CLICX ประกาศเป็น Virtual Bank รายแรกของไทยที่จะเปิดให้บริการอย่างเป็นทางการในวันที่ 19 มิถุนายนนี้ สวนทางอีก 2 รายซึ่งรับใบอนุญาตเช่นกันได้ขอเลื่อนเปิดดำเนินงานออกไปก่อน โดยย้ำว่า การเข้ามาครั้งนี้ไม่ได้ Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม แต่เป็นการเติมเต็มระบบการเงินไทยผ่านการเข้าหากลุ่มที่ยังไม่สามารถเข้าถึงระบบได้
ประเด็นสำคัญ
“ความแตกต่างที่สำคัญของ Virtual Bank ของเราคือการเป็นโครงสร้างพื้นฐานทางการเงินรูปแบบใหม่ที่ขับเคลื่อนด้วยเทคโนโลยีอย่างเต็มรูปแบบ การที่เราไม่มีสาขาให้บริการ ทำให้เราสามารถบริหารจัดการต้นทุนและนำเม็ดเงินไปมุ่งเน้นการลงทุนด้านเทคโนโลยีและระบบข้อมูลได้อย่างเต็มประสิทธิภาพ” สุพร สุนทรโรหิต ประธานเจ้าหน้าที่บริหาร ธนาคารคลิกซ์ จำกัด (มหาชน) ระบุ
ข่าวที่เกี่ยวข้อง:
- ธปท.เผย Virtual Bank 2 ราย ขอเลื่อนเปิดดำเนินงาน
- เอสซีบี เอกซ์ ตั้ง ‘แบงก์เอกซ์’ ลุยธุรกิจ Virtual Bank ร่วมกับ KakaoBank จากเกาหลีใต้ และ WeBank จากจีน
- บอร์ด CPALL ตีตกข้อเสนอส่ง ‘เคาน์เตอร์เซอร์วิส-ซีพี แอ็กซ์ตร้า’ ร่วมวง Virtual Bank ในเครือซีพี หวั่นกระทบความคล่องตัว เตรียมชงผู้ถือหุ้นลงมติ 29 พ.ค. นี้
- จับตาดีล CPALL โยก 3 บริษัทเข้า Virtual Bank ผู้ถือหุ้นรายย่อยต้องรู้อะไรบ้าง ก่อนตัดสินใจโหวตประชุมวิสามัญ 29 พ.ค.นี้
- ‘แบงก์ชาติ’ กางเกณฑ์คัดเลือก Virtual Bank ต้องไม่เอื้อประโยชน์ในเครือ พร้อมเปิด 5 แนวทางปรับโครงสร้างธุรกิจให้เป็นไปตามประกาศ
ฟีเจอร์แรกที่เปิดตัวคือ ‘เลขบัญชีเลือกได้’
แม่ทัพของ CLICX ฉายมุมมองว่า ในการดำเนินธุรกิจ Virtual Bank ของ CLICX นั้น จะตอบโจทย์ผู้คนในยุคปัจจุบันด้วยการผสานพลังของข้อมูล, เทคโนโลยี และความเข้าใจในตัวลูกค้า เพื่อออกแบบผลิตภัณฑ์ที่ไม่บังคับให้ลูกค้าต้องเปลี่ยนวิถีชีวิต แต่ผลิตภัณฑ์จะเข้าไปเชื่อมต่อและเอื้ออำนวยความสะดวกในชีวิตประจำวันแทน
ตัวอย่างเช่น ผลิตภัณฑ์เงินฝากได้ศึกษามาอย่างยาวนานและพบว่า ดอกเบี้ยเพียงอย่างเดียวอาจไม่ได้ตอบโจทย์สำหรับกลุ่มคนที่ไม่ได้มีเงินก้อนใหญ่เสมอไป จึงได้เตรียมเปิดตัวโซลูชันการออมเงินที่ช่วยลดภาระค่าใช้จ่ายในชีวิตประจำวัน เช่น การมอบสิทธิประโยชน์อินเทอร์เน็ตฟรี หรือรับฟรีกาแฟจาก Café Amazon เมื่อออมเงินกับ CLICX
กระนั้นฟีเจอร์แรกที่เปิดตัวอย่างเป็นทางการกลับเป็นเปิดตัวฟีเจอร์ใหม่ ‘เลขบัญชีเลือกได้’ ที่ให้ลูกค้าสามารถเลือก หรือกำหนดเลขบัญชีของตัวเองได้ ‘เป็นครั้งแรกของธนาคารไทย’ ตามที่ CLICX ระบุ ไม่ว่าจะเป็นเลขมงคลตามความเชื่อ รวมถึงการเลือกเลขบัญชีให้ตรงกับ 7 หลักท้ายของเบอร์โทรศัพท์ หรือ เลข 4 หลักท้าย โดยจะเปิดให้จองในวันที่ 2 มิถุนายนนี้
ใช้ฐานข้อมูล 50 ล้านรายมาวิเคราะห์
ในมุมของ CLICX นั้นหนึ่งในปัญหาหลักและอุปสรรคสำคัญที่ลูกค้ามักเผชิญคือความไม่พร้อมด้านเอกสารทางการเงิน จึงวางแผนแก้ไขโจทย์นี้ด้วยการใช้ ‘ข้อมูลทางเลือก’ จากฐานข้อมูลพันธมิตร (ภายใต้ความยินยอมของลูกค้า) ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้น ทั้งธนาคารกรุงไทย (KTB), แอดวานซ์ อินโฟร์ เซอร์วิส (AIS), และ ปตท. น้ำมันและการค้าปลีก (OR) ที่รวมแล้วกว่า 50 ล้านราย
เป้าหมายหลักของ CLICX ในระยะแรกคือ กลุ่มลูกค้ารายย่อย ธุรกิจ SME ขนาดย่อม และกลุ่มคนที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ หรือยังเข้าไม่ถึงบริการทางการเงินในระบบ ซึ่งมีอยู่เป็นจำนวนมาก โดยจากข้อมูลของธนาคารแห่งประเทศไทย ระบุว่า ปัจจุบันคนไทยกว่า 63% ยังอยู่ในกลุ่มที่เข้าถึงบริการทางการเงินได้อย่างไม่เต็มศักยภาพ และยังมีคนไทยอีกกว่า 80% ที่มีเงินสำรองฉุกเฉินในการดำรงชีพได้ไม่เกิน 6 เดือน
“แม้ลูกค้ากลุ่มนี้จะมีความเปราะบาง แต่หากข้อมูลสามารถพิสูจน์ได้ว่าพวกเขามีศักยภาพในการสร้างรายได้ เราก็พร้อมที่จะให้การส่งเสริม โดยการวิเคราะห์ข้อมูลทางเลือกที่ครอบคลุมเหล่านี้ จะช่วยให้เรามองเห็นความเสี่ยงที่ธนาคารดั้งเดิมอาจไม่เคยเห็นมาก่อน ทำให้เราสามารถป้องกันและบริหารจัดการหนี้เสีย (NPL) ได้ดีขึ้น รวมถึงช่วยบรรเทาปัญหาหนี้ครัวเรือนด้วยการปล่อยสินเชื่ออย่างระมัดระวังและเข้าใจลูกค้า”
สำหรับกลยุทธ์ในช่วงเริ่มต้นของการให้บริการ CLICX จะให้ความสำคัญสูงสุดกับความเสถียรของระบบและความลื่นไหลในการใช้งานตั้งแต่ขั้นตอนการสมัคร โดยยึดมั่นในมาตรฐานความปลอดภัยทางไซเบอร์ระดับสากล และอยู่ภายใต้การกำกับดูแลของธนาคารแห่งประเทศไทยอย่างเข้มงวดเพื่อป้องกันปัญหาระบบล่ม โดยได้นำบทเรียนและประสบการณ์การบริหารจัดการจากธนาคารกรุงไทยมาพัฒนาต่อยอด
ยอมรับเรื่องทำ ‘กำไร’ เป็นเรื่องท้าทาย
เพื่อให้มั่นใจในเสถียรภาพจึงวางแผนทยอยเปิดตัวผลิตภัณฑ์ โดยจะเริ่มต้นจากบริการเงินฝากที่ให้อิสระในการเปิดบัญชีขั้นต่ำเพียง 10 บาท และจะทยอยเปิดตัวบริการสินเชื่อในระยะถัดไป โดยยังขอไม่ระบุถึงเป้าหมายฐานลูกค้า, อัตราดอกเบี้ยซึ่งระบุว่า “จะเป็นไปตามข้อกำหนดของธนาคารแห่งประเทศไทย และใกล้เคียงกับธนาคารอื่นๆ” แต่ก็ยอมรับว่า ความท้าทายอยู่ที่การควบคุมหนี้เสีย
เมื่อถูกถามว่า Virtual Bank หลายแห่งเปิดมา 10 ปียังทำกำไรได้ยาก นั้นซีอีโอของ CLICX ได้ตอบว่า ประเด็นเรื่องการทำกำไร ถือเป็นความท้าทายหนึ่งที่ทีมงานต้องกลับมาวางแผนอย่างรอบคอบว่าการลงทุนไปนั้นจะส่งผลหรือสร้างผลตอบแทนอย่างไร แน่นอนว่าในการทำธุรกิจย่อมต้องมองถึงจุดคุ้มทุนเป็นเรื่องปกติ แต่ในระยะเริ่มต้นนี้ต้องการมุ่งเน้นไปที่การทำระบบการเงินของเราให้มีความเสถียร และสามารถเข้าไปช่วยเหลือผู้คนได้จริงเป็นอันดับแรก
ส่วนความชัดเจนเรื่องเป้าหมายหรือจุดคุ้มทุนนั้น เนื่องจากในปัจจุบันเราอยู่ในขั้นตอนการวางแผนและยังไม่มีลูกค้าเข้ามาใช้งานจริง การคาดการณ์ตัวเลขจึงยังเป็นเรื่องที่พูดได้ยาก แต่หากเปิดให้บริการไปแล้วระยะหนึ่งประมาณ 2-3 เดือน และเริ่มเห็นข้อมูลการใช้งานของลูกค้าจริง จะช่วยให้การคาดการณ์เป้าหมายต่างๆ มีความแม่นยำมากยิ่งขึ้น ซึ่งคาดว่าจะเห็นภาพทั้งหมดในปีนี้
สุพร ย้ำว่า “การก้าวเข้ามาของเราไม่ได้มุ่งหวังที่จะเข้ามา Disrupt ธุรกิจธนาคารดั้งเดิม แต่เรามุ่งหวังที่จะเป็นจิ๊กซอว์ชิ้นสำคัญที่เข้ามาเติมเต็มและเสริมความแข็งแกร่งให้กับระบบการเงินไทย” พร้อมทั้งสร้างความคุ้มค่าและความยั่งยืนทางเศรษฐกิจ เพื่อดูแลกลุ่มคนที่ธนาคารในระบบปัจจุบันอาจยังดูแลได้ไม่ทั่วถึง ให้มีโอกาสเข้าถึงบริการทางการเงินที่มีประสิทธิภาพต่อไป
อีก 2 รายเปิดไม่ทันตามกำหนด
อย่างไรก็ตามเมื่อ 19 พฤษภาคมที่ผ่านมา สมชาย เลิศลาภวศิน ผู้ช่วยผู้ว่าการ สายกำกับสถาบันการเงิน ธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) เปิดเผยถึงความคืบหน้าการพิจารณาให้ใบอนุญาตธุรกิจธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) ที่มีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติ 3 รายนั้นว่า ขณะนี้มีผู้ขอจัดตั้งธนาคารไร้สาขา 2 รายได้ยื่นขอผ่อนผันการจัดตั้งออกไปอีก 1 ปี เป็นภายใน 19 มิถุนายน 2570 จากเดิมตามประกาศกระทรวงการคลังกำหนดว่า จะต้องเปิดดำเนินการภายใน 19 มิถุนายน 2569 นี้
โดยผู้ขอจัดตั้ง Virtual Bank 2 รายที่ขอเลื่อนเปิดดำเนินการไป สมชายกล่าวว่า 1 รายคาดว่าจะมีความพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2569 นี้ และอีก 1 รายคาดว่า จะมีความพร้อมเปิดให้บริการภายในปี 2570 ซึ่ง
ปัจจุบันนั้นมีผู้สมัครผ่านคุณสมบัติขอจัดตั้ง Virtual Bank ทั้ง 3 รายได้แก่
- ธนาคาร CLICX (คลิกซ์) ภายใต้ความร่วมมือ KTB, AIS และ OR
- ธนาคาร BankX (แบงก์เอกซ์) ภายใต้ความร่วมมือของ SCBX ซึ่งถือหุ้น 90%, KakaoBank และ WeBank
- ธนาคาร Ascend Bank ภายใต้ความร่วมมือของ บริษัท ACM Holding จำกัด และกลุ่มผู้ร่วมขออนุญาต
สำหรับ ACM Holding เป็นบริษัทในกลุ่มของบริษัท เครือเจริญโภคภัณฑ์ จำกัด ซึ่งขณะนี้มีประเด็นที่ต้องติดตามในการประชุมผู้ถือหุ้นที่จะเกิดขึ้นวันที่ 29 พฤษภาคมนี้ เกี่ยวกับ การพิจารณาในหลักการว่าจะให้ Counter Service Thai Smart Card และ CP Axtra เข้ามาอยู่ในกลุ่มธุรกิจทาง การเงินฯ ของ ACMH หรือไม่นั้น เป็นการดำเนินการตามกระบวนการซึ่งไม่รวมถึงธุรกิจหลักในด้านค้าปลีก ค้าส่ง และธุรกิจอื่นๆ และขึ้นอยู่กับการตัดสินใจของผู้ถือหุ้นในที่สุดตาม หลักเกณฑ์ของตลาดหลักทรัพย์และคณะกรรมการกำกับตลาดทุนและกฎหมายที่เกี่ยวข้อง
สื่อนอกเผยรอยร้าวในกลุ่มทุนใหญ่
สำนักข่าว Nikkei Asia รายงานว่า บมจ.ซีพี ออลล์ (CP ALL) ผู้ให้บริการร้านสะดวกซื้อ 7-Eleven ในประเทศไทย ได้แสดงความคัดค้านต่อแผนการปรับโครงสร้างธุรกิจการเงินที่ผลักดันโดยเครือเจริญโภคภัณฑ์ ซึ่งเป็นผู้ถือหุ้นใหญ่ โดย CPALL มีกำหนดจัดการประชุมวิสามัญผู้ถือหุ้นในวันศุกร์นี้เพื่อลงมติเกี่ยวกับแผนการปรับโครงสร้างที่เสนอมา
ศูนย์กลางของข้อพิพาทนี้คือแผนการลงทุนในธุรกิจธนาคารดิจิทัลของ CP Group เมื่อปีที่แล้ว หลังธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ได้มอบใบอนุญาตจัดตั้งธนาคารพาณิชย์ไร้สาขา (Virtual Bank) 3 แห่งแรกให้กับ CP และกลุ่มร่วมทุนอีก 2 กลุ่ม โดยในฐานะเงื่อนไขการเข้าสู่ธุรกิจดังกล่าว ธนาคารกลางกำหนดให้ผู้สมัครต้องรวมการดำเนินงานด้านการเงินเข้าด้วยกัน และแยกออกจากธุรกิจที่ไม่ใช่ภาคการเงิน เพื่อป้องกันความขัดแย้งทางผลประโยชน์
อย่างไรก็ตาม CPALL มีบริษัทย่อยด้านการเงิน 3 แห่ง และเพื่อให้สอดคล้องกับข้อกำหนดของหน่วยงานกำกับดูแล CP Group จึงพยายามที่จะแยกบริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งออกจาก CPALL และนำไปรวมไว้ภายใต้ ACM Holding ซึ่งเป็นบริษัทด้านการเงินของกลุ่มเอง
ตัวอย่างเช่น เคาน์เตอร์เซอร์วิส ซึ่งเป็นหนึ่งในสามบริษัทย่อย ให้บริการรับชำระเงินที่ร้าน 7-Eleven และมีการบูรณาการอย่างใกล้ชิดกับ CPALL บริษัทย่อยทั้ง 3 แห่งสร้างผลกำไรรวมกันประมาณ 20% ของผลกำไรทั้งหมดของ CPALL การถอดบริษัทย่อยเหล่านี้ออกไปจะส่งผลกระทบอย่างมีนัยสำคัญต่อการดำเนินงานของบริษัท
ในการประชุมวันศุกร์นี้ การอนุมัติข้อเสนอดังกล่าวต้องได้รับคะแนนเสียง 75% ของผู้ถือหุ้นที่เข้าร่วมประชุม บริษัทในเครือ CP Group ซึ่งถือหุ้นรวมกัน 36.2% ใน CPALL ไม่มีสิทธิ์ออกเสียงลงคะแนน เนื่องจากมีส่วนได้เสียโดยตรงในผลลัพธ์ที่จะเกิดขึ้น
อ้างอิง:


