ผู้บริหาร 6 ตลาดหลักทรัพย์อาเซียนเปิดแผนดึงดูดเม็ดเงินลงทุนทั่วโลก เห็นพ้องการสร้างมูลค่าเพิ่มให้บริษัทจดทะเบียน เพิ่มอุตสาหกรรมใหม่เข้ามาในตลาด และยกระดับกฎเกณฑ์ต่างๆ ในตลาดเพื่อเสริมสภาพคล่อง
ประเด็นสำคัญ
ในวงเสวนา ‘Inclusive Opportunities: Connecting Capital to Growth Across the ASEAN Region’ ในงาน Thailand Focus 2026 ผู้บริหารตลาดหลักทรัพย์ทั้ง 6 แห่งในอาเซียน ได้แก่
- Dato’ Fad’l Mohamed, CEO, Bursa Malaysia
- Irvan Susandy, Director of Trading and Membership, Indonesia Stock Exchange
- Ramon S. Monzon, CEO, Philippine Stock Exchange
- Loh Boon Chye, CEO, SGX Group
- Dang Tai An Trang, Deputy CEO, Vietnam Exchange
- อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย
‘ไทย’ เน้นกลับไปที่พื้นฐาน และรอผลของการปฏิรูป
อัสสเดช กล่าวว่า SET วางพันธกิจตัวเองเป็น trusted gateway to inclusive opportunities โดยฝั่งอุปทานคือโครงการ Jump+ ที่ต้องการให้บริษัทเติบโตอย่างมีพื้นฐาน ควบคู่กับการทำงานร่วมกับ ก.ล.ต. เพื่อหาสมดุลระหว่างความง่ายในการระดมทุนกับคุณภาพของบริษัทจดทะเบียน พร้อมศึกษาผลกระทบจาก digitalization และ tokenization ที่กำลังเปลี่ยนธุรกิจตลาดหลักทรัพย์ทั่วโลก
จุดที่ไทยนำหน้าชัดเจนคือ DR ซึ่งอัสสเดชระบุว่าปัจจุบันขยายไปไกลกว่าความร่วมมือกับ SGX แล้ว โดยมีมากกว่า 500 ตัว
ส่วนภาพเศรษฐกิจ เขากล่าวตรงไปตรงมาว่า “เรายอมรับว่าเราเป็นผู้ตามหลังในเรื่องการเติบโต แต่เราหวังว่ารัฐบาลชุดปัจจุบันจะมีเสถียรภาพเพียงพอที่จะผลักดันการปฏิรูป และดึงดูดการลงทุนเชิงพื้นฐานที่จะขับเคลื่อนการเติบโตทางเศรษฐกิจให้สูงขึ้นในอนาคตอันใกล้”
‘เพิ่มมูลค่าหุ้น’ โจทย์ใหญ่ของตลาดหุ้นอาเซียน
มาเลเซียเลือกวิธีเจาะจงที่สุด โครงการ MY ValueUp พุ่งเป้าไปที่ 88 บริษัท ด้วยเหตุผลที่ Fad’l อธิบายว่าบริษัทกลุ่มนี้คิดเป็นสัดส่วนราว 80% ของมูลค่าตลาดรวมทั้งหมด
Dato’ Fad’l Mohamed กล่าวว่า “เมื่อนักลงทุนมองหาตลาด พวกเขาไม่ได้ขาดแคลนตัวเลือก เราจึงต้องแน่ใจว่ามีโอกาสที่แตกต่างจริง เราต้องหาแรงกระเพื่อมที่จะขยับเข็มได้จริง”
พร้อมระบุว่าเหตุผลเบื้องหลังคือการพบความเหลื่อมล้ำของมูลค่าระหว่างแต่ละกลุ่มอุตสาหกรรม สูงถึง 81% โดยบริษัทที่เข้าร่วมต้องสื่อสารแผนสร้างมูลค่าระยะยาว มี performance metrics รองรับ และมีความรับผิดชอบชัดเจนในระดับคณะกรรมการ ปัจจุบันยังเป็นการเข้าร่วมโดยสมัครใจ กำหนดส่งแผนภายในสิ้นปี
ฝั่งอินโดนีเซียเลือกใช้กฎเกณฑ์แทนการจูงใจ โดย Irvan Susandy ระบุว่าจาก 8 มาตรการปฏิรูป มี 5 ข้อที่บังคับใช้แล้ว ทั้งการเพิ่มเกณฑ์ free float ขั้นต่ำ จาก 7.5% เป็น 15% โดยให้บริษัทเดิมมีเวลาปรับตัว 3 ปี การเปิดเผยผู้ได้รับประโยชน์ที่แท้จริง (UBO) การจำแนกนักลงทุนละเอียดถึง 39 ประเภท และการเปิดเผยรายชื่อผู้ถือหุ้นที่ถือเกิน 1% ทุกต้นเดือน
ที่น่าสนใจคืออินโดนีเซียยังบังคับให้ผู้จัดทำงบการเงินต้องมีใบรับรองความสามารถด้านบัญชี ซึ่งเป็นการวางความรับผิดชอบไว้ที่ตัวผู้ทำงบโดยตรง ไม่ใช่เฉพาะผู้สอบบัญชี
สำหรับสิงคโปร์ Loh Boon Chye อธิบายว่า “บริษัทคุณภาพจะดึงดูดนักลงทุน นักลงทุนจะขับเคลื่อนสภาพคล่อง และสภาพคล่องย่อมสนับสนุนมูลค่าที่แข็งแกร่งขึ้น” โดยมูลค่าซื้อขายเฉลี่ยต่อวันของตลาดหุ้นสิงคโปร์ขยับขึ้นสูงสุดในรอบ 18 ปี การมีส่วนร่วมของรายย่อยสูงสุดในรอบ 15 ปี และที่สำคัญคือสภาพคล่องไม่ได้กระจุกอยู่แค่หุ้นในดัชนี แต่ขยายไปถึงหุ้นขนาดกลางและเล็กซึ่งวอลุ่มเพิ่มเป็นเท่าตัวภายในปีเดียว
จุดที่ทำให้สิงคโปร์ต่างจากตลาดอื่นคือการเติมเงินฝั่งผู้ซื้อโดยตรง ผ่านโครงการ MAS Equity Market Development Program วงเงิน 6.5 พันล้านดอลลาร์ ซึ่งจัดสรรไปแล้ว 3.9 พันล้านดอลลาร์ และจะมีเพิ่มอีกในไม่กี่เดือนข้างหน้า เพื่อขยายฐานเงินทุนระยะยาวที่จะเข้ามาซื้อทั้ง IPO และในตลาดรอง
‘เปิดประตูรับอุตสาหกรรมใหม่’ คือคำตอบ
มาเลเซียเลือกวางเดิมพันที่ เซมิคอนดักเตอร์ โดย Fad’l ระบุว่ามาเลเซียเป็นผู้ส่งออกรายใหญ่อันดับ 6 ของโลก และคิดเป็น 13% ของการรับจ้างประกอบ ทดสอบ และแพ็กเกจจิ้งเซมิคอนดักเตอร์ทั่วโลก พร้อมขยาย FBM KLCI จาก 30 เป็น 50 หลักทรัพย์เพื่อให้ดัชนีครอบคลุมเซกเตอร์ใหม่มากขึ้น และเตรียมออก ETF สำหรับสินทรัพย์ดิจิทัล
Ramon S. Monzon ยอมรับตรงๆ ตลาดหุ้นฟิลิปปินส์เป็นตลาดที่มีสภาพคล่องต่ำที่สุดในอาเซียน สิ่งที่ฟิลิปปินส์พยายามปรับคือการเลือกเปิดเสรีกฎเกณฑ์ REIT เป็นเครื่องมือ จากเดิมที่จำกัดเฉพาะบริษัทอสังหาริมทรัพย์ ตอนนี้ทางด่วน ดาต้าเซ็นเตอร์ และพลังงานหมุนเวียนสามารถจัดตั้ง REIT ได้ โดย Vitro REIT ซึ่งเป็นดาต้าเซ็นเตอร์รายแรกจะเข้าเทรดเดือนพฤศจิกายนนี้
ด้าน Irvan บอกว่า อินโดนีเซียเปิดตัว ETF ทองคำ 5 กองเมื่อเดือนที่ผ่านมา และเตรียมเปลี่ยนโครงสร้างพื้นฐานการซื้อขายใหม่ในเดือนธันวาคม ขณะที่กำลังหารือเรื่องการแปรรูปตลาดหลักทรัพย์ (demutualization) ตามที่กฎหมายใหม่กำหนด
การเติบโตไม่การันตีว่าเงินทุนจะไหลเข้า
Dang Thai Anh Trung รองซีอีโอ Vietnam Exchange สรุปยุทธศาสตร์ด้วยสี่คำ คือ accessibility, market quality, products และ credibility โดยชี้ว่าการที่ FTSE Russell ปรับสถานะเวียดนามจาก Frontier ขึ้นเป็น Secondary Emerging มีผล 21 กันยายนนั้น ไม่ได้มาจากขนาดตลาดหรือการเติบโต แต่มาจากการยกเลิกข้อกำหนด pre-funding การจัดการรายการซื้อขายที่ล้มเหลว และการเปิดทางให้โบรกเกอร์ระดับโลกเข้าถึง
“การเติบโตทางเศรษฐกิจดึงดูดความสนใจของนักลงทุน แต่การเข้าถึงตลาดต่างหากที่แปลงความสนใจนั้นให้กลายเป็นเม็ดเงินจริง การยกระดับตลาดต้องตามมาด้วยการยกระดับของบริษัท” Dang กล่าว
เวียดนามยังเดินหน้าลดสัดส่วนการถือหุ้นของรัฐในบริษัทจดทะเบียนขนาดใหญ่ ศึกษาบัญชีซื้อขายแบบ omnibus ทบทวนเพดานการถือครองของต่างชาติ และเตรียมพัฒนากลไก CCP, securities lending, covered short sale และ day trading

