โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ กลับมาผลักดัน “ข้อตกลงอับราฮัม” (Abraham Accords) อีกครั้งอย่างจริงจัง ด้วยการเรียกร้องให้กลุ่มประเทศมุสลิมและชาติอาหรับปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลสู่ระดับปกติ ในฐานะส่วนหนึ่งของแผนจัดระเบียบภูมิภาคใหม่ที่เชื่อมโยงกับการเจรจาสันติภาพอิหร่านที่กำลังดำเนินอยู่
ทรัมป์แสดงท่าทีชัดเจนในหลายวาระ โดยเรียกร้องให้ซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ จอร์แดน และบาห์เรน เข้าร่วมกรอบความร่วมมือที่วอชิงตันเป็นผู้ขับเคลื่อน พร้อมส่งสัญญาณเตือนว่าประเทศใดที่ไม่สนับสนุนแผนริเริ่มนี้ อาจส่งผลกระทบต่อความสัมพันธ์กับรัฐบาลสหรัฐฯ ในอนาคต
การเดินหน้าอย่างเปิดเผยของผู้นำสหรัฐฯ ทำให้ข้อตกลงอับราฮัมกลับมาอยู่ในความสนใจของนานาชาติอีกครั้ง ท่ามกลางความวุ่นวายรอบด้านในตะวันออกกลาง ไม่ว่าจะเป็นสงครามในฉนวนกาซา ความตึงเครียดกับอิหร่าน และความขัดแย้งระหว่างอิสราเอล-ปาเลสไตน์ที่ยังไม่มีทางออก
ล่าสุด ปากีสถานกลายเป็นชาติแรกที่ประกาศปฏิเสธข้อเสนอนี้ต่อสาธารณะ ขณะที่บรรดาผู้นำในตะวันออกกลางหลายคนดูไม่พอใจนักกับท่าทีกดดันอย่างตรงไปตรงมาของทรัมป์ ระหว่างการหารือผ่านระบบวิดีโอคอนเฟอเรนซ์เมื่อสุดสัปดาห์ที่ผ่านมา
‘ข้อตกลงอับราฮัม’ คืออะไร
ข้อตกลงอับราฮัม (Abraham Accords) คือชุดข้อตกลงที่สหรัฐฯ เป็นคนกลาง เปิดตัวครั้งแรกในปี 2020 โดยมีเป้าหมายเพื่อฟื้นฟูความสัมพันธ์ทางการทูต เศรษฐกิจ และความมั่นคงระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มประเทศอาหรับ
การลงนามครั้งประวัติศาสตร์เกิดขึ้นเมื่อวันที่ 15 กันยายน 2020 โดยมีอิสราเอล สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ (UAE) และบาห์เรนเป็นคู่ภาคี ก่อนที่จะขยายความครอบคลุมสู่โมร็อกโกและซูดาน ส่วนคาซัคสถานเข้าร่วมอย่างเป็นทางการในปี 2025 แม้จะมีความสัมพันธ์กับอิสราเอลมาตั้งแต่ช่วงทศวรรษ 1990 แล้วก็ตาม
ชื่อ ‘ข้อตกลงอับราฮัม’ ตั้งขึ้นเพื่อเป็นเกียรติแก่ ‘อับราฮัม’ บรรพบุรุษร่วมทางศาสนาของชาวยิว มุสลิม และชาวคริสต์ ข้อตกลงนี้ถือเป็นก้าวสำคัญที่สุดทางการทูตของตะวันออกกลางในรอบหลายทศวรรษ เพราะได้พลิกโฉมสูตรเดิมของโลกอาหรับที่เคยผูกเงื่อนไขการยอมรับอิสราเอลไว้กับการแก้ปัญหาปาเลสไตน์ มาเป็นการให้ความสำคัญกับการค้า การลงทุน ความร่วมมือด้านกลาโหม และการประสานยุทธศาสตร์ร่วมกัน โดยเฉพาะในบริบทของความกังวลต่อการขยายอิทธิพลของอิหร่านในภูมิภาค
โดยกล่าวกันว่า ข้อตกลงนี้นับเป็นความก้าวหน้าทางการทูตอาหรับ-อิสราเอลที่สำคัญที่สุด นับตั้งแต่อียิปต์ยอมรับอิสราเอลในปี 1979 และจอร์แดนในปี 1994
ปัจจุบัน ข้อตกลงอับราฮัมมีสมาชิก 6 ชาติ ได้แก่ อิสราเอล UAE บาห์เรน โมร็อกโก ซูดาน และคาซัคสถาน
ทรัมป์อ้างว่าข้อตกลงนี้ได้สร้าง “ความเจริญรุ่งเรืองทางการเงิน เศรษฐกิจ และสังคม” ให้กับประเทศสมาชิก และจะนำ “อำนาจ ความเข้มแข็ง และสันติภาพที่แท้จริงมาสู่ตะวันออกกลาง” ผ่านโพสต์บนแพลตฟอร์ม Truth Social
เมื่อข้อตกลงอับราฮัมถูกโยงกับการเจรจาอิหร่าน
ความพยายามล่าสุดของทรัมป์ในการขยายข้อตกลงอับราฮัมดำเนินควบคู่ไปกับการเจรจาระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน
“การเจรจากับสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านดำเนินไปได้ด้วยดี ถ้าสำเร็จ มันจะเป็นข้อตกลงที่ยอดเยี่ยมสำหรับทุกฝ่าย ถ้าไม่สำเร็จ ก็จะไม่มีข้อตกลงใดๆ เกิดขึ้นเลย” ทรัมป์ระบุ พร้อมเตือนว่าหากการเจรจาล้มเหลว อาจหมายถึงการ “หวนคืนสู่สนามรบ ด้วยความรุนแรงที่หนักหน่วงกว่าที่เคยเป็นมา”
ทรัมป์ระบุว่า หากบรรลุข้อตกลงกับอิหร่านได้ ซาอุดีอาระเบียและกาตาร์ควรเป็นรายแรกที่เข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม และคาดว่าประเทศมุสลิมอื่นๆ จะเดินตาม นอกจากนี้เขายังเปิดโอกาสว่า แม้แต่อิหร่านเองอาจเข้ามาเป็นส่วนหนึ่งของกรอบความร่วมมือนี้ในอนาคต
ทรัมป์เปิดเผยว่าได้หยิบยกเรื่องนี้ขึ้นหารือกับมกุฎราชกุมารซาอุดีอาระเบีย ประธานาธิบดี UAE เจ้าผู้ครองรัฐกาตาร์ ผู้บัญชาการทหารบกปากีสถาน ประธานาธิบดีตุรกี ประธานาธิบดีอียิปต์ กษัตริย์จอร์แดน และกษัตริย์บาห์เรน โดยเรียกสิ่งที่กำลังจะเกิดขึ้นว่าอาจเป็น “ข้อตกลงที่สำคัญที่สุดในประวัติศาสตร์ของภูมิภาค”
“จากการสนทนากับผู้นำทุกท่านที่กล่าวมา พวกเขาต่างรู้สึกเป็นเกียรติอย่างยิ่งที่จะได้เห็นสาธารณรัฐอิสลามอิหร่านเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม ทันทีที่เอกสารของเราได้รับการลงนาม” ทรัมป์กล่าว
ปากีสถานออกโรงปฏิเสธเป็นรายแรก
ปากีสถานกลายเป็นประเทศแรกในรายชื่อที่ทรัมป์เอ่ยถึงที่ออกมาปฏิเสธข้อเสนออย่างเป็นทางการ โดยคาวาจา มูฮัมหมัด อาซิฟ รัฐมนตรีกลาโหม ให้สัมภาษณ์กับสถานีโทรทัศน์ Samaa TV ว่ารัฐบาลอิสลามาบัดจะไม่สนับสนุนข้อตกลงใดๆ ที่ขัดต่ออุดมการณ์พื้นฐานของประเทศในเรื่องอิสราเอล
“โดยส่วนตัว ผมไม่คิดว่าเราควรเข้าร่วมข้อตกลงใดๆ ที่ขัดแย้งกับอุดมการณ์หลักของเรา คุณจะนั่งลงร่วมโต๊ะกับคนที่ไม่อาจเชื่อถือคำพูดได้แม้สักวันเดียวได้อย่างไร?” อาซิฟกล่าว
เขายังชี้ให้เห็นว่าปากีสถานเป็นประเทศเดียวในโลกที่ในหนังสือเดินทางของคนในชาติไม่เคยปรากฏชื่อ “อิสราเอล” ซึ่งสะท้อนจุดยืนของรัฐบาลอย่างไม่อาจปฏิเสธได้
ตลอดระยะเวลาที่ผ่านมา ปากีสถานยืนกรานว่าการสถาปนาความสัมพันธ์ทางการทูตกับอิสราเอลจะเกิดขึ้นได้ก็ต่อเมื่อมีการจัดตั้ง “รัฐปาเลสไตน์ที่เป็นอิสระ” โดยอิงกับพรมแดนก่อนปี 1967 และมีกรุงเยรูซาเล็มตะวันออกเป็นเมืองหลวง
ประเด็นนี้มีความอ่อนไหวอย่างยิ่งในประเทศ แม้พันธมิตรอ่าวเปอร์เซียอย่าง UAE และบาห์เรนจะปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลไปแล้ว แต่ปากีสถานยังคงรักษาระยะห่าง ด้วยเหตุผลทั้งความอ่อนไหวทางการเมืองภายในและการสนับสนุนอุดมการณ์ปาเลสไตน์ที่หยั่งรากลึกมาช้านาน
ท่าทีเช่นนี้ไม่ใช่เรื่องใหม่ ย้อนกลับไปในปี 2020 อิมราน ข่าน นายกรัฐมนตรีในขณะนั้น ก็เคยประกาศปฏิเสธข้อตกลงดังกล่าวมาก่อน และเมื่อต้นปี 2025 อิสฮาก ดาร์ รัฐมนตรีต่างประเทศ ก็ออกมาโต้กระแสข่าวลือที่ว่าอิสลามาบัดอาจเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัม
“เรายังไม่พร้อมที่จะยอมรับอิสราเอล จนกว่าแนวทางการแก้ปัญหาแบบ ‘สองรัฐ’ สำหรับความขัดแย้งในปาเลสไตน์จะได้รับการยอมรับ” ดาร์กล่าวในการแถลงข่าว “จุดยืนของเราต่อประเด็นปาเลสไตน์ไม่มีเปลี่ยนแปลง”
ผู้นำตะวันออกกลาง “ไม่ทันตั้งตัว” หลังทรัมป์รุกหนัก
ทรัมป์หยิบยกประเด็นนี้ขึ้นหารือระหว่างวิดีโอคอนเฟอเรนซ์ กับผู้นำจากซาอุดีอาระเบีย UAE กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ จอร์แดน และบาห์เรน เมื่อวันเสาร์ที่ผ่านมา ในช่วงที่การเจรจาข้อตกลงสหรัฐฯ-อิหร่านกำลังเดินหน้าอยู่
รายงานของสำนักข่าว Axios อ้างแหล่งข่าวเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ว่า ทรัมป์กล่าวตรงๆ ว่า เมื่อความขัดแย้งกับอิหร่านยุติลง ประเทศที่ยังไม่ยอมรับอิสราเอลควรเร่งปรับความสัมพันธ์ภายใต้กรอบข้อตกลงอับราฮัมโดยเร็ว
รายงานระบุว่าข้อเสนอดังกล่าวก่อให้เกิด “ความเงียบงันชั่วขณะ” ตลอดสาย โดยเฉพาะจากฝั่งซาอุดีอาระเบีย กาตาร์ และปากีสถาน จนทรัมป์ถึงกับพูดติดตลกถามกลับว่า “พวกคุณยังอยู่ในสายกันอยู่ไหม”
แรงต้านที่หนักที่สุดมาจากซาอุดีอาระเบีย ซึ่งยืนกรานว่าการยอมรับอิสราเอลใดๆ จะต้องผูกพันกับเส้นทางที่ชัดเจนสู่การจัดตั้งรัฐปาเลสไตน์
ทั้งนี้ สงครามในกาซา ความตึงเครียดกับอิหร่าน และกระแสความโกรธแค้นที่แพร่กระจายไปทั่วโลกอาหรับ ล้วนเป็นปัจจัยที่ทำให้บรรยากาศทางการเมืองสำหรับการปรับความสัมพันธ์กับอิสราเอลยิ่งซับซ้อนกว่าเดิม
อิหร่านยืนกรานไม่ร่วมด้วย
ฟากอิหร่าน ก็ปฏิเสธข้อเสนอการเข้าร่วมข้อตกลงอับราฮัมอย่างเด็ดขาดเช่นกัน โดย อับบาส อารักชี รัฐมนตรีต่างประเทศ เคยแถลงไว้อย่างชัดเจนว่า
“อิหร่านจะไม่มีวันยอมรับระบอบที่กระทำการฆ่าล้างเผ่าพันธุ์และสังหารเด็กๆ”
แม้ทรัมป์จะเดินหน้าผลักดันสุดตัว แต่การเจรจากับเตหะรานยังค้างคาในหลายประเด็นสำคัญ ทั้งการผ่อนปรนมาตรการคว่ำบาตร คลังสำรองยูเรเนียม และทรัพย์สินของอิหร่านที่ถูกอายัด ทำให้ทั้งอนาคตของข้อตกลงกับอิหร่าน และการขยายขอบเขตข้อตกลงอับราฮัม ยังคงอยู่ในความไม่แน่นอนต่อไป
ซึ่งจากกระแสต่อต้านหรือไม่เห็นด้วยต่อการผลักดันข้อตกลงอับราฮัมจากหลายประเทศในโลกมุสลิมที่เวลานี้ผูกโยงกับเงื่อนไขการเจรจายุติสงครามกับอิหร่านด้วยนั้น ก็ยิ่งทำให้เห็นว่า กระบวนการสร้างสันติภาพในตะวันออกกลางมีความซับซ้อนยิ่งขึ้นและห่างไกลความเป็นจริงออกไปทุกขณะ ซึ่งต้องจับตาว่า ทางออกของเรื่องนี้จะเป็นอย่างไรต่อไป
ภาพ: Official White House Photo by Shealah Craighead
อ้างอิง:


