×

ตลท. เดินหน้าปรับปรุงมาตรการซื้อขายหุ้นใหม่ หวังเพิ่มสภาพคล่อง-ลดต้นทุนนักลงทุน ทัดเทียมตลาดในภูมิภาค คาดบังคับใช้เร็วสุดไตรมาส 3/2569

15.05.2026
  • LOADING...
ภาพอาคารตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย และกราฟหุ้นสื่อถึงการปรับปรุงมาตรการซื้อขาย

ตลาดหลักทรัพย์ฯ เดินหน้าปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายในตลาดทุน เพื่อให้มีความยืดหยุ่นสอดคล้องกับสภาวะตลาดปัจจุบัน และเป็นไปตามมาตรฐานสากล ซึ่งจะช่วยยกระดับความเชื่อมั่นนักลงทุนในตลาดโดยรวม

 

ก่อนหน้านี้ ตลท. นี้ได้ประเมินผลของมาตรการที่ใช้ และหารือเพื่อรับฟังความคิดเห็นจากผู้เกี่ยวข้อง ซึ่งมีส่วนได้ส่วนเสียในตลาดทุน พบว่า มาตรการกำกับการซื้อขายในปัจจุบัน มีบางส่วนไม่สอดคล้องกับหลักมาตรฐานสากล และเป็นอุปสรรคต่อการซื้อขายในภาพรวม จึงได้ทบทวนและประเมินประสิทธิภาพของ 12 มาตรการฯ ที่บังคับมาแล้วไม่น้อยกว่า 12 เดือน

 

อัสสเดช คงสิริ กรรมการและผู้จัดการ ตลาดหลักทรัพย์แห่งประเทศไทย (ตลท.) กล่าวว่า มาตรการกำกับการซื้อขายในตลาดทุนทั่วโลก โดยปกติจะต้องมีการทบทวน และปรับปรุง เพื่อรองรับสถานการณ์หรือกระแสการลงทุนใหม่ๆ ที่เกิดขึ้น เช่น กระแสเกี่ยวกับการทำขายชอร์ต (Short Sell) ในช่วงที่ผ่านมา

 

“การปรับปรุงมาตรการกำกับการซื้อขายครั้งนี้ โดยหลักการตลาดหลักทรัพย์ฯ ไม่ต้องการให้เกิดพฤติกรรมที่ไม่เหมาะสมในตลาด เช่น การสร้างราคา การใช้ข้อมูลภายในซื้อขายหลักทรัพย์ (Insider Trading) หรือพฤติกรรมที่ทำให้นักลงทุนโดยรวม เข้าใจผิดในสภาวะตลาด ซึ่งมาตรการเหล่านี้จะถูกนำมาใช้ เพื่อให้เกิดความเท่าเทียมกับนักลงทุนทุกประเภท ไม่ว่าจะเป็นนักลงทุนรายย่อย หรือสถาบัน”

 

ทั้งนี้มาตรการกำกับการซื้อขายชุดใหม่จะเหลือเพียง 9 มาตรการ จาก 12 มาตรการที่บังคับใช้อยู่ในปัจจุบันและแบ่งมาตรการออกเป็น 3 กลุ่มใหญ่ ตามวัตถุประสงค์การกำกับดูแล ดังนี้

 

กลุ่มที่ 1 : มาตรการยกระดับคุณภาพตลาด เสริมสร้างความเท่าเทียม (Fairness) และประสิทธิภาพ

 

มาตรการใหม่

 

  • ปรับลดช่วงราคาซื้อขาย (Tick Size)

 

สำหรับหลักทรัพย์ที่มีราคาตั้งแต่ 5-50 บาท ต่อหุ้นให้แคบลงเพื่อช่วยลดส่วน ต่างราคาให้ใกล้เคียงกับตลาดทุนในภูมิภาค และเพิ่มโอกาสจับคู่คำสั่งซื้อขาย ทำให้ต้นทุนการซื้อขายของผู้ลงทุนทุกกลุ่มลดลง

 

  • เก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมจากบัญชีที่มีการส่งคำสั่งซื้อขาย (Order) ในปริมาณมากแต่เกิดการจับคู่การซื้อขายน้อย (High Order-to-Trade Ratio: OTR) เพื่อสะท้อนต้นทุนที่แท้จริงของการส่งคำสั่งซื้อขาย และลดภาระของระบบซื้อขายโดยรวม

 

โดยบัญชีที่เข้าข่ายถูกเก็บค่าธรรมเนียมมีลักษณะดังนี้

 

1. บัญชีที่มี OTR มากกว่า 100 เท่า

 

2. บัญชีมีการส่งคำสั่งถี่ มากกว่า 50 ครั้งต่อนาที (Active Minute)

 

บัญชีดังกล่าวจะถูกเก็บค่าธรรมเนียมเพิ่มเติมในอัตรา 0.15 บาทต่อรายการ (15 สตางค์) เฉพาะส่วนที่เกิน 30,000 รายการต่อวัน

 

ทั้งนี้มาตรการดังกล่าวจะไม่ถูกบังคับใช้กับ Market Maker ที่ได้รับอนุญาตจากตลาดหลักทรัพย์ฯ

 

กลุ่มที่ 2 : มาตรการลดความผันผวนที่ผิดปกติของราคา

 

มาตรการที่ปรับปรุง

 

  • ปรับปรุง Uptick Rule เป็นรายหลักทรัพย์ จะบังคับใช้มาตรการดังกล่าว ในกรณีที่ราคาหลักทรัพย์ลดลงตั้งแต่ 10% เมื่อเทียบกับราคาปิดของวันก่อนหน้า โดยให้ใช้ Uptick ในวันถัดไป เพื่อช่วยชะลอแรงขายในช่วงที่ตลาดผันผวน ลดผลกระทบต่อสภาพคล่อง และลดต้นทุนการซื้อขาย ทั้งนี้ หากเป็นสภาวะปกติให้ใช้เกณฑ์ Zero-Plus Tick ซึ่งราคาขายชอร์ตต้องสูงกว่าหรือเท่ากับราคาปิดวันก่อนหน้า
  • ปรับปรุงหลักทรัพย์ที่สามารถขายชอร์ตได้ โดยจำกัดให้ขายชอร์ตเฉพาะหุ้นที่มีสภาพคล่องสูง ได้แก่ หลักทรัพย์ในกลุ่ม SET100, หลักทรัพย์ประเภท ETF และ DR และหลักทรัพย์อ้างอิงของ Single Stock Futures เท่านั้น โดยจะห้ามขายชอร์ตในหลักทรัพย์อ้างอิงของ ETF และ DW เพื่อลดความผันผวนของหุ้นขนาดกลาง-เล็ก

 

มาตรการที่คงเดิม

 

  • คงมาตรการ Auction เมื่อหุ้นติดมาตรการกำกับซื้อขาย Level 2 และ 3
  • คงมาตรการ Auto Pause

 

มาตรการที่ยกเลิก

 

  • ยกเลิกกรอบราคาซื้อขาย Dynamic Price Band

 

เพื่อลดอุปสรรคในการซื้อขาย เนื่องจากพบว่ามาตรการนี้ส่วนใหญ่ Trigger หุ้นสภาพคล่องต่ำ โดย 91% ของหุ้นที่ Trigger มีการซื้อขายน้อยกว่า 100 รายการในวันนั้น

 

กลุ่มที่ 3 : มาตรการกำกับดูแลพฤติกรรมการซื้อขายที่ไม่เหมาะสม

 

มาตรการที่ปรับปรุง

 

  • ปรับปรุงการขึ้นทะเบียนผู้ซื้อขายความเร็วสูง (HFT) เพื่อให้การกำกับดูแลสอดคล้องมาตรฐานสากล และพฤติกรรมการซื้อขายจริงมากขึ้น รวมถึงเพิ่มความแม่นยำในการติดตามพฤติกรรมการซื้อขาย

 

โดยการขึ้นทะเบียนกลุ่มผู้ลงทุน HFT จะยึดหลักเกณฑ์ใหม่ที่เน้นพิจารณาพฤติกรรมหลังการซื้อขาย ‘Post-Audit’ เช่น ความถี่หรือความเร็วในการซื้อขาย สถานะสิ้นวัน มูลค่าการซื้อขายรายวัน แทนหลักเกณฑ์เดิม ‘Pre Trade’ ที่ต้องขึ้นทะเบียนก่อนเริ่มซื้อขาย และเน้นพิจารณาผู้ลงทุนจากลักษณะการใช้ Infrastructure & Location

 

มาตรการที่คงเดิม

 

  • คงมาตรการเปิดเผยชื่อลูกค้าที่ส่งคำสั่งไม่เหมาะสมแก่ บล. ทุกราย
  • คงมาตรการ Access Equalization

 

มาตรการที่ยกเลิก

 

  • ยกเลิกการจำกัดหลักทรัพย์ที่ HFT ซื้อขายได้

 

ลดความซ้ำซ้อนของมาตรการ เนื่องจากเปลี่ยนมากำกับดูแล HFT บนฐานของ ‘พฤติกรรม’ และปรับปรุงหลักทรัพย์ที่ขายชอร์ตได้ เฉพาะกลุ่มหลักทรัพย์ที่มีสภาพคล่องสูงแล้ว

 

  • ยกเลิก Minimum Resting Time (MRT)

 

ลดภาระเชิงระบบ เนื่องจากพบว่าธุรกรรมที่ Trigger ตามมาตรการมีน้อย และไม่ได้ส่งผลกระทบต่อพฤติกรรมซื้อขายในตลาดอย่างมีนัยสำคัญ ประกอบกับมีมาตรการเก็บค่าธรรมเนียม High OTR และมีการนำ AI ช่วยตรวจจับพฤติกรรมการซื้อขายที่ผิดปกติที่ทรงประสิทธิภาพแล้ว

 

ทั้งนี้ ตลาดหลักทรัพย์ฯ ได้เปิดรับฟังความคิดเห็นจากผู้ลงทุนและผู้เกี่ยวข้อง (Public Hearing) การปรับปรุงมาตรการเพื่อยกระดับความเชื่อมั่นตั้งแต่วันที่ 13-29 พฤษภาคม

 

หลังเสร็จสิ้นกระบวนการเปิดรับฟังความคิดเห็น ตลท. จะรวบรวมข้อมูลและปรับปรุง ร่างมาตรการกำกับดูแลการซื้อขาย เพื่อให้คณะกรรมการตลาดหลักทรัพย์พิจารณาอีกรอบ ก่อนจะส่งต่อให้สำนักงานคณะกรรมการกำกับหลักทรัพย์และตลาดหลักทรัพย์ (ก.ล.ต.) พิจารณาอนุมัติ

 

หลังจากนั้น จะให้เวลานักลงทุนทั้งรายย่อยและนักลงทุนสถาบัน บริษัทหลักทรัพย์จัดการกองทุน (บลจ.) และบริษัทหลักทรัพย์ (บล.) เตรียมความพร้อมกลยุทธ์การลงทุนภายใต้มาตรการใหม่ คาดว่าจะบังคับใช้มาตรการชุดใหม่เร็วสุดในไตรมาสที่ 3/2569 นี้

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories