การเยือนประเทศไทยอย่างเป็นทางการของเลขาธิการพรรคคอมมิวนิสต์และประธานาธิบดีเวียดนาม โต เลิม (Tô Lâm) ในวันที่ 28 พฤษภาคม ในด้านหนึ่งดูเป็นพิธีทางการทูตในวาระครบรอบ 50 ปีความสัมพันธ์ทางการทูตระหว่างไทยและเวียดนามตามปกติ แต่ในอีกด้านหนึ่ง การเยือนครั้งนี้มีหมุดหมายสำคัญที่มีศักยภาพในการกำหนดทิศทางความสัมพันธ์ระหว่างสองประเทศในทศวรรษหน้า
ประเด็นสำคัญ
การมาเยือนครั้งนี้เกิดขึ้นในห้วงเวลาในห้วงจังหวะที่รัฐบาลของทั้งสองประเทศเพิ่งเปลี่ยนผ่านอย่างสำคัญ มีความชอบธรรม และวาระทางการเมืองที่ชัดเจนสูง โดยเฉพาะอย่างยิ่ง ในฝั่งเวียดนามที่เพิ่งจัดการโครงสร้างอำนาจทางการเมืองและอยู่ระหว่างการปฏิรูประบบราชการเพื่อเตรียมรับมือกับความเปลี่ยนแปลงทางเศรษฐกิจ
นอกจากนี้ ทั้งสองชาติเพิ่งยกระดับความสัมพันธ์เป็น “หุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน” (Comprehensive Strategic Partnership) เมื่อเดือนพฤษภาคม 2025 พร้อมลงนามบันทึกความเข้าใจ 8 ฉบับ และออกแถลงการณ์ร่วม 34 ข้อ ซึ่งถือเป็นกรอบความร่วมมือที่ครอบคลุมที่สุดในประวัติศาสตร์ความสัมพันธ์ทวิภาคี 50 ปี
ตัวเลขทางเศรษฐกิจบ่งบอกความใกล้ชิดระหว่างไทยและเวียดนามได้เป็นอย่างดี นับตั้งแต่เข้าร่วมข้อตกลงการค้าเสรีอาเซียน (AFTA) ความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจระหว่างไทยและเวียดนามก็ยกระดับมากขึ้นเรื่อยๆ ในปี 2025 มูลค่าการค้าทวิภาคีไทย-เวียดนามในปี 2025 อยู่ที่ประมาณ 19,800 ล้านดอลลาร์สหรัฐ เพิ่มขึ้นกว่า 40 เท่าจากปี 1995 ที่มีเพียง 480 ล้านดอลลาร์ การลงทุนสะสมของไทยในเวียดนามสูงถึง 13,700 ล้านดอลลาร์ จากกว่า 700 โครงการ ทำให้ไทยเป็นนักลงทุนรายใหญ่อันดับ 8 ในเวียดนาม
ขณะที่นักท่องเที่ยวเวียดนามเดินทางมาไทยปีละกว่า 1.2 ล้านคน และนักท่องเที่ยวไทยไปเวียดนามราว 600,000 คน รวมแล้วการเคลื่อนย้ายของคนระหว่างสองประเทศมากกว่า 2 ล้านเที่ยวต่อปี
โต เลิม: ผู้นำเวียดนามยุคใหม่
โต เลิม วัย 69 ปี ไม่ใช่ผู้นำเวียดนามในแบบเดิม เขาคือบุคคลแรกในรอบกว่า 4 ทศวรรษที่รวมตำแหน่งเลขาธิการพรรคและประธานาธิบดีไว้ในคนเดียว หลังจากขึ้นรับตำแหน่งเลขาธิการในเดือนสิงหาคม 2024 ต่อจากเหงวียน ฟู้ จ่อง Nguyễn Phú Trọng) ที่ถึงแก่อสัญกรรม การรวมศูนย์อำนาจนี้ทำให้เขามีอำนาจตัดสินใจเบ็ดเสร็จที่สุดนับตั้งแต่ยุคโฮจิมินห์
การเยือนต่างประเทศของโต เลิม จึงมีนัยสำคัญต่อการทูตเวียดนามยุคใหม่ของเวียดนามอย่างมาก เพราะการเจรจาและสัญญาใดๆ ที่ออกจากปากเขา คู่เจรจาสามารถมั่นใจได้ว่าสิ่งนี้คือจุดยืนที่แท้จริงของเวียดนาม และการให้คำมั่นจะถูกนำไปปฏิบัติจริง
พื้นฐานของโต เลิม ในฐานะอดีตรัฐมนตรีว่าการกระทรวงความมั่นคงสาธารณะ (2016-2024) ทำให้เขาเข้าใจทั้งภัยคุกคามข้ามชาติและกลไกบังคับใช้กฎหมายระหว่างประเทศอย่างลึกซึ้ง ในช่วง 8 ปีที่กุมบังเหียนกระทรวงความมั่นคง เขาเป็นผู้สั่งการรณรงค์ต่อต้านคอร์รัปชัน ‘เตาหลอมไฟ’ ที่ดำเนินคดีเจ้าหน้าที่ระดับสูงกว่า 170 คน และพัวพันกับมหากาพย์ทุจริตหลายพันล้านดอลลาร์ในภาคอสังหาริมทรัพย์ นี่คือผู้นำที่คุ้นเคยกับการใช้อำนาจอย่างเด็ดขาด
สำหรับไทย นี่หมายความว่าคู่เจรจาฝ่ายเวียดนามมีทั้งอำนาจและความตั้งใจในการผลักดันให้สิ่งต่างๆ เกิดขึ้นจริง ข้อตกลงที่ทำกับโต เลิม ย่อมมีน้ำหนักและโอกาสในการปฏิบัติสูงอย่างมาก หน้าต่างแห่งโอกาสนี้ไม่ได้เปิดบ่อย และในภูมิรัฐศาสตร์ที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว หากทั้งสองประเทศสามารถไขว่คว้าโอกาสได้ ย่อมสร้างความได้เปรียบร่วมกันบนเวทีต่างประเทศได้
สามเสาหลักความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนาม: เปลี่ยนถ้อยแถลงให้เป็นการปฏิบัติจริง
แถลงการณ์ร่วมว่าด้วยหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้านที่ลงนามเมื่อพฤษภาคม 2025 วางกรอบความร่วมมือไว้ภายใต้ 3 เสาหลัก ได้แก่ หุ้นส่วนเพื่อสันติภาพที่ยั่งยืน (Partnership for Sustainable Peace), หุ้นส่วนเพื่อการเติบโต (Partnership for Growth) และหุ้นส่วนเพื่ออนาคต (Partnership for the Future) คำถามสำคัญที่การเยือนครั้งนี้ต้องตอบคือ เอกสาร 34 ข้อนี้จะแปลงเป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้มากน้อยเพียงใด
เสาหลักที่ 1: สันติภาพที่ยั่งยืน
ในด้านการเมืองและความมั่นคง ทั้งสองฝ่ายตั้งเป้าให้มีการหารือระดับรัฐมนตรีกลาโหมอย่างน้อยปีละ 2 ครั้ง กองทัพเรือทั้งสองประเทศมีการลาดตระเวนร่วมในอ่าวไทยมาตั้งแต่ปี 1999 รวมแล้วกว่า 48 ครั้ง แต่ยังไม่เคยมีการฝึกร่วมขนาดใหญ่ในระดับกองพล สนธิสัญญาส่งผู้ร้ายข้ามแดนที่เจรจามานานกว่า 10 ปี ยังไม่ได้รับการลงนาม แม้ว่าทั้งสองฝ่ายต่างมีผลประโยชน์ร่วมกันในการปราบปรามอาชญากรรมข้ามพรมแดน
เสาหลักที่ 2: การเติบโต
ไทยและเวียดนามตั้งเป้าหมายยกระดับการค้าทวิภาคีให้ถึง 25,000 ล้านดอลลาร์สหรัฐภายในปี 2028 นั่นหมายความว่า การค้าระหว่างไทยและเวียดนามต้องเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 8 ต่อปี ซึ่งเป็นเป้าหมายที่ทะเยอทะยานอย่างยิ่ง
อย่างไรก็ตาม หากดูจากสถิติย้อนหลังอาจกล่าวได้ว่า เป้าหมายนี้ไม่ไกลเกินจริง ในช่วง 5 ปีก่อนโควิด (2015-2019) การค้าทวิภาคีเคยเติบโตเฉลี่ยร้อยละ 11 ต่อปี โดยโครงสร้างการค้าปัจจุบันมีไทยส่งออกไปเวียดนามราว 12,500 ล้านดอลลาร์ (สินค้าหลักคือ น้ำมันสำเร็จรูป เม็ดพลาสติก ชิ้นส่วนยานยนต์ และผลไม้) และนำเข้าจากเวียดนามราว 7,300 ล้านดอลลาร์ (เครื่องจักร อิเล็กทรอนิกส์ เหล็ก และอาหารทะเล)
ในบริบทที่สงครามการค้าสหรัฐฯ-จีนรอบใหม่กำลังปรับโครงสร้างห่วงโซ่อุปทานโลก ทั้งไทยและเวียดนามได้ประโยชน์จากกระแส “China+1” แต่ในลักษณะที่ต่างกัน เวียดนามดึงดูดโรงงานประกอบชิ้นส่วนอิเล็กทรอนิกส์ (Samsung, Apple suppliers) ขณะที่ไทยดึงดูดอุตสาหกรรมยานยนต์ไฟฟ้าและปิโตรเคมี การเชื่อมต่อห่วงโซ่อุปทานระหว่างกัน แทนที่จะแข่งขันดึงดูดการลงทุนจากจีนเหมือนกัน จะเป็นยุทธศาสตร์ที่ Win-Win มากกว่า
ตัวเลขชี้ว่าการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ไหลเข้าเวียดนาม 39,000 ล้านดอลลาร์ในปี 2025 ขณะที่ไทยได้รับ FDI เพียง 16,000 ล้านดอลลาร์ในปีเดียวกัน ช่องว่างนี้เป็นทั้งความท้าทายและโอกาสในการสร้างห่วงโซ่คุณค่าร่วม
โจทย์สำคัญคือ ไทยและเวียดนามจะวางกรอบการเจรจาเพื่อยกระดับทางการค้าอย่างไร เพื่อให้การค้าระหว่างทั้งสองประเทศกลับไปสู่ระดับศักยภาพที่ควรจะเป็น คำตอบอาจอยู่ที่ ยุทธศาสตร์ ‘สามเชื่อมต่อ (Three Connects)’
ยุทธศาสตร์ สามเชื่อมต่อที่ระบุในแถลงการณ์ร่วมข้อ 21-23 มุ่งเชื่อมต่อ 3 มิติ ได้แก่
- ห่วงโซ่อุปทาน (Supply Chain Connectivity) เพื่อให้ไทยเป็นฐานผลิตชิ้นส่วนป้อนโรงงานในเวียดนามที่ผลิตเพื่อส่งออกไปสหรัฐฯ และยุโรป
- เศรษฐกิจท้องถิ่น (Local Economy Connectivity) เชื่อมจังหวัดชายแดนผ่าน EWEC ระยะทาง 1,450 กิโลเมตรจากดานังถึงเมาะลำไย
- เศรษฐกิจสีเขียว (Green Economy Connectivity) ร่วมพัฒนาตลาดคาร์บอนเครดิตและพลังงานทดแทน
ข้อเท็จจริงคือ แนวระเบียงเศรษฐกิจตะวันออก-ตะวันตก (East-West Economic Corridor – EWEC) ซึ่งเป็นเส้นทางยุทธศาสตร์สำคัญยังมีปริมาณการขนส่งข้ามแดนเพียง 28,000 เที่ยวต่อปี ต่ำกว่าศักยภาพที่ประเมินไว้ถึง 5 เท่า สาเหตุหลักมาจากจุดผ่านแดนมีเพียง 2 จุดที่เปิดครบ 24 ชั่วโมง ขั้นตอนศุลกากรใช้เวลาเฉลี่ย 4.2 ชั่วโมงต่อเที่ยว เทียบกับเพียง 45 นาทีที่ชายแดนสิงคโปร์-มาเลเซีย และรถบรรทุกจดทะเบียนไทยยังไม่สามารถวิ่งข้ามลาวเข้าเวียดนามได้โดยไม่ต้องเปลี่ยนรถ งานวิจัยชี้ว่า หากแก้ปัญหาเหล่านี้ได้ คาดว่ามูลค่าการค้าชายแดนจะเพิ่มขึ้นอีก 3,000-5,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี
เสาหลักที่ 3: อนาคต
เสาหลักที่ 3 ครอบคลุมเศรษฐกิจดิจิทัล ปัญญาประดิษฐ์ การศึกษา และการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ ปัจจุบันเวียดนามมีแรงงานในภาคเทคโนโลยีกว่า 1.2 ล้านคน โดยมีบัณฑิตด้าน STEM จบใหม่ปีละ 150,000 คน ขณะที่ไทยมีบัณฑิต STEM เพียง 90,000 คนต่อปี การร่วมมือด้านการพัฒนาบุคลากรดิจิทัลจึงเป็นผลประโยชน์ร่วมที่ชัดเจน เวียดนามมีแรงงานเทคโนโลยีที่มีทักษะ ขณะที่ไทยมีโครงสร้างพื้นฐานดิจิทัลและระบบนิเวศสตาร์ตอัปที่ก้าวหน้ากว่า
แถลงการณ์ร่วมข้อ 25-26 ระบุถึงการจัดตั้งศูนย์ความร่วมมือด้าน AI และเทคโนโลยีดิจิทัลร่วมกัน รวมถึงการยอมรับใบรับรองดิจิทัลระหว่างกัน (Mutual Digital Certificate Recognition) ซึ่งหากสำเร็จจะเป็นพื้นฐานสำคัญสำหรับการค้าอิเล็กทรอนิกส์ข้ามพรมแดนที่มีมูลค่าคาดการณ์ถึง 2,500 ล้านดอลลาร์ภายในปี 2030
ความมั่นคง-ผลประโยชน์ร่วม: หัวใจสำคัญของความร่วมมือ
มีความเข้าใจผิดอย่างสำคัญในการพัฒนาความร่วมมือระหว่างไทยและเวียดนามคือ การมองกันและกันเป็นคู่แข่ง ในด้านหนึ่ง คนไทยจำนวนไม่น้อยมักมองเวียดนามในฐานะ ‘ผู้ไล่กวด’ และกลัวว่าเวียดนามจะแซงไทยในการพัฒนาเศรษฐกิจ ในขณะที่คนเวียดนามหลายคนก็ยึดถือว่า การไล่ตามไทยให้ทันเป็นหมุดหมายสำคัญในการประกาศว่าเวียดนามได้ก้าวขึ้นมาเป็นประเทศหลักของอาเซียน เหมือนที่ประเทศไทยเป็น
แต่ในการพัฒนาที่แท้จริง ทั้งสองประเทศไม่จำเป็นและไม่ควรที่จะแข่งกัน เพราะหากมองจากที่ตั้งทางภูมิศาสตร์ ระดับการพัฒนา ปัญหาและที่ทางของแต่ละประเทศในระเบียบโลก ทั้งสองประเทศสามารถสร้างประโยชน์ร่วมกัน (Mutual Benefit) ได้อีกมาก และในทางทฤษฎี ‘การเป็นหุ้นส่วนการพัฒนา’ ก็เป็นวิธีการที่ดีที่สุดที่ทั้งไทยและเวียดนามควรต้องเลือกเดิน
ตัวอย่างในประเด็นเหล่านี้ อาทิความร่วมมือด้านความมั่นคง ปัจจุบันเครือข่ายหลอกลวงออนไลน์ (Scam Compounds) ในอนุภูมิภาคลุ่มน้ำโขงสร้างความเสียหายทั่วโลกประมาณ 64,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี ตามรายงานของ UNODC เมื่อต้นปี 2026 เหยื่อชาวไทยสูญเสียเงินจากแก๊งคอลเซ็นเตอร์ราว 70,000 ล้านบาทในปี 2025 เพียงปีเดียว ขณะที่ประชาชนเวียดนามกว่า 7,000 คนถูกหลอกไปทำงานในค่าย scam ในเมียนมาและกัมพูชา
การที่โต เลิม มีพื้นฐานด้านความมั่นคงโดยตรง ทำให้ประเด็นนี้มีโอกาสคืบหน้ามากกว่าในอดีต แถลงการณ์ร่วมข้อ 9 ระบุถึงการจัดตั้งกลไกปฏิบัติการร่วมเฉพาะกิจ (Joint Task Force) เพื่อปราบปรามอาชญากรรมข้ามชาติ หากทั้งสองประเทศสามารถหาแนวทางในการร่วมมืออย่างเป็นรูปธรรมได้ในการเยือนครั้งนี้ จะเป็นความก้าวหน้าที่เป็นรูปธรรมที่สุดในรอบหลายปี
ประเด็นประมงผิดกฎหมาย (IUU) เป็นอีกเรื่องที่ทั้งสองฝ่ายมีผลประโยชน์ร่วมอย่างชัดเจน เวียดนามถูกสหภาพยุโรปขึ้นบัญชีเตือน (Yellow Card) มาตั้งแต่ปี 2017 ทำให้สูญเสียรายได้จากการส่งออกอาหารทะเลไปอียูปีละราว 400-500 ล้านดอลลาร์ ขณะที่ไทยเคยถูกขึ้นบัญชีเตือนแต่สามารถปลดได้ในปี 2019 หลังปฏิรูปกฎหมายประมงครั้งใหญ่ ประสบการณ์ของไทยในการปลดธง IUU จึงเป็นทั้งแรงจูงใจและแบบอย่างที่เวียดนามต้องการ
ในเรื่องแรงงาน มีแรงงานเวียดนามในไทยประมาณ 40,000-60,000 คน ส่วนใหญ่อยู่ในภาคประมง ก่อสร้าง และภาคบริการ บันทึกความเข้าใจด้านแรงงานฉบับใหม่ที่ลงนามเมื่อปี 2025 ตั้งเป้าให้มีแรงงานเวียดนามถูกกฎหมายในไทย 80,000 คนภายในปี 2028 ซึ่งจะช่วยแก้ปัญหาการขาดแคลนแรงงานในภาคอุตสาหกรรมไทยที่ต้องการแรงงานเพิ่มอีกอย่างน้อย 500,000 คนในอีก 3 ปีข้างหน้า
ภูมิรัฐศาสตร์: การเดินหมากในกระดานที่ซับซ้อน
การเยือนของโต เลิม ไม่ได้เกิดขึ้นในสุญญากาศ หากแต่อยู่ในบริบทของความสัมพันธ์ระหว่างประเทศที่ห้อมล้อมไทยและเวียดนาม และความสัมพันธ์ระหว่างไทยและเวียดนามก็จะมีส่วนสำคัญในการกำหนดเกมการเมืองระหว่างประเทศในภูมิภาคด้วย
ทะเลจีนใต้ยังคงเป็นประเด็นที่ร้อนแรงที่สุดในภูมิภาค ปี 2025-2026 เกิดเหตุเผชิญหน้าระหว่างเรือจีนกับเรือฟิลิปปินส์และเวียดนามรวมกว่า 40 ครั้ง จีนขยายฐานทัพบนเกาะเทียมในหมู่เกาะสแปรตลีย์อย่างต่อเนื่อง ขณะที่สหรัฐฯ เพิ่มการลาดตระเวนเสรีภาพในการเดินเรือ (FONOPS) เป็น 12 ครั้งต่อปี ไม่ใช่เรื่องแปลกใจเท่าไหร่ที่ บทวิเคราะห์และรายงานด้านความมั่นคงหลายชิ้นต่างชี้ว่า ทะเลจีนใต้เป็น ‘จุดร้อน (Hot Spot)’ ที่อ่อนไหวต่อความขัดแย้งทางด้านความมั่นคง
สำหรับเวียดนาม ซึ่งมีข้อพิพาทดินแดนกับจีนโดยตรงในหมู่เกาะพาราเซลและสแปรตลีย์ การมีพันธมิตรในอาเซียนที่สนับสนุนการเคารพกฎหมายทะเลระหว่างประเทศ (UNCLOS) เป็นเรื่องสำคัญยิ่ง แถลงการณ์ร่วมข้อ 14 ระบุถึงการเคารพกฎหมายระหว่างประเทศรวมถึง UNCLOS โดยไม่ระบุชื่อประเทศใดเป็นการเฉพาะ นี่คือ ‘การทูตไม้ไผ่เสริมเหล็ก’ (Bamboo Diplomacy reinforced with steel) แบบเวียดนาม ที่แสดงจุดยืนโดยไม่สร้างการเผชิญหน้าตรง
แม้ไทยจะไม่มีข้อพิพาทโดยตรงในทะเลจีนใต้ แต่ในฐานะประเทศภูมิภาคไทยย่อมไม่อาจปฏิเสธได้ว่า ข้อพิพาทในทะเลจีนใต้ย่อมส่งผลกระทบต่อไทยอย่างมีนัยสำคัญ บนเวทีการเมือง ไทยจะมีบทบาทสำคัญยิ่งในการสร้างสมดุลภายในภูมิภาค การเสริมความสัมพันธ์กับเวียดนามจึงเป็นการส่งสัญญาณสำคัญว่าไทยมีทางเลือกทางยุทธศาสตร์ โดยไม่ต้องเข้าข้างฝ่ายใดอย่างชัดแจ้ง
วิกฤตช่องแคบฮอร์มุซที่ปะทุขึ้นในต้นปี 2026 ผลักดันราคาน้ำมันดิบขึ้นสูงกว่า 95 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ส่งผลกระทบต่อทั้งไทยและเวียดนามที่พึ่งพาการนำเข้าพลังงานจากตะวันออกกลาง ร้อยละ 60-70 ของน้ำมันดิบที่ทั้งสองประเทศนำเข้าผ่านช่องแคบนี้ การวางกรอบเรื่องพลังงานเพื่อให้แต่ละประเทศสามารถพัฒนาความยืดหยุ่นในการเปลี่ยนผ่านพลังงานก็จะเป็นประโยชน์สำหรับทั้งสองประเทศ ไม่ใช่แค่เฉพาะในเชิงเศรษฐกิจเท่านั้น หากแต่รวมถึงความมั่นคงในภูมิรัฐศาสตร์ใหม่ด้วย
บทส่งท้าย: โอกาสที่ไม่ได้มาบ่อย
ครึ่งศตวรรษของความสัมพันธ์ไทย-เวียดนาม พิสูจน์แล้วว่าสองประเทศที่เคยอยู่คนละฝั่งของสงครามเย็นสามารถสร้างความร่วมมือที่ลึกซึ้งได้ จากคู่ปรปักษ์ในสมรภูมิอินโดจีนมาเป็นคู่ค้ามูลค่าเกือบ 20,000 ล้านดอลลาร์ จากศัตรูในสงครามตัวแทนมาเป็นหุ้นส่วนยุทธศาสตร์รอบด้าน เส้นทาง 50 ปีนี้ไม่ได้ราบรื่น แต่ทิศทางชัดเจน
การเยือนของโต เลิม มาในจังหวะที่ปัจจัยหลายอย่างบรรจบกัน ผู้นำเวียดนามที่ทรงอำนาจที่สุดในรอบหลายทศวรรษ กรอบความตกลงที่ครอบคลุมที่สุดในประวัติศาสตร์ แรงกดดันภายนอกจากสงครามการค้าและวิกฤตพลังงาน และความจำเป็นเชิงโครงสร้างที่ทั้งสองเศรษฐกิจเสริมกันมากกว่าแข่งกัน
หากทั้งสองฝ่ายสามารถแปลงวิสัยทัศน์เป็นผลลัพธ์ที่จับต้องได้ ผลประโยชน์จะตกแก่ประชาชนทั้งสองประเทศอย่างเป็นรูปธรรม
แต่หากการเยือนครั้งนี้จบลงด้วยเพียงภาพถ่ายหมู่ MOU ที่ไม่มีกรอบเวลา และถ้อยแถลงที่อ่อนลงจนไร้น้ำหนัก ก็จะเป็นการเสียโอกาสอันน่าเสียดายที่สุดครั้งหนึ่ง เพราะในโลกที่กำลังแบ่งขั้วทางเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศขนาดกลางที่มี GDP รวมกัน 1.1 ล้านล้านดอลลาร์ และประชากรรวม 170 ล้านคนอย่างไทยและเวียดนาม มีทางเลือกที่ดีกว่าการปล่อยให้โอกาสหลุดลอยไป
การมาเยือนของโต เลิม จึงไม่ควรเป็นแค่การเฉลิมฉลองทางการทูต แต่เป็นโอกาสที่จะยกระดับความเป็นหุ้นส่วนทางเศรษฐกิจในการรับมือระเบียบโลกใหม่
วิสัยทัศน์ คำอภิปราย และถ้อยแถลงของผู้นำ สุดท้ายก็ต้องวัดกันด้วยการทำให้เกิดขึ้นได้จริง


