วันนี้ (23 พฤษภาคม) ปิยวัฒน์ กิตติธเนศวร สมาชิกสภาผู้แทนราษฎร (สส.) จังหวัดนครนายก และรองโฆษกพรรคกล้าธรรม ได้ออกมาเปิดเผยและตั้งข้อสังเกตถึงความล่าช้าในการดำเนินโครงการอาหารเสริม (นมโรงเรียน) ประจำปีการศึกษา 2569 ในหลายพื้นที่
โดยระบุว่าปัญหาดังกล่าวไม่ได้ส่งผลกระทบเพียงแค่การขาดแคลนนมสำหรับเด็กนักเรียนเท่านั้น แต่ยังสะท้อนให้เห็นถึงความบกพร่องในการบริหารจัดการของหน่วยงานภาครัฐ โดยเฉพาะอย่างยิ่งในขั้นตอนของระบบการจัดสรรสิทธิ การยื่นอุทธรณ์ของผู้ประกอบการ และความล่าช้าของกระบวนการทางราชการ
ปิยวัฒน์ ระบุว่า สถานศึกษาหลายแห่งได้เปิดภาคเรียนไปแล้วตั้งแต่วันที่ 14 และ 18 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่กลับพบว่ายังมีเด็กนักเรียนในบางพื้นที่ที่ไม่ได้รับนมโรงเรียน ทั้งที่หน่วยงานภาครัฐทราบกำหนดการเปิดภาคเรียนล่วงหน้ามาโดยตลอด จึงไม่สมควรปล่อยให้ปัญหาด้านเอกสารหรือความล่าช้าในการจัดสรรสิทธิมากระทบต่อสิทธิขั้นพื้นฐานด้านโภชนาการของเด็ก โดยเฉพาะในกลุ่มเด็กปฐมวัยและระดับประถมศึกษา
“เด็กเปิดเทอมแล้ว แต่นมยังไม่เข้าโรงเรียน นี่ไม่ใช่เรื่องเล็ก เพราะนมโรงเรียนคือส่วนหนึ่งของโภชนาการเด็ก รัฐต้องดูแลให้ถึงมืออย่างตรงเวลา ไม่ใช่ให้เด็กต้องรอเพราะระบบราชการล่าช้า” ปิยวัฒน์ กล่าว
สำหรับกรณีที่กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ ต้องมอบหมายให้องค์การส่งเสริมกิจการโคนมแห่งประเทศไทย (อ.ส.ค.) เข้ามาดำเนินการจัดส่งนมชั่วคราวเป็นระยะเวลา 20 วัน เพื่อประคองสถานการณ์นั้น รองโฆษกพรรคกล้าธรรมมองว่า มาตรการดังกล่าวเป็นการสะท้อนให้เห็นว่าระบบหลักกำลังเผชิญปัญหาอย่างหนัก และรัฐบาลจำเป็นต้องเร่งตรวจสอบข้อเท็จจริงว่าเหตุใดการจัดสรรสิทธิจึงเกิดความล่าช้าจนต้องพึ่งพามาตรการเฉพาะหน้าเช่นนี้
นอกจากประเด็นด้านโภชนาการแล้ว ปิยวัฒน์ ยังแสดงความห่วงใยถึงผลกระทบในวงกว้างที่มีต่อสังคมและเศรษฐกิจฐานราก
- ด้านผู้ปกครอง: ในภาวะที่เศรษฐกิจฝืดเคืองและค่าครองชีพสูง ผู้ปกครองต้องแบกรับภาระค่าใช้จ่ายในช่วงเปิดเทอมอยู่แล้ว การที่นมโรงเรียนส่งถึงมือเด็กล่าช้า จะยิ่งเป็นการซ้ำเติมและเพิ่มภาระรายจ่ายให้กับครอบครัว
- ด้านเกษตรกรและผู้ประกอบการ: ปัญหาดังกล่าวยังส่งผลกระทบเป็นลูกโซ่ไปถึงเกษตรกรผู้เลี้ยงโคนม ศูนย์รวบรวมน้ำนมดิบ และผู้ประกอบการในระบบทั้งหมด ซึ่งอาจกลายเป็นปัญหาความเชื่อมั่นต่อระบบการจัดซื้อจัดจ้างของภาครัฐในระยะยาว
ปิยวัฒน์ ได้เรียกร้องให้กระทรวงเกษตรและสหกรณ์ออกมาชี้แจงความคืบหน้าอย่างเร่งด่วน โดยเฉพาะความชัดเจนในการแก้ไขปัญหาคำอุทธรณ์ของผู้ประกอบการ การระบุพื้นที่ที่ยังคงได้รับผลกระทบ รวมถึงการยืนยันว่าการจัดสรรสิทธิในรอบสุดท้ายจะเป็นไปอย่างโปร่งใส เป็นธรรม และตรวจสอบได้
พร้อมกันนี้ ได้เน้นย้ำว่าระบบราชการต้องหยุดปล่อยปละละเลยเรื่องสำคัญ โดยพรรคกล้าธรรมจะติดตามประเด็นนี้อย่างใกล้ชิด เพื่อผลักดันให้โครงการนมโรงเรียนสามารถเดินหน้าได้ตรงตามกำหนดเวลา และเกิดความเป็นธรรมต่อทุกภาคส่วนอย่างแท้จริง


