วันนี้ (29 พฤษภาคม) ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร หมายเลข 9 ได้ให้สัมภาษณ์ถึงกรณีที่มีกระแสข่าวว่า มีผู้สมัครสมาชิกสภากรุงเทพมหานคร (ส.ก.) บางราย มีพฤติการณ์ว่าจ้างบุคคลอื่นด้วยจำนวนเงินสูงถึง 10,000 บาท เพื่อให้มาลงสมัครรับเลือกตั้งคั่นลำดับคิว หวังล็อกหมายเลขประจำตัวผู้สมัครให้ได้หมายเลข 9 ซึ่งเป็นหมายเลขเดียวกันกับตนเองเพื่อผลประโยชน์ในการรณรงค์หาเสียงนั้น
ชัชชาติ ระบุว่า ตนได้รับฟังเรื่องราวดังกล่าวมาบ้าง แต่ส่วนตัวประเมินว่าวิธีการเช่นนี้ไม่น่าจะสร้างความได้เปรียบหรือเกิดประโยชน์ใดๆ เนื่องจากการเลือกตั้งในยุคปัจจุบัน ประชาชนผู้มีสิทธิเลือกตั้งไม่ได้ตัดสินใจลงคะแนนเพียงเพราะหมายเลขประจำตัวผู้สมัคร หรือความบังเอิญที่หมายเลขตรงกัน แม้อาจจะมีผู้ที่เข้าใจผิดอยู่บ้างแต่ก็น่าจะเป็นจำนวนที่น้อยมากเมื่อเทียบกับในอดีต
ประชาชนส่วนใหญ่มีความตื่นตัวและทราบดีว่าจะต้องลงคะแนนให้ใครสำหรับตำแหน่ง ส.ก. และผู้ว่าฯ กทม. จึงมองว่าโอกาสที่คนจะกาบัตรผิดเบอร์มีน้อยมาก และการลงทุนทำเช่นนี้ไม่น่าจะคุ้มค่า ซึ่งตนก็ไม่แน่ใจว่ามีเหตุการณ์ดังกล่าวเกิดขึ้นจริงหรือไม่
ทั้งนี้ เมื่อสื่อมวลชนระบุย้ำถึงรายละเอียดที่มีการจ่ายค่าจ้างเพื่อดึงคิวสูงถึงหัวละ 10,000 บาท ชัชชาติได้แสดงความประหลาดใจ พร้อมระบุว่า ตนไม่ทราบรายละเอียดเชิงลึกและไม่อยากก้าวล่วงในประเด็นที่ว่าพฤติการณ์ดังกล่าวจะเข้าข่ายการทุจริตการเลือกตั้งหรือไม่ โดยมองว่าควรปล่อยให้เป็นหน้าที่และอำนาจของคณะกรรมการการเลือกตั้ง (กกต.) ในการตรวจสอบข้อเท็จจริงตามกระบวนการทางกฎหมาย
อย่างไรก็ตาม ชัชชาติได้กล่าวทิ้งท้ายอย่างชัดเจนว่า ในหลักการแล้วพฤติกรรมดังกล่าวเป็นสิ่งที่ไม่สมควรทำอย่างยิ่ง และหากกระทำไปโดยหวังผลเพียงเพื่อให้ประชาชนเกิดความสับสนหรือกาบัตรผิด ถือเป็นเจตนาที่ไม่ถูกต้องตามหลักการเลือกตั้งที่ดี
กรณีดังกล่าวสืบเนื่องจากที่มีหนึ่งในผู้สมัคร ส.ก. มีข้อสังเกตถึงความไม่โปร่งใสในกระบวนการรับสมัครของบางเขต โดยระบุว่า ในช่วงเริ่มต้นของการเปิดรับสมัคร ส.ก. บรรยากาศในหลายพื้นที่ค่อนข้างเงียบเหงาและบางตา ซึ่งแตกต่างอย่างสิ้นเชิงกับบรรยากาศการรับสมัครในส่วนของผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานครที่มีความคึกคักตั้งแต่ช่วงก่อนกำหนดการ
อย่างไรก็ตาม ปรากฏความผิดปกติขึ้นอย่างมีนัยสำคัญ ภายหลังจากที่ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ หนึ่งในผู้สมัครรับเลือกตั้งผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เข้าสู่กระบวนการจับสลากและได้หมายเลขประจำตัวคือหมายเลข 9 แหล่งข่าวระบุว่า ทันทีที่ทราบผลหมายเลขดังกล่าว ได้มีผู้สมัคร ส.ก. บางส่วนใช้กลวิธีเพื่อหวังจะได้หมายเลขเดียวกันเพื่อความได้เปรียบในการรณรงค์หาเสียง โดยมีการว่าจ้างกลุ่มคนให้เข้าไปยื่นใบสมัครเพื่อเป็นตัวแทนบังหน้า หรือหน้าม้า ทำหน้าที่ลงทะเบียนคั่นจังหวะดึงลำดับคิวการสมัครไปเรื่อยๆ และเมื่อลำดับคิวรันไปจนถึงหมายเลข 8 ผู้สมัคร ส.ก. ตัวจริงที่อยู่เบื้องหลังจึงจะก้าวเข้าไปยื่นใบสมัครด้วยตนเอง เพื่อล็อกเป้าหมายให้ได้รับหมายเลข 9 อย่างจงใจ
กระบวนการว่าจ้างกลุ่มคนให้มาลงสมัครเพื่อดึงคิวดังกล่าวนั้น มีการเสนอค่าตอบแทนหรือค่าจ้างสูงถึง 10,000 บาทต่อราย ซึ่งพฤติการณ์ดังกล่าวไม่เพียงแต่เป็นการอาศัยช่องโหว่ของระเบียบการรับสมัคร แต่ยังอาจเข้าข่ายการกระทำที่ขัดต่อเจตนารมณ์ของการเลือกตั้งที่โปร่งใสและเป็นธรรม


