พริษฐ์ วัชรสินธุ สส. แบบบัญชีรายชื่อ รองหัวหน้าพรรคประชาชน แถลงยืนยันในวันนี้ (20 พฤษภาคม) เกี่ยวกับการยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ เพื่อบรรจุเข้าสู่วาระการประชุมสภาผู้แทนราษฎร พร้อมกับอีก 6 ร่างกฎหมายสำคัญของพรรค
พริษฐ์ย้ำถึง 3 หลักการของกลไกการจัดทำรัฐธรรมนูญใหม่ ประกอบด้วย 1. ประชาชนต้องมีส่วนร่วมในกระบวนการ เช่น การให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกสมาชิกร่างรัฐธรรมนูญ (สสร.) 2. ป้องกันการผูกขาดการจัดทำรัฐธรรมนูญโดยกลุ่มใดกลุ่มหนึ่ง และ 3. ไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. อย่างการกำหนดให้ใช้เสียง สว. 1 ใน 5 ของวุฒิสภา เพื่อเห็นชอบร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญ
ชี้ร่างภูมิใจไทยขัดหลักการ
ในวันเดียวกันนี้ พรรคภูมิใจไทยเองก็เตรียมยื่นร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญฯ ของพรรคต่อประธานสภาฯ เช่นกัน โดยพริษฐ์เปรียบเทียบว่า จะมีความแตกต่างกันพอสมควรกับร่างของพรรคประชาชน เพราะเนื้อหาสาระของร่างพรรคภูมิใจไทยขัดกับอย่างน้อย 2-3 หลักการที่พรรคประชาชนวางไว้
พริษฐ์ยกเรื่องการมีส่วนร่วมของประชาชนว่า พรรคภูมิใจไทยไม่มีกระบวนการเปิดให้มีคูหาให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือกผู้ร่าง ขณะเดียวกัน หลักการเรื่องการไม่เพิ่มสิทธิพิเศษให้ สว. นั้น ร่างของพรรคภูมิใจไทยมีการกําหนดไว้ว่า ให้มีการเพิ่มอํานาจวุฒิสภา โดยระบุว่า จะผ่านความเห็นชอบต้องได้เสียง 1 ใน 4 ของ สว. ซึ่งคือ 50 คน อาจมีความเชื่อว่า หากมีกลุ่มการเมืองใดสามารถคุมเสียงได้ ก็จะเป็นคนชี้ขาดได้ ว่าเนื้อหาในรัฐธรรมนูญฉบับใหม่นั้น จะเป็นเช่นไร
ทั้งนี้ พริษฐ์เชื่อว่า ในการพิจารณาร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญวาระที่ 1 จะมีอย่างน้อย 2 ร่าง เข้าสู่การพิจารณาของสภาด้วยเช่นกัน
เชื่อร่างแก้ไขของพรรคประชาชน พร้อมยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า
พริษฐ์ชี้แจงถึงกรณีคูหาเลือกตั้งในร่างของพรรคประชาชน เพื่อให้ประชาชนมีส่วนร่วมในการเลือก สสร. โดยอ้อม โดยระบุว่า แม้ในที่ประชุม สส. จะมีการถกเถียงกัน แต่ยืนยันว่า การเปิดคูหาคือเปิดให้ประชาชนมีส่วนร่วมเลือกผู้ร่าง เนื่องจากเรามองคําวินิจฉัยศาลรัฐธรรมนูญที่ 18/2568 ว่าขัดต่อพื้นฐานหลักการประชาธิปไตย และขัดคําวินิจฉัยฉบับก่อนของศาลรัฐธรรมนูญเองด้วยซ้ำ ในการระบุว่า รัฐสภามิอาจให้ประชาชนเลือกผู้ร่างได้โดยตรง
พริษฐ์ย้ำว่า การมีคูหาจะเป็นกลไกที่ทําให้เนื้อหาของรัฐรัฐธรรมนูญฉบับใหม่ มีความสอดคล้องกับความต้องการของประชาชนมากที่สุด และเชื่อว่าจะสามารถออกแบบวิธีการบรรจุการพิจารณาวาระหนึ่งของรัฐสภาได้ สำหรับรายละเอียดนั้น ยืนยันว่าจะมีการยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า
ส่วนเงื่อนไขเสียง สว. พริษฐ์ระบุว่า เราไม่มีแนวคิดในการไปเพิ่มอํานาจให้กับ สว. แต่เราปฏิบัติกับ สส. และ สว. เท่าเทียมกัน คราวที่แล้วเรากําหนดแค่กึ่งหนึ่งของสมาชิกรัฐสภา
ขณะที่การกำหนดไทม์ไลน์ของพรรคภูมิใจไทยให้เป็น ‘4 ปีทันใช้’ พร้อมกำหนดให้มีการออกเสียงประชามติแล้วนั้น พริษฐ์กล่าวว่า การยื่นร่างเป็นเพียงขั้นตอนแรก ซึ่งพรรคประชาชนมีความพร้อม แต่ตัวร่างน่าจะเสร็จสมบูรณ์และพร้อมยื่นไม่เกินสัปดาห์หน้า เรื่องกรอบเวลาเป็นขั้นตอนของสภาฯ ที่ต้องมีการนัดประชุม
ส่วนจะผ่านเสียงเห็นชอบของ สว.ในวาระ 1 หรือไม่นั้น ก็ต้องไปว่ากันในการพิจารณาของรัฐสภา อาจจํากันได้ว่า เนื้อหาร่างพรรคประชาชนปลายปี 2568 วาระที่ 1 นั้น ก็มีความสอดคล้องกับหลักการที่เราพูดไว้ และไม่เห็นเหตุผลอันใดที่ สว. จะลงมติแตกต่างจากคราวก่อน
ยืนยัน 6 ร่างกฎหมายที่ค้างสภาฯ กลับไป
นอกจากนี้ ตัวแทน สส. พรรคประชาชนยังได้เสนอร่างกฎหมายเพิ่มเติมของพรรคอีกรวมกันเป็น 6 ฉบับ ป็นร่างกฎหมายค้างมาจากสภาฯ ชุดที่แล้ว และเมื่อสัปดาห์ที่ผ่านมาเห็นชัดว่าคณะรัฐมนตรี (ครม.) ไม่มีมติยืนยัน จึงทำให้โครงร่างทั้ง 6 ร่างดังกล่าวตกลงไป ทางเราจึงได้มีการอภิปรายถึงเหตุผลว่าเหตุใด 6 ประเด็นดังกล่าวควรจะได้ไปต่อในวันที่ 15 พฤษภาคมที่ผ่านมา แต่ในคำชี้แจงของรัฐบาลยังไม่สมเหตุสมผล
โดยจะมีทั้งร่างเดิมที่ยื่นกลับไปโดยไม่มีการปรับปรับปรุงเนื้อหา แต่อาจจะมีบางร่างที่มีการปรับปรุงเนื้อหาเล็กน้อยเพิ่มเติม ประกอบด้วย ร่างพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) การรายงานและเปิดเผยข้อมูลการปล่อยและเคลื่อนย้ายสารมลพิษ (PRTR), ร่าง พ.ร.บ. โรงงาน, ร่าง พ.ร.บ.คุ้มครองแรงงาน, ร่าง พ.ร.บ. นิรโทษกรรมคดีทวงคืนผืนป่า, ร่าง พ.ร.บ.ธรรมนูญศาลทหาร และร่างแก้ไขรัฐธรรมนูญมาตรา 256 เพิ่มเติมหมวด 15 / 1 ว่าด้วยการจัดทำรัฐธรรมนูญฉบับใหม่
พริษฐ์กล่าวว่า ทั้ง 6 ร่าง ครอบคลุมด้านเศรษฐกิจสังคมการเมือง และมีร่างกฎหมายของภาคประชาชนหลายฉบับที่ได้ผ่านกระบวนการฟังความคิดเห็นเสร็จสิ้นแล้ว และหวังว่าในการประชุมสัปดาห์หน้าที่จะมีการประชุม 3 วัน จะมีวันสำหรับการพิจารณากฎหมายของ สส. โดยเฉพาะไม่ใช่แค่ของ ครม. ซึ่งเป็นเจตนารมณ์ที่ทางประธานสภาฯ เคยให้ไว้ก่อนที่จะได้รับเลือกเป็นประธานสภาฯ


