×

หมดยุค ‘Made in Japan’ แล้วจริงหรือ? เมื่อ BYD ไล่บี้ Toyota หนักสุดรอบทศวรรษ ค่ายรถ EV จีนกวาดเรียบ ตลาดใหม่ออสเตรเลีย อินเดีย ไทย

21.05.2026
  • LOADING...
ภาพพื้นหลังแสดงโลโก้ BYD และ Toyota สื่อถึงการแข่งขันในตลาดรถยนต์

อุตสาหกรรมรถยนต์โลกกำลังเข้าสู่จุดเปลี่ยนครั้งสำคัญ เมื่อค่ายรถยนต์จีนอย่าง BYD เร่งขยายอิทธิพลในตลาดโลก ที่ไม่ใช่แค่อาเซียนและไทย

 

ประเด็นสำคัญ

 

 

ไปจนถึงตลาดออสเตรเลีย อินเดีย กลายเป็นสมรภูมิใหม่ของสงคราม EV หลังยอดขายรถจีนพุ่งแรงสวนทางค่ายญี่ปุ่นอย่าง Toyota ด้วยแรงหนุนราคาที่ถูก เทคโนโลยีที่พัฒนาเร็ว และค่าครองชีพที่สูงขึ้น

 

ส่งผลให้ผู้บริโภคเริ่มหันมาให้ความสำคัญกับ ‘ความคุ้มค่า’ มากกว่าแบรนด์ดั้งเดิม

 

นี่อาจเป็นภาพสะท้อนการเปลี่ยนขั้วของอุตสาหกรรมยานยนต์โลกจากยุค ‘Made in Japan’ สู่การรุกหนักของคลื่น ‘Made in China’ ระลอกใหม่

 

BYD เบียดแซง Toyota สำเร็จในตลาดออสเตรเลีย

 

ข้อมูลล่าสุดจาก Cox Automotive ระบุว่า BYD คือแบรนด์ที่มียอดขายเพิ่มขึ้นมากที่สุด ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายนที่ผ่านมา โดยมียอดขายเพิ่มขึ้นถึง 13,269 คัน เมื่อเทียบกับช่วงเดียวกันของปีก่อน

 

ขณะที่แบรนด์จีนรายอื่นอย่าง Chery, Geely, GWM และ Jaecoo ต่างก็ติดลมบนใน 5 อันดับแรกของแบรนด์ที่มียอดขายสูงสุดเช่นกัน

 

ภาพพื้นหลังแสดงโลโก้ BYD และ Toyota สื่อถึงการแข่งขันในตลาดรถยนต์ 1

 

สวนทาง Toyota ที่แม้ยังคงครองตำแหน่งผู้นำตลาดออสเตรเลีย แต่กลับเป็นแบรนด์ที่ ‘ยอดขายลดลงมากที่สุด’ โดยลดลงถึง 17,502 คัน

 

ตามมาด้วยค่ายรถยนต์ญี่ปุ่นอย่าง Mitsubishi, Nissan, Mazda รวมถึง Ford จากฝั่งสหรัฐฯ

 

ไมค์ คอสเตลโล นักวิเคราะห์อุตสาหกรรมจาก Cox Automotive มองว่า ภาวะค่าครองชีพที่พุ่งสูงขึ้นกำลังผลักดันให้ผู้บริโภคหันมามองหารถยนต์ที่ ‘ประหยัดกว่า’ และมีระบบไฟฟ้าที่พร้อม ซึ่งถือเป็นจุดแข็งของผู้ผลิตจากจีน

 


ข่าวที่เกี่ยวข้อง:


 

“แบรนด์จีนทำราคาถูกกว่าคู่แข่งทั้งรถไฮบริดและ EV ได้ดีมาก” เขากล่าวย้ำ

 

แม้ Toyota จะยังครองส่วนแบ่งตลาดสูงสุดในออสเตรเลีย และรถยนต์จากบริษัทญี่ปุ่นยังคิดเป็น 40% ของยอดขายรวมในช่วง 4 เดือนแรกของปี แต่แบรนด์จีนก็เพิ่มแรงกดดันมากยิ่งขึ้น

 

โดยจะเห็นว่า จำนวนรถยนต์แบรนด์จีนที่วางจำหน่ายในออสเตรเลียเพิ่มขึ้นมากกว่า 5 เท่า นับตั้งแต่ปี 2022 ปัจจุบันจึงมีรถจากจีนมากถึง 70 รุ่นในตลาด

 

โดยผู้ผลิตรถยนต์จีน 11 ราย รวม 22 แบรนด์ ครองสัดส่วนยอดขายรวมประมาณ 25% ในช่วงเดือนมกราคม-เมษายน เพิ่มขึ้นจากไม่ถึง 15% ในปีก่อนหน้า

 

เข้าสู่ยุคของแบรนด์ ‘จีนขึ้น ญี่ปุ่นลง’

 

คอสเตลโล ระบุอีกว่า เมื่อยอดขายรถใหม่ในออสเตรเลียยังคงอยู่ที่ราว 1.2 ล้านคันต่อปี ขณะที่ผู้ผลิตจากจีนทยอยเข้าสู่ตลาดเพิ่มขึ้นอย่างต่อเนื่อง นั่นหมายความว่า ‘ส่วนแบ่งตลาดของผู้เล่นหน้าใหม่กำลังบีบเจ้าตลาดเดิม

 

พูดกันแบบง่ายๆ คือ ‘เป็นช่วงที่แบรนด์จีนขาขึ้น สวนทางกับญี่ปุ่นที่ลดลง’ แม้แบรนด์ญี่ปุ่นจะยังคงแข็งแกร่ง แต่ตลาดโดยรวมกลับเติบโตเพียงไม่กี่เปอร์เซ็นต์เท่านั้น

 

อุตสาหกรรมยานยนต์โลกเริ่ม ‘หมุนรอบแบรนด์จีน’

 

อีกหนึ่งสัญญาณสำคัญของการ ‘เปลี่ยนผ่าน’ ในอุตสาหกรรมยานยนต์โลก คือ รถยนต์ที่ผลิตในจีน ทั้งแบรนด์จีนเองและแบรนด์ต่างชาติที่ตั้งโรงงานผลิตในจีน มียอดนำเข้าแซงหน้ารถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นเป็นครั้งแรกในปีนี้

 

ที่น่าสนใจคือ ในช่วง 4 เดือนแรกของปี ‘ออสเตรเลีย‘ นำเข้ารถยนต์ที่ผลิตจากจีนจำนวน 107,196 คัน เพิ่มขึ้นถึง 60% จากปีก่อน

 

ขณะที่รถยนต์ที่ผลิตในญี่ปุ่นมีจำนวน 94,500 คัน ลดลง 23% ส่วนรถยนต์จากไทยอยู่ที่ 72,689 คัน เกาหลีใต้ 47,492 คัน และเยอรมนี 17,569 คัน

 

ความแข็งแกร่งของแบรนด์จีนยิ่งปรากฏชัดในตลาด EV โดยผู้ผลิตจากจีนครองส่วนแบ่งถึง 54% ของตลาดรถยนต์ไฟฟ้าในออสเตรเลีย และครอง 76% ของตลาดปลั๊กอินไฮบริด

 

‘BYD’ ทิ้งห่างคู่แข่ง Tesla ไปเรื่อยๆ

 

ขณะที่แบรนด์ที่เคยมาแรงอย่าง Tesla ที่มีรุ่นนำธงอย่าง Model Y ยังคงเป็นรถ EV ที่มียอดขายสูงสุดในออสเตรเลีย ช่วงเดือนมกราคม-เมษายน ตามมาด้วย BYD Sealion 7

 

แต่เมื่อพิจารณายอดขายรถไฟฟ้ารวมทุกโมเดล ‘BYD’ กลับทิ้งห่างคู่แข่งอย่างชัดเจน ด้วยยอดขายรวม 14,406 คัน ส่วน Tesla ขายได้ 8,485 คัน เท่านั้น

 

ภาพพื้นหลังแสดงโลโก้ BYD และ Toyota สื่อถึงการแข่งขันในตลาดรถยนต์ 2

 

ด้านเจมส์ วอร์ตแมน ซีอีโอของผู้แทนจำหน่ายยานยนต์แห่งออสเตรเลีย หรือ Australian Automotive Dealer Association (AADA) มองว่า ปัจจัยที่คนยังไม่ได้พูดถึงกันมากนัก คือ รถ EV ที่เข้ามาในออสเตรเลียมีราคาถูกลงมาก และนั่นเป็นเพราะนำเข้าจากจีนจำนวนมากเช่นกัน

 

“เมื่อราคารถเริ่มต้นถูกลง และจังหวะที่น้ำมันแพง แถมและยังมีมาตรการจูงใจจากภาครัฐ ทำให้ EV กลายเป็นตัวเลือกที่น่าสนใจมาก สำหรับผู้ที่กำลังมองหารถใหม่หรือแม้แต่รถมือสองด้วยซ้ำ” วอร์ตแมนกล่าว

 

หันมาดูแผนของอีกแบรนด์ญี่ปุ่น เมื่อครั้งที่ โทชิฮิโร มิเบะ เข้ารับตำแหน่งประธานและซีอีโอของฮอนด้า มอเตอร์ ช่วงปี 2021 เขาได้ขึ้นเวทีประกาศเป้าหมายการทำให้รถยนต์ เป็น 100% ของยอดขายใหม่ ในปี 2040

 

ทว่าเวลาไม่นาน ค่ายรถยนต์จีนก็ผงาดก้าวขึ้นมาเป็นแรงสั่นสะเทือนครั้งใหญ่ของอุตสาหกรรมยานยนต์โลก โดยเฉพาะ BYD ที่ขยายอิทธิพลอย่างรวดเร็ว จนสามารถแซงหน้าค่ายรถญี่ปุ่นหลายรายในด้านส่วนแบ่งตลาด

 

ตามข้อมูลของ MarkLines บริษัทวิจัยยานยนต์ในกรุงโตเกียว ระบุว่า BYD แซง Mazda, Subaru และ Mitsubishi ได้ตั้งแต่ปี 2022 ก่อนจะตามมาด้วย Suzuki ในปี 2023 และ Honda กับ Nissan ในปี 2024

 

ในปีที่ผ่านมา ส่วนแบ่งตลาดโลกของ BYD ทะยานเพิ่มขึ้นแตะ 5.3% จากเพียง 0.6% ในปี 2020

 

ขณะที่ Geely อีกหนึ่งผู้ผลิตจากจีน มีส่วนแบ่งตลาด 4.5% สูงกว่าผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นทุกค่าย ยกเว้น Toyota

 

ภาพพื้นหลังแสดงโลโก้ BYD และ Toyota สื่อถึงการแข่งขันในตลาดรถยนต์ 3

 

มาซาโตชิ นิชิโมโตะ รองผู้อำนวยการฝ่ายวิจัยและวิเคราะห์ของ S&P Global Mobility กล่าวว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนคือปัจจัยสำคัญ ที่ทำให้ส่วนแบ่งตลาดของค่ายรถญี่ปุ่นค่อยๆ ‘ลดลง’ อย่างต่อเนื่อง

 

โดยจุดแข็งของแบรนด์จีนอยู่ที่ต้นทุนการผลิตที่ต่ำ การพัฒนาเทคโนโลยีดิจิทัล และนวัตกรรมรถยนต์ไฟฟ้าที่ก้าวหน้าอย่างรวดเร็ว

 

“ปัจจุบันมีแบรนด์รถยนต์จีนมากกว่า 200 แบรนด์ รุกตลาดในกว่า 190 ประเทศและภูมิภาคทั่วโลก โดยมุ่งเจาะกลุ่มผู้บริโภครุ่นใหม่และตลาดระดับเริ่มต้น”

 

เสน่ห์แบรนด์ญี่ปุ่นจางหายไปในสายตานักลงทุน

 

แม้อุตสาหกรรมยานยนต์ญี่ปุ่นจะยังคงมีบทบาทสำคัญต่อเศรษฐกิจประเทศ ด้วยการจ้างงานกว่า 5.59 ล้านคนในปี 2024 และมีมูลค่าการจัดส่งรวม 72 ล้านล้านเยนในปี 2023 คิดเป็น 19.2% ของภาคการผลิตทั้งหมด

 

“แต่เสน่ห์ของอุตสาหกรรมนี้ในสายตานักลงทุนเริ่มลดลง ท่ามกลางการเติบโตของธุรกิจด้าน AI และเซมิคอนดักเตอร์ อย่าง SoftBank Group, Kioxia และ Tokyo Electron”

 

ซันชิโร ฟูคาโอะ นักวิจัยจาก Itochu Research Institute ชี้ว่า ผู้ผลิตรถยนต์จีนได้เปรียบดเรื่องความรวดเร็วในการพัฒนารถรุ่นใหม่

 

“ค่ายรถญี่ปุ่นใช้เวลาพัฒนารถตั้งแต่ต้นแบบถึงการผลิตจริงถึงราว 4-5 ปี ขณะที่ผู้ผลิตจีนบางรายใช้เวลาเพียง 18 เดือน และใช้กลยุทธ์การลงทุนมหาศาล บุคลากรจำนวนมาก และการนำ AI เข้ามาช่วยพัฒนา”

 

ในด้านเทคโนโลยี ผู้ผลิตจีนยังเดินหน้าไม่หยุด โดยจะเห็นว่า BYD เปิดตัวแบตเตอรี่รุ่นใหม่ที่สามารถชาร์จจาก 10% เป็น 97% ได้ภายในเวลาราว 9 นาที

 

ปมน้ำมันตะวันออกกลาง ‘เป็นเหตุ’

 

ขณะที่ Xpeng เปิดตัวรถ SUV รุ่น GX Sport พร้อมเทคโนโลยีขับขี่อัตโนมัติระดับ 4 ส่วน Li Auto นำเสนอระบบ drive-by-wire ที่ใช้สัญญาณไฟฟ้าแทนระบบกลไกและไฮดรอลิกแบบดั้งเดิม

 

ฟูคาโอะ มองว่า “ราคาที่เข้าถึงง่ายคือปัจจัยสำคัญที่ผลักดันรถยนต์ไฟฟ้าจีนล้ำหน้า โดยเฉพาะในช่วงที่ราคาน้ำมันพุ่งสูงจากความตึงเครียดในตะวันออกกลาง ทุบต้นทุนการใช้งานรถยนต์เครื่องยนต์สันดาปเพิ่มขึ้นอย่างมาก”

 

เขาย้ำว่า เมื่อโลกกำลังเปลี่ยนผ่านสู่ยุครถยนต์ไฟฟ้า ‘ความคุ้มค่า’ กลายเป็นเหตุผลหลักที่ทำให้ผู้บริโภคหันมาเลือก EV มากขึ้น ไปโดยปริยาย

 

อย่างไรก็ตาม เขาเตือนว่า การที่ค่ายรถญี่ปุ่นร่วมมือกับบริษัทจีนเพื่อส่งออกรถยนต์จากจีนไปยังตลาดโลก ถือเป็น ’ดาบสองคม’

 

แม้จะช่วยเปิดประตูสู่ตลาดใหม่ แต่ก็ไม่อาจสร้างประโยชน์ต่อห่วงโซ่อุปทานของญี่ปุ่นเอง เพราะท้ายที่สุดคือการจำหน่าย ’รถยนต์จีน’ ภายใต้ความร่วมมือดังกล่าว

 

‘อินเดีย’ อีกสมรภูมิใหญ่ ที่แบรนด์ญี่ปุ่นสู้ยิบตา

 

อินเดีย ซึ่งมีประชากรมาก เป็นตลาดใหญ่ ก็กลายเป็นจุดหมายสำคัญที่ได้รับความสนใจเช่นกัน โดย Fukao จากสถาบันวิจัยอิโตชู มองว่า อินเดียเปรียบเสมือน “หัวหาด” การส่งออกยานยนต์รุ่นใหม่สู่ประเทศในซีกโลกใต้ ด้วยข้อได้เปรียบด้านที่ตั้งทาง ’ภูมิศาสตร์’

 

โดยมีแบรนด์ญี่ปุ่นอย่าง ซูซูกิ เข้าสู่ตลาดอินเดียมากว่า 40 ปี และปัจจุบันครองส่วนแบ่งยอดขายรถยนต์ในเอเชียใต้ราว 40% ผ่านบริษัท Maruti Suzuki อีกทั้งยังส่งออกรถยนต์บางรุ่นกลับไปยังญี่ปุ่นด้วย บริษัทมีแผนใช้ฐานการผลิตในอินเดียเป็นศูนย์กลางการส่งออก เพื่อขยายตลาดสู่ทวีปแอฟริกา

 

ขณะเดียวกัน โตโยต้าได้ประกาศในเดือนนี้ว่าจะก่อสร้างโรงงานแห่งที่ 4 ในอินเดีย เพื่อตอบสนองความต้องการภายในประเทศและรองรับตลาดในภูมิภาคใกล้เคียง

 

โดยภาพรวม ฟูคาโอะ ชี้ว่า ‘กลยุทธ์แห่งชัยชนะ‘ ของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นไม่ได้อยู่ที่เทคโนโลยีเพียงอย่างเดียว หากแต่อยู่ที่ ‘การบริการ’ ซึ่งต่อยอดจากชื่อเสียงด้านคุณภาพและความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมาอย่างยาวนาน

 

แม้การแข่งขันจะรุนแรงขึ้น แต่ฟูคาโอะ เชื่อว่า จุดแข็งที่แท้จริงของผู้ผลิตรถยนต์ญี่ปุ่นไม่ใช่เทคโนโลยี หากแต่เป็นการบริการ และความน่าเชื่อถือที่สั่งสมมายาวนาน

 

โดยเฉพาะในประเทศกำลังพัฒนา รถยนต์ญี่ปุ่น ยังคงได้รับการยอมรับเรื่องความทนทาน อะไหล่หาง่าย และมีมูลค่าการขายต่อหรือมือสองที่สูง ทำให้ต้นทุนการครอบครองในระยะยาวต่ำกว่ารถยนต์จีน แม้ราคาซื้อเริ่มต้นจะสูงกว่า

 

อย่างไรก็ตาม นาทีนี้ก็เริ่มเห็นแบรนด์จีนเข้ามาในตลาดอินเดีย อย่าง BYD ก็เพิ่มยอดขายในอินเดียถึง 80% ในปีที่ผ่านมา และก้าวขึ้นมาเป็น 1 ใน 5 ผู้ผลิตรถยนต์ไฟฟ้าชั้นนำของประเทศ ซึ่งถือว่าเติบโตอย่างก้าวกระโดด กระทั่งมีเครือข่ายร้านค้าปลีกเกือบเท่าตัวเป็น 47 แห่ง แต่จีนควรลงสนามอย่างระมัดระวัง

 

พร้อมชี้ว่า สิ่งที่ผู้ผลิตญี่ปุ่นต้องเผชิญ ไม่ใช่การแข่งขันระหว่าง Toyota กับ Xpeng หรือ Xiaomi เพียงรายเดียว แต่คือการเผชิญหน้ากับผู้ผลิตรถยนต์จีนกว่า 200 แบรนด์ ที่กำลังเร่งขยายอิทธิพลไปทั่วโลกอย่างไม่หยุดยั้ง

 

ภาพพื้นหลังแสดงโลโก้ BYD และ Toyota สื่อถึงการแข่งขันในตลาดรถยนต์ 4

 

สำหรับประเทศไทย รศ.ดร.ยศพงษ์ ลออนวล นายกสมาคมกิตติมศักดิ์ สมาคมยานยนต์ไฟฟ้าไทย กล่าวกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ต้องยอมรับว่า ความร้อนแรงของการแข่งขันรถยนต์ไฟฟ้าในไทยและทั่วโลก EV จีนแต่ละแบรนด์นั้นมีผลต่ออุตสาหกรรมยานยนต์โลกเปลี่ยนแปลงระบบนิเวศอย่างมีนัยสำคัญ ซึ่งมาจากหลายปัจจัย โดยเฉพาะเทคโนโลยี และการทำราคาแข่งขันกันแทบทุกค่าย

 

โดยแนวโน้มตลาด EV ในไทย เติบโตขึ้นทุกปี เพราะผู้บริโภคเริ่มเปิดใจกับแบรนด์ใหม่ๆ มากขึ้น และไทยถือเป็นหนึ่งในสมรภูมิใหญ่ของภูมิภาค ที่มีนโยบายรัฐสนับสนุน ส่งผลให้บรรดาค่ายรถต่างเข้ามาตั้งฐานผลิต

 

ผู้เล่นในไทยมี 25 แบรนด์ เกินครึ่งเป็นแบรนด์ EV จีน

 

1.Rolls-Royce

 

2.Volvo

 

3.Audi

 

4.Porsche

 

5.GWM

 

6.NETA

 

7.Riddara

 

8.Honda

 

9.KIA

 

10.Maserati

 

11.Juneyao

 

12.Aion

 

13.XPENG

 

14.Lexus

 

15.Deepal

 

16.Hyundai

 

17.Mercedes-Benz

 

18.BYD

 

19.MG

 

20.OMODA

 

21.Mini

 

22.JAECOO

 

23.GEELY

 

24.ZEEKR

 

25.BMW

 

“ภาพรวมวันนี้ จีนครองตลาดรถยนต์ EV สูงถึง 40% ของตลาดโลก โดยในไทยแนวโน้มการใช้รถ EV เพิ่มขึ้นเรื่อยๆ ประมาณ 13%” รศ.ดร.ยศพงษ์ กล่าวทิ้งท้าย

 

อีกปรากฎการณ์ที่เด่นชัด จะเห็นได้ว่า งาน Bangkok International Motor Show ครั้งที่ 47 ครั้งล่าสุด ช่วงเดือนที่ผ่านมา

 

อุตสาหกรรมยานยนต์ไทย พลิกเกมส่งสัญญาณบวกอย่างชัดเจน ทั้ง ‘ผู้เข้าชม’ ที่แน่นขนัด และ ‘ยอดจองรถ’ ที่มีจำนวนมาก ท่ามกลางภาวะเศรษฐกิจที่คนไทยรัดเข็มขัด

 

โดย จาตุรนต์ โกมลมิศร์ ผู้จัดงาน ฉายภาพให้เห็นว่า ในปีนี้ไฮไลต์อยู่ที่การขยายตัวอย่างก้าวกระโดดของกลุ่ม ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) จากค่ายรถชั้นนำทั่วโลกที่นำนวัตกรรมมาเปิดตัวอย่างคึกคัก

 

ควบคู่ไปกับรถยนต์สันดาป ในกลุ่มรถอเนกประสงค์และกระบะที่ยังคง ได้รับความสนใจในแง่ของการใช้งานจริง

 

ทว่าประเด็นสำคัญ สำหรับแวดวงอุตสาหกรรมยานยนต์ไทย ก็คือ การที่แบรนด์รถจีนมียอดจองสูงสุดในปีนี้ นำโดย แบรนด์ BYD จำนวน 17,354 คัน หากรวมแบรนด์หรูอย่าง DENZA อีก 703 คัน จะทำให้ยอดรวมพุ่งไปถึง 18,057 คัน ตามด้วย โตโยต้า 15,750 คัน

 

ที่เหลือก็ล้วนเป็นแบรนด์จีนอย่าง OMODA JAECOO 15,088 คัน, MG 10,537 คัน อันดับ 5 DEEPAL+NEVO 8,573 คัน

 

บรรดาแวดวงวงการยานยนต์ ต่างวิเคราะห์เกมนี้ว่า ความสำเร็จของ BYD เริ่มสะท้อนให้เห็นถึงความเชื่อมั่นของผู้บริโภคที่มีต่อรถยนต์ไฟฟ้า (EV) 100%

 

ด้วยแคมเปญราคา ที่มาพร้อมกับจังหวะ ‘น้ำมันแพง’ จากปมตะวันออกกลาง แม้ระบบนิเวศยังไม่เต็มสูบ แต่ราคาน้ำมันจะกลายเป็นภาวะปกติใหม่ ให้ผู้คนหันมาใช้รถยนต์ EV ในที่สุด หรือไม่ ต้องติดตาม

 

 

 

ภาพ: Tyaga004, lzf, Vivid Brands / Shutterstock

อ้างอิง:

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories