5 หุ้นโรงกลั่น กำไร Q1/69 โต 14 เท่า
หนึ่งในกลุ่มหุ้นที่กำไรเติบโตร้อนแรงที่สุดกลุ่มหนึ่งในช่วงไตรมาส 1/2569 คงหนีไม่พ้นหุ้นโรงกลั่น โดย 5 บริษัทโรงกลั่นไทย ได้แก่ บมจ.พีทีที โกลบอล เคมิคอล (PTTGC) บมจ.บางจาก คอร์ปอเรชั่น (BCP) บมจ.ไทยออยล์ (TOP) บมจ.ไออาร์พีซี (IRPC) และบมจ.สตาร์ ปิโตรเลียม รีไฟน์นิ่ง (SPRC) มีกำไรสุทธิรวมกัน 4.4 หมื่นล้านบาท เติบโต 1,402% จากช่วงเดียวกันของปีก่อน
ประเด็นสำคัญ
ปัจจัยสนับสนุนหลักต่อการเติบโตของกำไรไตรมาสแรกของทั้ง 5 บริษัท มาจากสต็อกน้ำมัน (Stock gain) รวมกันถึง 5.3 หมื่นล้านบาท รวมทั้งค่าการกลั่นที่พุ่งสูงขึ้นตามทิศทางของราคาน้ำมันดิบโลก
โดยบริษัทที่กำไรเติบโตมากที่สุดใน 5 บริษัทนี้ คือ SPRC ที่กำไรเพิ่มขึ้น 932% ขณะที่หุ้น PTTGC และ IRPC พลิกจากที่เคยขาดทุน 2.5 พันล้านบาท และ 1.2 พันล้านบาท มาเป็นกำไรในไตรมาส 1 ที่ผ่านมา
แนวโน้มกำไร Q2/69 เมื่อค่าการกลั่นพุ่งสูง แต่ต้นทุนก็สูงไม่แพ้กัน
นลินรัตน์ กิตติกำพลรัตน์ ผู้อำนวยการอาวุโส และนักวิเคราะห์ปัจจัยพื้นฐานกลุ่มพลังงานและปิโตรเคมี บล.เอเซีย พลัส เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ว่า ช่วงไตรมาส 2 ที่ผ่านมา ค่าการกลั่นสิงคโปร์พุ่งขึ้นมาอยู่ที่ 20 – 30 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล ถือเป็นระดับที่สูงมาก อย่างไรก็ตาม ต้นทุนน้ำมันดิบก็เพิ่มขึ้นแรงมากเช่นกันในไตรมาส 2
“โดยปกติโรงกลั่นจะสั่งน้ำมันดิบล่วงหน้า 1 เดือน เท่ากับว่า ต้นทุนน้ำมันที่สูงในเดือนมีนาคม จะรับรู้ในเดือนเมษายน ขณะที่ต้นทุนของเดือนเมษายนและพฤษภาคมที่ยังคงสูง ก็จะรับรู้ในเดือนพฤษภาคมและมิถุนายน ทำให้ต้นทุนน้ำมันในไตรมาส 2 ของโรงกลั่นจะสูงมากๆ เมื่อเทียบกับไตรมาส 1”
นลินรัตน์กล่าวต่อว่า อีกคำที่จะได้ยินกันมากขึ้นในไตรมาส 2 คือ Crude Premium ที่เพิ่มเข้ามาในต้นทุน จากไตรมาส 1 อยู่ที่ 5-10 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล เพิ่มขึ้นเป็น 30 – 40 ดอลลาร์ต่อบาร์เรล โดย Crude Premium นี้เป็นต้นทุนส่วนเพิ่มที่เกิดจากรายจ่ายอื่นๆ ที่ไม่ใช่น้ำมันดิบ เช่น ค่าขนส่งและค่าระวางเรือ ค่าประกันภัย เป็นต้น
“มาร์จินที่ดีขึ้นของโรงกลั่น เมื่อรวมต้นทุนเหล่านี้ (crude premium) เข้าไป จะทำให้กำไรปกติของโรงกลั่นอาจจะไม่ได้ดีขึ้นนักเมื่อเทียบกับไตรมาสแรก”
กำไรจากสต็อกน้ำมันจะยังสูงอยู่หรือไม่?
นลินรัตน์กล่าวต่อว่า ปัจจัยสำคัญที่จะส่งผลต่อผลกำไรหรือขาดทุนสต็อกน้ำมัน คือภาวะสงคราม หากสงครามจบลงในเดือนมิถุนายน อาจทำให้ราคาผลิตภัณฑ์ร่วงลงแรง ขณะที่ต้นทุนยังคงเป็นต้นทุนเดิมที่สูงอยู่ แต่ละบริษัทก็มีโอกาสที่จะพลิกเป็นขาดทุนได้
โดยทั่วไปการคำนวณกำไรหรือขาดทุนจากสต็อกน้ำมันจะใช้ราคาเฉลี่ยของน้ำมันในเดือนมิถุนายนเทียบกับค่าเฉลี่ยของเดือนมีนาคม ในเบื้องต้นประเมินว่าหากสถานการณ์สงครามทรงตัวเช่นปัจจุบัน ราคาน้ำมันดิบก็น่าจะอยู่บริเวณ 100 ดอลลาร์ หากสงครามคลี่คลาย ราคาน้ำมันน่าจะอยู่ในกรอบ 80 – 100 ดอลลาร์ แต่หากสงครามมีท่าทียืดเยื้อ ราคาก็มีโอกาสขยับสูงขึ้นไปอยู่ในกรอบ 100 – 120 ดอลลาร์
นลินรัตน์มองว่า ราคาหุ้นและผลการดำเนินงานกลุ่มโรงกลั่นผ่านจุดพีกไปแล้ว ไม่ว่าสงครามจะยืดเยื้อหรือคลี่คลาย ภาพรวมทั้งปีนี้ราคาน้ำมันเฉลี่ยจะอยู่ที่ราว 80 ดอลลาร์ หลังจากนี้กลุ่มโรงกลั่นจะเผชิญกับแรงกดดันมากกว่า ไม่ว่าจะเป็นแนวโน้มค่าการกลั่นที่อาจลดลง หรือแรงกดดันจากภาครัฐที่อาจขอให้ช่วยอุดหนุนราคาน้ำมันหน้าปั๊ม และอีกปัจจัยที่สำคัญคือ เมื่อราคาน้ำมันแพง ปริมาณการขายก็จะลดลง โดยเฉพาะในช่วงเวลาที่เศรษฐกิจแย่ลงทั้งในไทยและทั่วโลก
จับตา! รัฐบาลขอโรงกลั่นอุดหนุนน้ำมันหน้าปั๊มต่อ
จากกรณีที่ คณะกรรมการบริหารนโยบายพลังงาน (กบง.) เห็นชอบปรับลดราคา ณ โรงกลั่นดีเซล 2 ระยะ ได้แก่ ช่วงวันที่ 24 เมษายน 2569 ถึงวันที่ 9 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 5.00 บาทต่อลิตร และช่วงวันที่ 10 พฤษภาคม 2569 ถึงวันที่ 19 พฤษภาคม 2569 ปรับลด 3.00 บาทต่อลิตร หลังจากนี้ต้องติดตามว่ารัฐบาลจะต่ออายุมาตรการดังกล่าวออกไปหรือไม่
สำหรับไตรมาส 1 ที่ผ่านมา TOP ระบุว่า ผลกระทบจากมาตรการขอความร่วมมือลดค่าการกลั่นน้ำมันดีเซล เนื่องจากบริษัทมีสัดส่วนการผลิตน้ำมันดีเซลสูงถึง 40% นโยบายนี้จึงทำให้รายได้และกระแสเงินสดหดหายไปแล้วกว่า 2,000 – 2,800 ล้านบาท
ด้าน ดร.คงกระพัน อินทรแจ้ง ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บมจ. ปตท. (PTT) เปิดเผยกับ THE STANDARD WEALTH ก่อนหน้านี้ว่า นโยบายเหล่านี้ย่อมส่งผลกระทบโดยตรงต่อรายได้ของโรงกลั่น โดยประเมินว่ากำไรอาจหายไปถึงโรงกลั่นละ 2,000 ล้านบาท
อ้างอิง: setsmart ตลาดหลักทรัพย์ฯ


