×

สรุปกลยุทธ์ลงทุนครึ่งหลังปี 69 หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้น อานิสงส์เม็ดเงิน FDI เงินไหลออก MAG 7 แนะลงทุนหุ้นเทคฯ เอเชีย-เฮลท์แคร์ กระจายความเสี่ยง

20.08.2026
  • LOADING...
ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน

ช่วงครึ่งแรกของปี 2569 แม้โลกจะเผชิญกับความไม่แน่นอนรอบด้าน ทั้งสงครามการค้า สงครามระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน ที่ทำให้เกิดซัพพลายเชนช็อกไปทั่วโลก จนกระตุ้นเงินเฟ้อให้ปรับสูงขึ้นอีกครั้ง กดดันให้ผลตอบแทนพันธบัตรทั่วโลกพุ่งสูงขึ้นเป็นประวัติการณ์ แต่ตลาดหุ้นทั้งเอเชียและสหรัฐฯ กลับเดินหน้าทำจุดสูงสุดใหม่อย่างต่อเนื่อง ด้วยแรงขับเคลื่อนจากหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้องกับ AI

 

 

 

คำถามคือในช่วงครึ่งหลังของปี ธีม AI ยังน่าลงทุนอยู่ไหม, หุ้นไทยจบรอบขาขึ้นหรือยัง แล้วตราสารหนี้ยังช่วยกระจายความเสี่ยงพอร์ตลงทุนได้แค่ไหน

 

THE STANDARD WEALTH สรุปมุมมองการลงทุนช่วงครึ่งหลังปี 2569 จากงานสัมมนา FETCO x ThaiBMA Investment Forum 2026 Investment in the

 

Storm – ลงทุนให้มั่นคง เมื่อโลกกำลังสั่นไหว

 

หุ้นไทยยังไม่จบรอบขาขึ้น

 

ไพบูลย์ นลินทรางกูร ประธานกรรมการสภาธุรกิจตลาดทุนไทย กล่าวว่า หุ้นไทยยังเป็นขาขึ้นอย่างต่อเนื่องในช่วง 12 เดือนข้างหน้า โดยมีปัจจัยสนับสนุน 5 ด้าน

 

  • เศรษฐกิจโลกยังขยายตัวได้ดี แม้เผชิญความเสี่ยงทางภูมิรัฐศาสตร์ สะท้อนจากกำไรบริษัทจดทะเบียนโลกที่เติบโตมากที่สุดในรอบ 6 ปี โดยในไตรมาส 2/2569 เติบโตมากกว่า 35% ทำให้ธุรกิจไทยมีแนวโน้มฟื้นตัวตามเศรษฐกิจโลก
  • เงินเฟ้อไม่รุนแรง และมีแนวโน้มชะลอลง แม้ราคาพลังงานและสินค้าโภคภัณฑ์จะผันผวน แต่ผลกระทบของเงินเฟ้อยังจำกัด ทำให้ดอกเบี้ยโลกไม่ต้องปรับขึ้นแรง
  • ไทยมีส่วนร่วมในห่วงโซ่อุปทานโลก ไทยมีทิศทางการเปลี่ยนผ่านไปสู่เศรษฐกิจใหม่ที่ชัดเจน จากรัฐบาลที่มีเสถียรภาพ ประกอบกับเป็นประเทศที่มีความเป็นกลาง ไม่ฝักใฝ่ฝ่ายใด ทำให้ไทยเป็นจุดหมายการลงทุนที่สำคัญ สะท้อนจากมูลค่าลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ที่สูงสุดเป็นประวัติการณ์ที่ 1.31 ล้านล้านบาท ในช่วง 6 เดือนแรก

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 1

 

  • เศรษฐกิจไทยกำลังวางรากฐานสู่การเติบโตรอบใหม่ แม้ปัจจุบันประเทศไทยจะยังไม่สามารถออกจากวังวนเศรษฐกิจโตต่ำ ในช่วง 2570-2571 IMF มองว่า เศรษฐกิจไทยจะเร่งตัวขึ้นอย่างต่อเนื่อง จากเม็ดเงินลงทุนจากต่างประเทศของ BOI เริ่มไหลสู่เศรษฐกิจจริง
  • ตลาดหุ้นไทยพื้นฐานดี ทั้งในแง่ของระดับราคา (Valuation) ยังไม่แพง

 

โดยปัจจุบัน P/E อยู่ที่ 15 เท่า และกำไรของบริษัทจดทะเบียนเริ่มส่งสัญญาณฟื้นตัวกลับมาอย่างแท้จริง โดยในไตรมาสที่ 1/2569 เติบโต 3.52 แสนล้านบาท ทำให้เป็นครั้งแรกในรอบ 4 ปีที่นักวิเคราะห์ส่วนใหญ่ปรับเพิ่มประมาณการกำไรต่อหุ้น (EPS) ของตลาดหุ้นไทย แทนที่จะปรับลดเหมือนช่วงหลายปีที่ผ่านมา สะท้อนว่าผลประกอบการของธุรกิจในประเทศจะเริ่มฟื้นตัวและทำได้ดีกว่าที่คาดไว้

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 2

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 3

 

แม้ดัชนี SET จะปรับตัวขึ้นมาเยอะตั้งแต่ต้นปี แต่ตลาดหุ้นไทยยังมีหุ้นถึง 61% ที่ยังคงซื้อขายต่ำกว่ามูลค่าทางบัญชี (Book Value) เนื่องจากการปรับขึ้นในช่วงที่ผ่านมาขับเคลื่อนด้วยหุ้นใหญ่เพียง 30-50 ตัวเท่านั้น

 

ทำให้ช่วงที่ผ่านมา ตลาดหุ้นไทยยังเป็น safe haven ของนักลงทุนต่างชาติที่ต้องการเข้ามาลงทุนเพื่อกระจายความเสี่ยงจากการกระจุกตัวในหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีทั่วโลก เนื่องจากมองว่าเป็นตลาดที่ยังมีโอกาสสร้างผลตอบแทนส่วนเพิ่ม (Upside) ได้

 

แม้ตลาดหุ้นไทยจะไม่มีหุ้นกลุ่มเทคโนโลยีที่เกี่ยวข้อง AI โดยตรง แต่ธุรกิจดั้งเดิม (Old economy) ยังมีความแข็งแกร่งและได้รับอานิสงส์จากการเป็นหนึ่งในซัพพลายโครงสร้างพื้นฐาน AI โดยหุ้นกลุ่มที่น่าสนใจมีดังนี้

 

  • กลุ่มสื่อสาร : จะได้รับประโยชน์สูงจากการเติบโตของ AI และการขยายตัวของ Data Center เนื่องจากระบบเหล่านี้จำเป็นต้องอาศัยเครือข่ายและการติดต่อสื่อสารเพื่อเชื่อมโยงข้อมูลออกไปภายนอก ยิ่งเทคโนโลยี AI ถูกนำมาใช้งานแพร่หลายมากขึ้น ธุรกิจสื่อสารยิ่งเป็นที่ต้องการตัวเพิ่มขึ้น
  • กลุ่มโรงไฟฟ้า : ถือเป็นโครงสร้างพื้นฐานและเป็นอีกหนึ่งกลุ่มสำคัญในระบบนิเวศ (Ecosystem) ที่จะเติบโตควบคู่กันไป
  • กลุ่มธนาคาร : เป็นกลุ่มที่จะได้รับประโยชน์โดยตรงจากการเริ่มเข้าสู่วัฏจักรการลงทุนรอบใหม่ (Investment Cycle) ที่เกิดขึ้นในประเทศ ตามมาตรการดึงดูดเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ของภาครัฐ

 

เงินไหลออก 7 นางฟ้า หุ้นอุตสาหกรรมรับอานิสงส์นโยบายทรัมป์

 

ชยนนท์ รักกาญจนันท์ ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร บลน. ฟินโนมีนา จำกัด ให้มุมมองว่า ธีม AI ยังลงทุนได้ แต่ต้องเลือกลงทุนในภาพกว้างทั้งอุตสาหกรรม ไม่จำกัดแค่

 

กลุ่มหุ้น semiconductor เพราะมูลค่าแพงเกินไปแล้ว และมี upside จำกัด เนื่องจากตลาดตั้งคำถามกับ Hyperscaler มากขึ้นว่าโมเดลการหารายได้จาก AI ที่ลงทุนไป เปลี่ยนเป็นกำไรและรายได้จริงได้แค่ไหน เช่น META ที่ลงทุน AI แชตบอต แต่ไม่ประสบความสำเร็จ ตลาดจึงตั้งคำถามว่าบริษัทจะหารายได้อย่างไร นอกจากใช้ AI ยิงแอดโฆษณา

 

ทั้งนี้ นับตั้งแต่ปี 2568 หุ้น 7 นางฟ้า (Magnificent 7) ไม่ได้เป็นตัวแบกดัชนีหุ้นสหรัฐฯ ทั้ง S&P500 และ NASDAQ เพียงกลุ่มเดียวอีกต่อไป แต่กำไรเริ่มกระจายไปยังหุ้นโครงสร้างพื้นฐาน AI อื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เดิมทีกลุ่มผู้ให้บริการคลาวด์ขนาดใหญ่หรือ Hyperscalers มักนำเงินสดไปซื้อหุ้นคืน เพื่อดัน ROE ของตัวเอง

 

ปัจจุบัน Big Tech ได้เปลี่ยนแนวทางนำเงินสดไปลงทุนในโครงสร้างพื้นฐาน AI มากขึ้น ทำให้เม็ดเงินไหลไปหล่อเลี้ยงหุ้นกลุ่มชิป, Smart Grid, ระบบทำความเย็น (Cooling System) รวมถึงกลุ่มอุตสาหกรรมที่รับงานก่อสร้าง Data Center ดังนั้นการลงทุนหุ้น Big Tech รายตัว เพื่อหวังกินกำไรยาวๆ มีความเสี่ยงที่จะให้ผลตอบแทน underperform หลังจากนี้

 

ท่ามกลางแนวโน้มกำไรที่แข็งแกร่งในระยะข้างหน้า ทำให้ปัจจุบันมูลค่าหุ้นสหรัฐฯ ถูกลง โดยไตรมาส 2/2569 กำไรหุ้นสหรัฐฯ ใน S&P 500 เติบโต 50.7% แข็งแกร่งกว่าคาด เช่นเดียวกับกำไรหุ้นโลกที่เติบโตแซงเศรษฐกิจ ขับเคลื่อนโดยกลุ่มประเทศเกิดใหม่ (Emerging Market) เช่น ตลาดหุ้นเกาหลีใต้ที่โตแรง เพราะหุ้นชิปหน่วยความจำอย่าง samsung และ SK hynix สะท้อนว่า ช่วงครึ่งปีหลัง โอกาสการลงทุนหุ้น AI ไม่ได้จำกัดแค่ตลาดสหรัฐฯ แต่ขยายไปยังตลาดหุ้นในเอเชีย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 4

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 5

 

นอกจากนี้ การดำเนินนโยบาย Reshoring ของทรัมป์ เพื่อดึงฐานการผลิตห่วงโซ่อุปทานที่สำคัญกลับสหรัฐฯ จะทำให้เม็ดเงินลงทุนไหลเข้าหุ้นอุตสาหกรรมขนาดกลางและเล็ก ซึ่งมูลค่ายังถูก เมื่อเทียบกับหุ้นกลุ่ม Big Tech

 

สำหรับคนที่ต้องการลงทุนในธีม AI แต่อยากกระจายความเสี่ยง และลดความผันผวนของพอร์ตการลงทุนในหุ้นกลุ่ม Healthcare ถือเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจ เพราะอยู่ในเทรนด์ Longevity ที่เติบโตไปพร้อมกับ AI โดยมีลักษณะผสมระหว่างหุ้นเติบโตกับหุ้น Defensive บางช่วงให้ผลตอบแทนดีกว่าค่าเฉลี่ย S&P500 แต่เติบโตไม่แรงเท่าหุ้น AI ทั้งนี้ เมื่อหุ้นเทคโนโลยีเกิดการปรับฐาน หุ้นกลุ่มนี้จะทำหน้าที่กระจายความเสี่ยง เพราะแทบไม่ได้รับผลกระทบ

 

สำหรับแนวทางการจัดพอร์ตลงทุนในช่วงครึ่งหลังปี 2569 แนะนำถือตราสารหนี้ในสัดส่วน 30-40% ผสมระหว่างพันธบัตรไทยและพันธบัตรสหรัฐฯ กระจายความเสี่ยงด้วยการถือทองคำ 10% ส่วนที่เหลืออีก 50% นำไปลงทุนในหุ้น แบ่งเป็นหุ้นเทคโนโลยี 25-30% ควบคู่กับหุ้นกลุ่ม Healthcare

 

7 เดือนแรก หุ้นกู้ออกใหม่น้อยลง High Yield หดตัว 18%

 

อริยา ติรณะประกิจ กรรมการผู้จัดการ สมาคมตลาดตราสารหนี้ไทย กล่าวว่า สำหรับแนวโน้มทิศทางอัตราผลตอบแทนพันธบัตรรัฐบาลในระยะข้างหน้า คาดว่าบอนด์ยีลด์ไทยอายุ 10 ปี จะทรงตัวอยู่ในกรอบแคบ จากระดับปัจจุบันที่ 2.08% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) โดยจะผันผวนน้อยลงเมื่อเทียบกับช่วงครึ่งแรกของปี หากสถานการณ์สงครามอิหร่านไม่ได้ยกระดับความรุนแรง จนส่งผลกระทบต่อราคาน้ำมันอย่างมีนัยสำคัญ

 

ส่วนบอนด์ยีลด์สหรัฐฯ คาดว่า จะเคลื่อนไหวในทิศทางที่ผันผวนอย่างต่อเนื่องจากระดับปัจจุบันที่ 4.75% (ข้อมูล ณ 31 ก.ค. 2569) จากความกังวลเรื่องเงินเฟ้อ ทิศทางดำเนินนโยบายดอกเบี้ยของธนาคารกลางสหรัฐฯ ทั้งนี้ตลาดคาดว่า FED จะปรับขึ้นดอกเบี้ย 1 ครั้งในปีนี้ ทำให้ดอกเบี้ยอาจทรงตัวสูงนานต่อเนื่อง

 

สำหรับภาพรวมสถานการณ์หุ้นกู้ 7 เดือนแรกของปี 2569 พบว่า มียอดออกหุ้นกู้เพิ่มขึ้นเล็กน้อยที่ 1.6% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน หรือ 4.48 แสนล้านบาท โดยยอดออกหุ้นกู้ใหม่ยังน้อยกว่าหุ้นกู้ที่ครบกำหนด เนื่องจากบริษัทขนาดใหญ่และธนาคารมีทางเลือกอื่นในการระดมเงิน เช่น กลุ่มธนาคารที่มีสภาพคล่องส่วนเกินจึงไม่จำเป็นต้องออกหุ้นกู้ใหม่เพื่อทดแทนชุดเดิม ในขณะที่บริษัทใหญ่บางแห่งเลือกขอสินเชื่ออัตราดอกเบี้ยพิเศษจากธนาคารแทน ในช่วงครึ่งปีแรกที่ทิศทางอัตราดอกเบี้ยมีความผันผวน

 

ทั้งนี้ ยอดการออกหุ้นกู้กลุ่ม Investment Grade เพิ่มขึ้น 3% เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน โดยหุ้นกู้ที่มีอันดับเครดิตสูง (AAA, AA และ A) ยังคงขายได้ 100% ตามเป้าหมายที่ต้องการ และกลุ่ม BBB ก็แทบไม่มีปัญหาในการเสนอขาย ในขณะที่กลุ่ม High Yield ลดลงถึง 18% สะท้อนว่านักลงทุนมีความระมัดระวังในหุ้นกู้ และหันมาเลือกลงทุนเป็นรายบริษัทมากขึ้น

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 6

 

เมื่อพิจารณาสถานะการเงิน พบว่า บริษัทใหญ่ 10 อันดับแรกที่ออกหุ้นกู้เยอะที่สุด มีอัตราส่วนความสามารถในการชำระดอกเบี้ย (Interest Coverage Ratio – ICR) สูงกว่า 3 เท่าเกือบทุกบริษัท และมีอัตราส่วนหนี้สินรวมต่อผู้ถือหุ้น (D/E Ratio) ต่ำกว่า 2 เท่า สะท้อนผลกำไรที่เพียงพอในการจ่ายภาระดอกเบี้ย

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 7

 

ด้านสถานการณ์การผิดนัดชำระหนี้ พบว่า สภาพคล่องของบริษัทไทยตึงตัวอย่างต่อเนื่อง จากภาวะเศรษฐกิจที่มีความไม่แน่นอน ในภาพรวมยอดหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้ค่อนข้างคงที่ เนื่องจากกระบวนการฟ้องร้องทางกฎหมายต้องใช้เวลา โดยหุ้นกู้ที่ผิดนัดชำระหนี้กระจายอยู่ในหลายอุตสาหกรรมไม่จำกัดแค่ภาคอสังหาริมทรัพย์ เช่น ภาคก่อสร้าง พลังงาน และท่องเที่ยว

 

ภาพธงชาติไทยซ้อนทับเหรียญกษาปณ์ สื่อถึงเศรษฐกิจและการลงทุน 8

 

ทั้งนี้ บริษัทที่ออกหุ้นกู้แล้วขอปรับโครงสร้างหนี้ ส่วนใหญ่อยู่ในภาคอสังหาริมทรัพย์ โดยเป็นกลุ่มที่ต้องจับตาต่อไป เพราะหากภาวะเศรษฐกิจยังไม่ดีขึ้น และยังไม่สามารถจัดการปัญหาขาดสภาพคล่องได้ ก็มีโอกาสที่หุ้นกู้กลุ่มนี้จะกลับมาผิดนัดชำระหนี้ได้ ดังนั้นในระยะข้างหน้า คาดว่าจะไม่เห็นผู้ผิดนัดชำระหนี้รายใหม่ แต่จะเป็นรายเดิมที่ขอยืดระยะเวลาจ่ายหนี้ แล้วไม่สามารถหาเงินมาชำระหนี้ตามเงื่อนไขได้

 

ภาพ: Dilok Klaisataporn / Shutterstock

  • LOADING...

READ MORE






Latest Stories