สหรัฐอเมริกาและอิหร่านใกล้บรรลุข้อตกลงหยุดยิงสำเร็จ โดยกำลังอยู่ในขั้นตอนเจรจารายละเอียดบันทึกความเข้าใจ (MOU) ที่ขยายเวลาหยุดยิง 60 วัน รวมถึงแผนงานและทิศทางหลังสงครามนับต่อจากนี้
ประเด็นสำคัญ
ตามรายงานของสื่อสหรัฐฯ อย่าง Axios และ New York Times รายละเอียดของข้อตกลงในครั้งนี้จะไม่มีการเก็บค่าผ่านช่องแคบฮอร์มุซ ขณะที่ประเด็นสำคัญอย่างการพัฒนาอาวุธนิวเคลียร์และแร่ยูเรเนียมต้องผ่านการลงนามบันทึกความเข้าใจอย่างเป็นทางการ ซึ่งจะเป็นขั้นตอนหารือต่อไปในอนาคต
เปิดข้อตกลงหยุดยิง สหรัฐฯ – อิหร่าน
เมื่อคืนนี้ (24 พฤษภาคม) โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ โพสต์บน Truth Social ว่า ข้อตกลงหยุดยิงสันติภาพระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน รวมถึงประเทศอื่นๆ ที่เกี่ยวข้อง เช่น กลุ่มประเทศอ่าวใกล้ได้ข้อสรุปแล้ว ขณะที่การพูดคุยกับ เบนจามิน เนทันยาฮู ผู้นำอิสราเอล ก็เป็นไปด้วยดี
“ข้อตกลงได้รับการเจรจาไปเป็นส่วนใหญ่แล้ว โดยอยู่ในขั้นตอนสุดท้ายระหว่างสหรัฐฯ กับ อิหร่าน รวมถึงประเทศอื่นๆ อีกหลายประเทศ” ทรัมป์เขียนบน Truth Social พร้อมระบุว่า ข้อตกลงดังกล่าวคือบันทึกความเข้าใจสันติภาพ ซึ่งผ่านการหารือครอบคลุมกับหลายประเทศ เช่น ซาอุดีอาระเบีย สหรัฐอาหรับเอมิเรตส์ กาตาร์ ปากีสถาน ตุรกี อียิปต์ จอร์แดน และบาห์เรน
ทั้งนี้ Reuters รายงานว่า มีการนำเสนอกรอบการทำงานยุติสงครามตะวันออกกลาง ประกอบด้วย 3 ขั้นตอน
- การยุติสงครามอย่างเป็นทางการ
- การคลี่คลายวิกฤตช่องแคบฮอร์มุซ
- ขยายการเจรจาเป็นเวลา 30 วันเพื่อมุ่งสู่ข้อตกลงสันติภาพที่ยั่งยืนในวงกว้าง (เวลาไม่ตายตัว)
ด้าน Axios รายงานว่า ข้อตกลงดังกล่าวจะไม่มีการเก็บค่าธรรมเนียมเพื่อผ่านช่องแคบฮอร์มุซ และอิหร่านต้องเก็บกู้ทุ่นระเบิดทะเลที่เคยติดตั้งไว้ เพื่อให้เรือสินค้าผ่านได้อย่างเสรี แลกกับการที่สหรัฐฯ จะยุติการปิดล้อมท่าเรืออิหร่าน และออกข้อยกเว้นมาตรการคว่ำบาตรน้ำมันบางส่วน
อย่างไรก็ตาม ประเด็นเรื่องการปลดอายัดทรัพย์สินและการยกเลิกคว่ำบาตรถาวรยังคงเป็นจุดขัดแย้ง โดยสื่ออิหร่านอย่าง Tasnim รายงานว่า มีข้อเรียกร้องให้ปล่อยทรัพย์สินที่ถูกอายัดทันทีในขั้นตอนแรกนี้ทันที แต่ฝั่งเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ยืนกรานว่า การผ่อนปรนจะเกิดขึ้นตามความคืบหน้าของการเจรจาเท่านั้น
นอกจากนี้ กองทัพสหรัฐฯ ที่ระดมพลมาในภูมิภาคก่อนหน้านี้ จะยังคงปักหลักประจำการต่อไปตลอดช่วง 60 วัน จนกว่าจะมีการบรรลุข้อตกลงยุติสงครามอย่างเป็นทางการในขั้นสุดท้าย
ขณะที่ CNN เปิดเผยว่า สหรัฐฯ พยายามบรรลุเนื้อหานิวเคลียร์และยูเรเนียมในข้อตกลงดังกล่าว โดยระบุให้อิหร่านไม่ครอบครองอาวุธนิวเคลียร์ รวมถึงสละยูเรเนียมเสริมสมรรถนะสูง แต่วิธีการกำจัดคลังสำรองต้องรอเจรจาต่อไป
อย่างไรก็ดี เจ้าหน้าที่อิหร่านยืนกรานว่า การเจรจาที่เกี่ยวกับแร่ยูเรเนียม จะเริ่มขึ้นได้ก็ต่อเมื่อบันทึกความเข้าใจได้รับการเห็นชอบแล้วเท่านั้น ส่วนสื่อท้องถิ่นอย่าง Fars เปิดเผยว่า เตหะรานไม่ได้ให้คำมั่นว่า จะส่งมอบคลังนิวเคลียร์ รื้อถอนอุปกรณ์ ปิดสิ่งอำนวยความสะดวก หรือแม้แต่สัญญาว่า จะไม่สร้างระเบิดนิวเคลียร์
ปมทางการเมืองตะวันออกกลาง
Axios ระบุว่า ร่างบันทึกความเข้าใจฉบับนี้ยังระบุไว้อย่างชัดเจนว่า สงครามระหว่างอิสราเอลกับกลุ่มฮิซบอลเลาะห์ในเลบานอนจะต้องยุติลง โดยเจ้าหน้าที่อิสราเอลเปิดเผยว่า เนทันยาฮูแสดงความกังวลเกี่ยวกับข้อตกลงหยุดยิง แต่ได้นำเสนอเหตุผลด้วยท่าทีที่เคารพและให้เกียรติอีกฝ่าย
ส่วนเจ้าหน้าที่สหรัฐฯ ชี้แจงว่า ข้อตกลงนี้ไม่ใช่การหยุดยิงแบบฝ่ายเดียว หากกลุ่มฮิซบอลเลาะห์พยายามสะสมอาวุธขึ้นมาใหม่หรือยั่วยุให้เกิดการโจมตี อิสราเอลจะได้รับอนุญาตให้ดำเนินการเพื่อป้องกันตนเองเพื่อยับยั้งสถานการณ์
“บีบี้มีเรื่องการเมืองภายในประเทศที่ต้องพิจารณา แต่ทรัมป์มีผลประโยชน์ของสหรัฐฯ และเศรษฐกิจโลกที่ต้องคิดถึง” เจ้าหน้าที่สหรัฐฯ กล่าว โดยเรียกเนทันยาฮูด้วยชื่อเล่นของเขา ซึ่งสื่อถึงการเลือกตั้งอิสราเอลและการเลือกตั้งกลางเทอมสหรัฐฯ ในปลายปี 2026
ใครช่วยเจรจา
Axios รายงานว่า ทรัมป์ได้พูดคุยเพื่อขอความคิดเห็นจากผู้นำชาติอาหรับและมุสลิมถึงข้อตกลงนี้ในวันที่ 24 พฤษภาคมที่ผ่านมา ซึ่งได้รับการสนับสนุนจากทุกฝ่าย โดยผู้ร่วมสาย ได้แก่ ผู้นำสหรัฐอาหรับเอมิเรตส์, ซาอุดีอาระเบีย, อียิปต์, ตุรกี และปากีสถานที่แสดงความพยายามช่วยไกล่เกลี่ย
รายงานระบุว่า ปากีสถานทำหน้าที่เป็นตัวกลางได้ดี นำโดย จอมพล อาซิม มูนีร์ (Marshal Asim Munir) ผู้บัญชาการทหารบกและคนสนิทของทรัมป์ ที่เดินทางไปเตหะรานเมื่อวันที่ 23-24 พฤษภาคมที่ผ่านมา โดยหวังพยายามผลักดันให้ข้อตกลงนี้ประสบความสำเร็จด้วยตนเอง
อันที่จริงมีรายงานว่า ทรัมป์ลังเลระหว่างการทำข้อตกลงกับการเปิดฉากโจมตีอิหร่านครั้งใหญ่อีกระลอก แต่ปรากฏว่า ทรัมป์หันกลับมาเลือกแนวทางในการทูตในวันที่ 24 พฤษภาคม
ผู้เชี่ยวชาญมองอย่างไร
ทั้งนี้ ตริตา ปาร์ซี (Trita Parsi) ผู้เชี่ยวชาญด้านอิหร่านและผู้ร่วมก่อตั้งสถาบัน Quincy Institute ให้สัมภาษณ์กับ Al Jazeera ว่า แม้ MOU ระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่าน จะไม่ได้ระบุข้อผ่อนปรนในประเด็นสำคัญจากทั้งสองฝ่าย แต่เป็นสัญญาณที่แสดงถึงความเต็มใจในการยุติสงคราม
ปาร์ซียังกล่าวเสริมว่า ยังไม่ชัดเจนว่าอิหร่านจะได้รับค่าปฏิกรรมสงครามที่เคยเรียกร้องหรือไม่ แต่หากมาตรการคว่ำบาตรถูกยกเลิก และประเด็นนิวเคลียร์ได้รับการแก้ไข ข้อตกลงระหว่างสหรัฐฯ กับอิหร่านน่าจะยิ่งใหญ่ที่สุด มากกว่าข้อตกลงนิวเคลียร์ JCPOA ในยุคประธานาธิบดี บารัก โอบามา ในปี 2015
ส่วน เซตาเรห์ ซาเดกี (Setareh Sadeqi) นักวิชาการและผู้ช่วยศาสตราจารย์ด้านโลกศึกษาจากมหาวิทยาลัยเตหะรานกล่าวว่า มีการส่งสัญญาณไปถึงทรัมป์ว่า ตะวันออกกลางต้องการบรรลุข้อตกลงสันติภาพ ทว่าการส่งสัญญาณในบางครั้งก็ยังคงมีความขัดแย้งกันเอง ซึ่งขึ้นอยู่กับว่า อิสราเอลในฐานะตัวแปรสำคัญจะยอมรับข้อตกลงนี้หรือไม่
ภาพ: Majid-Asgaripour / Reuters
อ้างอิง:


