กลุ่มบริษัทบางจาก นำโดย ชัยวัฒน์ โควาวิสารัช ประธานเจ้าหน้าที่บริหารกลุ่มบริษัทบางจากและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท บางจาก คอร์ปอเรชั่น จำกัด (มหาชน) (BCP)
พร้อมด้วย บัณฑิต หรรษาไพบูลย์ รักษาการผู้จัดการใหญ่ กลุ่มธุรกิจโรงกลั่นและการตลาด บมจ. บางจาก คอร์ปอเรชั่น และ รวี บุญสินสุข ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. บีซีพีจี (BCPG)
โดยเปิดแถลงข่าวชี้แจงข้อเท็จจริงประเด็น BCPG เข้าลงทุน 9,000 ล้านบาทในโครงการคลังน้ำมันเพชรบุรี เมื่อปี 2565 โดยยืนยันว่ากระบวนการทั้งหมดผ่านบอร์ดบริหารอย่างโปร่งใส มีการประเมินมูลค่าอย่างรัดกุม
ชัยวัฒน์ กล่าวว่า จุดเริ่มต้นของดีลนี้มาจากข้อจำกัดของโรงกลั่นบางจากพระโขนง ที่เรือบรรทุกน้ำมันดิบขนาดใหญ่ไม่สามารถแล่นเข้าแม่น้ำเจ้าพระยาได้ ทำให้ที่ผ่านมาต้องอาศัยคลังลอยน้ำและการเช่าคลังที่ศรีราชามาโดยตลอด บริษัทได้จ้างที่ปรึกษาทางวิศวกรรมศึกษาการสร้างคลังแห่งใหม่ที่ศรีราชา แต่พบว่าต้นทุนก่อสร้างคลัง ท่อใต้น้ำ และท่าเรือขนาดใหญ่ ต้องใช้เงินลงทุนสูงถึง 10,000-12,000 ล้านบาท การซื้อกิจการคลังน้ำมันเพชรบุรีที่ใช้งานได้ทันทีจึงเป็นทางเลือกที่คุ้มค่ากว่าเมื่อเทียบกับการสร้างใหม่
อีกทั้ง BCPG ถูกวางบทบาทให้เป็นผู้ดูแลพอร์ตโครงสร้างพื้นฐาน (Infrastructure) ของกลุ่มบริษัทบางจาก ซึ่งจะให้ผลตอบแทนสม่ำเสมอช่วยสร้างกระแสเงินสดที่มีเสถียรภาพ เพื่อลดความผันผวนของธุรกิจโรงกลั่น โดยโครงการนี้สามารถสร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาทต่อปี
สำหรับการตั้งข้อสังเกตการเปรียบเทียบมูลค่าดีล 9,000 ล้านบาท กับราคาเสนอขาย 3,000 ล้านบาทเมื่อ 13 ปีก่อน ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าเป็นการเปรียบเทียบที่ไม่เป็นธรรม ชัยวัฒน์ชี้แจงว่าการนำราคาจากเมื่อกว่า 10 ปีก่อนมาเปรียบเทียบกับมูลค่าปัจจุบัน อาจไม่สะท้อนข้อเท็จจริงของสินทรัพย์ที่ได้รับการพัฒนาและขยายศักยภาพอย่างมีนัยสำคัญ
นอกจากนี้ โครงสร้างพื้นฐานยังได้รับการพัฒนาอย่างมีนัยสำคัญ ทั้งจำนวนถังเก็บน้ำมันที่เพิ่มจาก 16 เป็น 20 ถัง ความจุเพิ่มจาก 500ลิตร เป็น 720 ล้านลิตร ท่อส่งน้ำมันใต้ทะเลเพิ่มจาก 3 เป็น 5 เส้น ท่าเทียบเรือขยายจาก 2 เป็น 6 จุด และศักยภาพรองรับเรือขยายจากขนาด 30,000 ตัน เป็น 120,000 ตัน ซึ่งหากประเมินมูลค่าก่อสร้างส่วนต่อขยายเหล่านี้ขึ้นมาใหม่ (Replacement Cost) จะต้องใช้เงินลงทุนเพิ่มอีกราว 5,000 ล้านบาท
ชี้แจงมีการศึกษาก่อนตัดสินใจลงทุนอย่างรอบคอบ
ขณะที่ บัณฑิต ฉายภาพให้เห็นถึงความสำคัญของระบบโลจิสติกส์คลังน้ำมันที่มีต่อธุรกิจโรงกลั่นของบางจาก โดยเฉพาะ ‘โรงกลั่นบางจาก พระโขนง’ ซึ่งมีข้อจำกัดด้านที่ตั้งที่แตกต่างจากโรงกลั่นแห่งอื่นๆ เนื่องจากไม่ได้ตั้งอยู่ริมทะเล แต่ตั้งอยู่ในกรุงเทพมหานครริมแม่น้ำเจ้าพระยา
การรับน้ำมันดิบทางเรือซึ่งเป็นช่องทางหลักและต้องอาศัยเรือขนาดใหญ่จากต่างประเทศ จึงมีความจำเป็นอย่างยิ่งที่โรงกลั่นพระโขนงจะต้องพึ่งพา คลังน้ำมันขนาดใหญ่ภายนอก เพื่อรองรับเรือขนส่งเหล่านี้ ซึ่งความจำเป็นดังกล่าวตามมาด้วยต้นทุนค่าใช้บริการคลังน้ำมันที่สูงถึงระดับ พันล้านบาทต่อปี ทำให้ทีมงานต้องพิจารณาหาทางเลือกต่างๆ อย่างรอบคอบและละเอียดมาโดยตลอด
ทั้งนี้การตัดสินใจเข้าลงทุนในครั้งนี้จึงเป็นผลลัพธ์จากการศึกษาและพิจารณาอย่างรอบคอบมาอย่างต่อเนื่อง เพื่อแก้ไขข้อจำกัดทางภูมิศาสตร์และสร้างความมั่นคงทางโลจิสติกส์ให้กับโรงกลั่นพระโขนงในระยะยาว
คลังน้ำมันเพชรบุรี สร้างรายได้ตามเป้า 900 ล้านบาท/ปี ทำ IRR ที่ 8-9%
ด้าน รวีอธิบายเพิ่มเติมการประเมินมูลค่าที่ 9,000 ล้านบาทนั้น ใช้วิธีคิดลดกระแสเงินสด (Discounted Cash Flow: DCF) โดยตั้งสมมติฐานที่ระมัดระวัง (Conservative) อย่างมาก เช่น กำหนดอัตราใช้บริการที่ 85-90% และใช้อัตราคิดลด (Discount rate) 7-8% รวมถึงหักส่วนลดค่าเช่าจากราคาตลาดลงไปอีกถึง 30-50%
อีกทั้งในขั้นตอนการทำสัญญาซื้อขายยังกำหนดเงื่อนไขที่มีความรัดกุมว่า BCPG ต้องการปิดความเสี่ยงและภาระแอบแฝงจากผู้ขาย จึงกำหนดให้โอนเฉพาะสินทรัพย์ สัญญา และใบอนุญาต มายังบริษัทย่อยใหม่ (ALT) เพื่อให้การรับโอนเป็นไปอย่างชัดเจนและแยกความเสี่ยงจากธุรกิจเดิม ซึ่งกระบวนการเปลี่ยนผ่าน 5 เดือนนี้เป็นเรื่องปกติของการทำ M&A
ด้านการบันทึกบัญชี BCPG ย้ำว่าต้องทำกระบวนการปันส่วนราคาซื้อ (Purchase Price Allocation: PPA) ภายใน 12 เดือนตามมาตรฐานบัญชี เพื่อแจกแจงมูลค่า 9,000 ล้านบาท ออกเป็นดังนี้ สินทรัพย์ที่มีตัวตน 6,490-6,500 ล้านบาท, สินทรัพย์ไม่มีตัวตน 1,900 ล้านบาท, สินทรัพย์ทางภาษีฯ 170 ล้านบาท และที่เหลือบันทึกเป็นค่าความนิยม (Goodwill) โดยผลรวมยังคงเท่ากับ 9,000 ล้านบาท พร้อมยืนยันว่า ‘ไม่มีการด้อยค่า (Impairment) ของสินทรัพย์แต่อย่างใด’ อีกทั้งยังได้แต่งตั้งที่ปรึกษาอิสระ จำนวน 2 รายเพื่อทำการศึกษาในการลงทุนในดีลนี้อย่างรอบครอบ
สำหรับตัวเลขผลการดำเนินงานในปีที่ผ่านมาพิสูจน์ให้เห็นว่า คลังน้ำมันเพชรบุรีสามารถสร้างรายได้ตามเป้าหมายที่ 900 ล้านบาทต่อปี มีอัตราผลตอบแทน (IRR) อยู่ในช่วง 8-9% และสามารถสร้างกระแสเงินสดสุทธิกลับเข้าบริษัทได้สูงถึงปีละ 700-800 ล้านบาท โดยในอนาคต BCPG ตั้งเป้าที่จะเพิ่มสัดส่วนกำไรจากกลุ่มโครงสร้างพื้นฐาน ให้ก้าวขึ้นมาอยู่ในระดับ 50:50 เมื่อเทียบกับธุรกิจโรงไฟฟ้า นอกจากนี้ คลังเพชรบุรียังมีพื้นที่เหลือสำหรับการขยายตัว และมีศักยภาพที่จะพัฒนาเป็นฮับ (Hub) สำหรับทำ Trading เพื่อสร้างมูลค่าเพิ่ม (Upside) ในอนาคตได้อีกด้วย
ในช่วงท้าย ชัยวัฒน์ยืนยันความโปร่งใสว่า ตลอด 14 ปีที่ตนนั่งเป็นกรรมการและผู้บริหารบางจากฯ บริษัทที่ปรึกษาเดิมของตนไม่เคยรับงานใดๆ ทั้งทางตรงและทางอ้อมให้กลุ่มบริษัทบางจากเลย กลุ่มบริษัทบางจากและ BCPG ย้ำว่า ธุรกรรมทั้งหมดผ่านขั้นตอนบริษัทจดทะเบียนอย่างครบถ้วน โปร่งใส และยึดมั่นหลักธรรมาภิบาล การตัดสินใจทุกอย่างทำด้วยเหตุผลและเพื่อการเติบโตอย่างมั่นคงขององค์กร

