผลทางเศรษฐกิจ, ความชอบในไลฟ์สไตล์ และความผิดหวังต่อทิศทางของอเมริกา โดยอ้างถึงปัญหาอาชญากรรมรุนแรง, ค่าครองชีพ และการเมืองที่ปั่นป่วน

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 2

ภาพ :Hlib Shabashnyi / Shutterstock

 

ความรุนแรงจากอาวุธปืนเป็นหนึ่งในเหตุผลที่หลายครอบครัวพูดถึงบ่อยที่สุด คริส ฟอร์ด วัย 41 ปี ที่ทำงานให้บริษัทลงทุนอสังหาริมทรัพย์ในดัลลัสขณะอาศัยอยู่ที่เบอร์ลิน และช่วยดูแลลีกเบสบอลเด็กที่นั่น คือหนึ่งในเสียงเหล่านั้น

 

ในสหรัฐฯ การฝึกซ้อมรับมือเหตุกราดยิงกลายเป็นกิจวัตรที่เด็กตั้งแต่ระดับอนุบาลต้องเรียนรู้ “ที่นี่คุณไม่ต้องเจอภาพที่ลูกวัย 5 ขวบเข้าโรงเรียนอนุบาลแล้วต้องมาฝึกซ้อมหนีคนร้ายกราดยิง” ฟอร์ดกล่าว ก่อนสรุปสั้นๆ ว่า “ค่าจ้างในอเมริกาสูงกว่าก็จริง แต่คุณภาพชีวิตในยุโรปดีกว่า”

 

เสียงสะท้อนเรื่องการเมืองนี้ปรากฏในผลสำรวจที่จัดทำโดย Expatsi บริษัทรับจัดทัวร์ย้ายถิ่นสำหรับชาวอเมริกัน จากการสุ่มสำรวจผู้เข้าร่วมงานสัมมนา 218 คน พบว่า 89% ระบุว่าต้องการออกจากสหรัฐฯ ด้วยเหตุผลทางการเมือง ขณะที่ 73% ต้องการย้ายเพื่อการผจญภัยและการเติบโต และ 57% ต้องการประหยัดเงิน

 

สำหรับเดอร์ เหตุผลทางการเมืองเป็นปัจจัยหลักของครอบครัว เขาชี้ไปที่นโยบายที่กระทบสิทธิด้านการเจริญพันธุ์ เช่น คำตัดสินของศาลสูงสุดที่ยกเลิกสิทธิการทำแท้งตามรัฐธรรมนูญในระดับสหพันธรัฐ รวมถึงคำตัดสินที่ลดทอนกฎหมายสิทธิการเลือกตั้ง (Voting Rights Act) ซึ่งเขามองว่าเป็นสัญญาณว่าประเทศกำลัง ‘ถอยหลัง’

 

ในทางตรงข้าม เดอร์มองว่าการที่เม็กซิโกเลือก คลอเดีย เชนบาวม์ เป็นประธานาธิบดีหญิงคนแรกในปี 2024 พร้อมกฎหมายความเท่าเทียมทางเพศที่บังคับใช้ในระดับสหพันธรัฐ สอดคล้องกับสิ่งที่เขาและภรรยากำลังมองหา ทั้งนี้ เดอร์ระบุว่ากรอบเวลาการย้ายของครอบครัวจะขึ้นอยู่กับผลการเลือกตั้งกลางเทอมของสหรัฐฯ ในปี 2026 ที่ยังมาไม่ถึง

 

ขณะที่ภาพรวมระดับประเทศ ผลสำรวจของ Gallup บอกเล่าการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้างได้เป็นอย่างดี เมื่อครั้งวิกฤตเศรษฐกิจปี 2008 Gallup เคยถามชาวอเมริกันว่ามีกี่คนที่อยากย้ายออกนอกประเทศ คำตอบในตอนนั้นคือ 1 ใน 10 แต่ในการสำรวจล่าสุด ตัวเลขเพิ่มขึ้นเป็น 1 ใน 5

 

ตัวเลขที่ชวนสะดุดยิ่งกว่าคือ ผลสำรวจของ Gallup เมื่อปี 2024 ที่พบว่าผู้หญิงอเมริกันอายุ 15-44 ปี มากถึง 40% อยากย้ายไปอยู่ต่างประเทศอย่างถาวรหากเป็นไปได้ พูดให้เห็นภาพคือ สัดส่วนนี้สูงกว่าผลสำรวจคนในภูมิภาคแอฟริกาใต้สะฮาราเมื่อปี 2023 ที่อยู่ที่ 37% เสียอีก

 

อย่างไรก็ตาม โฆษกทำเนียบขาวให้มุมมองอีกด้าน โดยระบุว่าเศรษฐกิจสหรัฐฯ เติบโตแซงหน้าประเทศพัฒนาแล้วอื่นๆ อย่างมาก และนโยบายของรัฐบาลทรัมป์กำลังเนรเทศผู้อพยพผิดกฎหมายหลายแสนคน พร้อมกับดึงดูดชาวต่างชาติที่มั่งคั่งระดับสูงที่ยอมจ่ายเงิน 1 ล้านดอลลาร์สหรัฐ (ราว 32.54 ล้านบาท) เพื่อซื้อ ‘Gold Card’ มาตั้งรกรากในสหรัฐฯ

 

ดีลที่ลงตัวทั้งสองฝ่ายระหว่างอเมริกากับยุโรป

 

แม้สหรัฐฯ จะพยายามดึงดูดคนรวยจากทั่วโลกเข้าประเทศ แต่ในทิศทางตรงข้าม การไหลออกของชาวอเมริกันไปยุโรปกลับกลายเป็นข้อตกลงที่ลงตัวกับทั้งสองฝ่าย รัฐบาลของหลายประเทศในยุโรปผ่อนปรนกฎวีซ่าและออกกฎหมายภาษีที่เปิดทางให้พลเมืองอเมริกันได้ใช้ชีวิตในยุโรปด้วยอัตราภาษีแบบอเมริกัน

 

การแลกเปลี่ยนนี้ตอบโจทย์ทั้งสองฝ่าย ฝั่งอเมริกามีเงินเดือนที่สูงกว่า มีแรงงานที่เคลื่อนย้ายได้ และมีพลเมืองหลายล้านคนที่โหยหาคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น ส่วนยุโรปต้องการแรงงานเหล่านี้และรายได้ของพวกเขา เพื่อพยุงระบบบำนาญที่มีสัดส่วนผู้สูงอายุมากจนผู้เกษียณชาวฝรั่งเศสมีรายได้มากกว่าวัยทำงานไปแล้ว ตามข้อมูลจาก Luxembourg Income Study

 

ในทางกลับกัน ยุโรปก็มอบสิ่งที่อเมริกาให้ไม่ได้ ทั้งบริการสุขภาพราคาไม่แพง เมืองที่เดินได้สะดวกและเต็มไปด้วยร้านอาหารริมทาง รวมถึงพื้นที่ทำงานส่วนกลางที่ภาษาอังกฤษเข้ามาแทนที่ภาษาท้องถิ่นไปแล้ว ที่อยู่อาศัยในหลายเมืองยังราคาถูกและมีให้เลือกมาก ส่วนโรงเรียนก็ราคาเข้าถึงได้ ปลอดภัย และ (ยกเว้นระดับมหาวิทยาลัย) มักได้รับการจัดอันดับสูงกว่าโรงเรียนในอเมริกา

 

ชีวิตของ ไมเคิล เลอ บลองก์ อดีตครีเอทีฟโปรดิวเซอร์วัย 56 ปีที่เคยทำงานให้ Adobe และ Paramount ปัจจุบันรับงานฟรีแลนซ์อยู่ที่ลิสบอน คืออีกหนึ่งภาพแทนของคนกลุ่มนี้ เขาตัดสินใจย้ายมาพร้อมลูก 2 คนหลังเกิดเหตุขู่กราดยิงครั้งที่ 2 ที่โรงเรียนของลูกชายวัย 8 ขวบในลอสแอนเจลิส

 

“ผมไม่คิดมาก่อนว่าจะถูกห้อมล้อมด้วยชาวอเมริกันมากขนาดนี้” เลอ บลองก์เล่าพลางหยิบน้ำสลัดและแป้งทำเค้กยี่ห้ออเมริกันที่ร้านขายสินค้าอเมริกันแห่งหนึ่งในลิสบอน “ผมพยายามเรียนภาษาท้องถิ่นอยู่ แต่มันยากจริงๆ”

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 3

ภาพ :Pawel Kazmierczak / Shutterstock

 

ที่น่าสนใจคือ คลื่นชาวอเมริกันที่ย้ายเข้ามายังสร้างโอกาสทางธุรกิจให้กันเองด้วย โดยสเตฟานีภรรยาของเลอ บลองก์ ผันตัวมาทำงานขายอสังหาริมทรัพย์ในลิสบอนให้กับชาวอเมริกันที่ทยอยย้ายตามเข้ามา ปัจจุบันราว 58% ของผู้ซื้อบ้านชาวต่างชาติในโปรตุเกสเป็นชาวอเมริกัน และราคาบ้านในย่านเก่าแก่ราคาแพงบางแห่งพุ่งขึ้น 2 เท่าในเวลาเพียง 5 ปี

 

จนถึงขั้นที่นักการเมืองในรายการโทรทัศน์ช่วงไพรม์ไทม์ของโปรตุเกสและสเปนต้องออกมาถกเถียงกันอย่างจริงจังว่าจะทำอย่างไรไม่ให้คนท้องถิ่นเสียเปรียบจากคลื่นผู้พำนักต่างชาติระลอกใหม่ และแรงต้านก็เริ่มปรากฏให้เห็น ในบาร์เซโลนามีข้อความกราฟฟิตีสีดำพ่นบนกำแพงยาวว่า “Digital Nomads go home!” บ่งบอกถึงความอัดอั้นของคนท้องถิ่นที่ราคาที่อยู่อาศัยพุ่งสูงตามกำลังซื้อของคนที่ได้ค่าจ้างเป็นเงินดอลลาร์

 

แต่บทเรียนจากอดีตเตือนว่าการย้ายถิ่นไม่ได้การันตีชีวิตที่ดีกว่าเสมอไป หากย้อนดูประวัติศาสตร์ ปรากฏการณ์คนย้ายออกมากกว่าย้ายเข้าเคยเกิดขึ้นมาแล้วเมื่อปี 1935 ตามสถิติสำมะโนประชากร แต่จุดหมายในครั้งนั้นต่างกันลิบลับ เพราะคือสหภาพโซเวียต โดยมีชาวอเมริกันกว่า 100,000 คนยื่นขอเข้าทำงานในโรงงานของรัฐคอมมิวนิสต์ ทว่าชะตากรรมของพวกเขากลับแตกต่างกันสุดขั้ว บางคนได้ใช้ชีวิตสุขสบายถึงขั้นเล่นเบสบอลในสวนสาธารณะกลางกรุงมอสโก ขณะที่บางคนกลับไปจบชีวิตในค่ายกักกัน

 

อุตสาหกรรมใหม่ที่เติบโต และคำถามต่ออนาคตของอเมริกา

 

กระแสการย้ายถิ่นครั้งนี้ยังปลุกอุตสาหกรรมใหม่ให้เกิดขึ้น บริษัทรับจัดการย้ายถิ่นผุดขึ้นราวดอกเห็ดและต่างบอกเป็นเสียงเดียวกันว่ารับมือกับความต้องการแทบไม่ทัน แถมยังแบ่งกลุ่มลูกค้าแบบเจาะจง ตั้งแต่ LuxNomads สำหรับกลุ่มมีฐานะ, GTFO Tours ที่ดึงดูดกลุ่มที่ไม่พอใจทรัมป์, Blaxit Global สำหรับชาวอเมริกันผิวดำ ไปจนถึง SheHitRefresh สำหรับผู้หญิง ซึ่งเป็นตลาดที่เติบโตมากที่สุด

 

Expatsi บริษัทรับจัดทัวร์ย้ายถิ่นที่ก่อตั้งในปี 2022 กลายเป็นแหล่งข้อมูลที่หลายคนแห่กันเข้าหา งาน Move Abroad Con ครั้งที่ 2 ที่จัดขึ้นในซานดิเอโกเมื่อวันที่ 9-10 พฤษภาคม 2026 มีชาวอเมริกันจากทั่วประเทศเข้าร่วมราว 600 คน เป็น 2 เท่าของงานครั้งแรกในเดือนพฤษภาคม 2025

 

เจน บาร์เน็ตต์ ผู้ร่วมก่อตั้ง Expatsi วัย 54 ปี ชาวรัฐแอละแบมาที่ย้ายไปอยู่ยูกาตันในเม็กซิโกเมื่อปี 2024 มองเห็นความเปลี่ยนแปลงของกลุ่มลูกค้าเต็มตา “เมื่อก่อนชาวอเมริกันที่ย้ายออกคือกลุ่มที่ชอบผจญภัยสุดๆ และมีคุณวุฒิสูง แต่ตอนนี้พวกเขาคือคนธรรมดา เหมือนฉันนี่แหละ”

 

ภาพการเติบโตยิ่งชัดเมื่อดูตัวเลขของบริษัท จากที่เคยจัดทริปสำรวจพื้นที่แบบกลุ่มให้ลูกค้าเพียง 3 ครั้งในปี 2024 ปี 2026 จะเพิ่มเป็น 57 ครั้ง โดยบาร์เน็ตต์ตั้งเป้าไว้ไกลถึงขั้นว่า “เป้าหมายของเราคือการย้ายชาวอเมริกัน 1 ล้านคน”

 

ผู้ที่มาร่วมงานก็มีโปรไฟล์หลากหลายกว่าเดิมมาก จากเดิมที่เป็นเพียงคนหนุ่มสาวอยากไปผจญภัยในยุโรปหรือพ่อแม่ที่กำลังจะเกษียณ ตอนนี้ขยายไปถึงเจ้าของธุรกิจขนาดเล็กในแถบมิดเวสต์ ทั้งสถาปนิก, ที่ปรึกษาการเงิน และวิศวกร ที่อยากประหยัดค่ารักษาพยาบาลด้วยการไปอยู่ในเขตเวลาที่ห่างจากตัวถึง 7 โซน ไปจนถึงคนวัยกลางคนที่หย่าร้างและมองหาการเริ่มต้นใหม่

 

สิ่งที่น่าสังเกตคือ ผู้ย้ายถิ่นชาวอเมริกันยุคใหม่มีแนวโน้มพาลูกไปด้วยมากกว่าที่เคย พวกเขากำลังลงหลักปักฐานและเลี้ยงดูลูกหลานชาวอเมริกันรุ่นใหม่ที่จะเติบโตป้อนเข้าสู่ระบบมหาวิทยาลัยในต่างแดน

 

ภาพวิวเส้นขอบฟ้าแมนฮัตตันยามพระอาทิตย์ตก 4

ภาพ : f11photo / Shutterstock

 

โซเชียลมีเดียก็เข้ามาหล่อเลี้ยงเศรษฐกิจการย้ายถิ่นนี้ มีอินฟลูเอนเซอร์หลายสิบคนที่ออกมาอธิบายขั้นตอนต่างๆ ให้เข้าใจง่ายขึ้น ขณะที่จำนวนนักวิชาการในสหรัฐฯ ที่มองหางานในต่างประเทศก็เพิ่มขึ้นกว่า 1 ใน 5 ในปี 2025 ส่วนใหญ่ไปลงเอยที่ยุโรป ซึ่ง EU ได้ตั้งงบประมาณ 500 ล้านยูโร (ราว 1.9 หมื่นล้านบาท) ไว้ดึงดูดนักวิทยาศาสตร์ชั้นนำมายังภูมิภาคนี้

 

ปรากฏการณ์นี้ทิ้งคำถามสำคัญไว้กับประเทศที่ภาคภูมิใจในการเป็นจุดหมายปลายทางของผู้คนมาตลอด ในแง่หนึ่ง ผู้ย้ายถิ่นชาวอเมริกันกลุ่มใหม่อาจเป็นเครื่องพิสูจน์ความแข็งแกร่งทางเศรษฐกิจของบ้านเกิด เพราะเป็นเงินเดือนระดับสูงของอเมริกาเองที่ทำให้คนกลุ่มนี้มีกำลังไปเริ่มต้นชีวิตบทใหม่ในต่างแดนได้

 

แต่ในอีกแง่หนึ่ง การจากไปของพวกเขาอาจบ่งบอกถึงความศรัทธาที่ลดลงต่ออนาคตและวิถีชีวิตแบบอเมริกัน เคทลิน จอยซ์ หนึ่งในนักวิจัยจากมหาวิทยาลัยเทมเปิลที่ศึกษาแนวโน้มนี้มาหลายปี ตั้งข้อสังเกตว่า “มันบั่นทอนความเชื่อเรื่องความพิเศษเหนือใครของอเมริกา ที่ว่าเรามีคุณภาพชีวิตดีที่สุด เราเป็นประเทศที่ดีที่สุดในโลก ทุกคนอยากย้ายมาที่นี่ แต่กลายเป็นว่าชาวอเมริกันย้ายไปต่างประเทศแล้วพบว่าพวกเขาชอบชีวิตที่นั่นมากกว่า”

 

สิ่งที่กำลังเกิดขึ้นอาจเป็นภาพสะท้อนของช่วงเวลาที่ความฝันแบบอเมริกันกำลังถูกเขียนนิยามใหม่ และสำหรับใครอีกหลายคน บทต่อไปของชีวิตอาจไม่ได้เริ่มต้นที่บ้านเกิดอีกต่อไป

 

หมายเหตุ : ใช้อัตราแลกเปลี่ยน 1 ดอลลาร์สหรัฐ เท่ากับ 37.92 บาท ณ วันที่ 27 พฤษภาคม 2569

 

ภาพปก : Gary Hershorn/Getty Images

 

อ้างอิง:

 

 
  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories