วันนี้ (19 พฤษภาคม) เวลา 13.00 น. เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรีและรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง พร้อมด้วย ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง และ ผยง ศรีวณิช กรรมการผู้จัดการใหญ่ ธนาคารกรุงไทย จำกัด (มหาชน) ร่วมแถลงผลการประชุมคณะรัฐมนตรี (ครม.) ที่เห็นชอบโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน’
เอกนิติ กล่าวว่า โครงการดังกล่าวมีวัตถุประสงค์เพื่อช่วยเหลือค่าครองชีพประชาชนให้สามารถผ่านวิกฤตไปด้วยกัน โดยมีสาเหตุหลักจากวิกฤตพลังงานที่ประเทศไทยและหลายประเทศทั่วโลกกำลังเผชิญ ซึ่งที่ผ่านมาเกิดวิกฤตหลายระลอก เริ่มจากวิกฤตราคาสินค้าที่ปรับตัวสูงขึ้น ต่อมาคือวิกฤตต้นทุนที่เพิ่มขึ้น โดยรัฐบาลได้ออกมาตรการเมื่อวันที่ 11 เมษายน เพื่อชะลอผลกระทบผ่านการช่วยเหลือเฉพาะกลุ่ม เช่น เกษตรกร ผู้ขนส่ง คนขับรถรับจ้าง และผู้ประกอบการรถบรรทุก
ขณะนี้ประเทศไทยกำลังเข้าสู่วิกฤตระลอกที่ 3 คือ ‘วิกฤตของแพง’ ซึ่งมีโอกาสทำให้อัตราเงินเฟ้อเพิ่มสูงขึ้น และหากไม่สามารถควบคุมได้ จะนำไปสู่วิกฤตกำลังซื้อหดตัว รายได้ลดลง ต้นทุนธุรกิจสูงขึ้น กระทบคนรายได้น้อย ผู้ที่ไม่มีเงินออมรองรับ และธุรกิจรายเล็กที่มีความเปราะบางทางเศรษฐกิจ จึงเป็นที่มาของโครงการ ‘ไทยช่วยไทยพลัส ฝ่าวิกฤตไปด้วยกัน’ เพื่อประคับประคองประชาชนและธุรกิจรายย่อย รองรับผลกระทบค่าครองชีพที่เพิ่มขึ้น โดยแบ่งเป็น 3 มาตรการ ได้แก่
- ช่วยเหลือกลุ่มเปราะบางผ่านบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ จากเดิมได้รับเดือนละ 300 บาท เพิ่มอีก 700 บาท รวมเป็นเดือนละ 1,000 บาท ครอบคลุม 13.2 ล้านคน โดยมอบหมายให้กระทรวงการคลังและกระทรวงมหาดไทยปรับปรุงฐานข้อมูลและเปิดลงทะเบียนใหม่ เพื่อให้ผู้มีสิทธิที่ตกหล่นสามารถเข้าร่วมได้ ใช้วงเงินรวม 56,000 ล้านบาท
- ช่วยเหลือชนชั้นกลาง คนทำงาน และมนุษย์เงินเดือน ผ่านโครงการ 60:40 โดยประชาชนร่วมจ่าย 40% และรัฐบาลสนับสนุน 60% เพื่อบรรเทาค่าครองชีพในชีวิตประจำวัน วงเงินช่วยเหลือเดือนละ 1,000 บาท เป็นเวลา 4 เดือน ใช้วงเงินรวม 120,000 ล้านบาท
- ช่วยเหลือร้านค้ารายย่อย เพื่อเติมสภาพคล่อง ต่อลมหายใจธุรกิจ และเสริมศักยภาพให้สามารถดำเนินกิจการต่อได้
นอกจากนี้ รัฐบาลจะนำเทคโนโลยี AI เข้ามาช่วยผู้ประกอบการบริหารต้นทุน โดยสามารถตรวจสอบราคาสินค้ากับกระทรวงพาณิชย์ และส่งเสริมให้ผู้ประกอบการรายย่อยเข้าถึงแหล่งสินเชื่อในระบบ ลดการพึ่งพาหนี้นอกระบบ
เอกนิติ ยืนยันว่า วิกฤตครั้งนี้แตกต่างจากที่ผ่านมา เพราะเป็นวิกฤตค่าครองชีพที่กระทบคนส่วนใหญ่ โดยเฉพาะคนตัวเล็กตัวน้อย มนุษย์เงินเดือน และผู้ที่ไม่มีเงินสำรองรองรับ รัฐบาลจึงต้องช่วยประคองประชาชนให้ผ่านวิกฤตครั้งนี้ไปด้วยกัน
นอกจากนี้ ที่ประชุม ครม. ยังหารือกรณี พ.ร.ก.กู้เงิน ที่ศาลรัฐธรรมนูญรับคำร้องไว้ โดย ครม. ได้รับหนังสือให้ชี้แจงข้อเท็จจริง และมอบหมายให้ ปกรณ์ นิลประพันธ์ รองนายกรัฐมนตรีฝ่ายกฎหมาย และกระทรวงการคลัง เป็นผู้ชี้แจง พร้อมยืนยันว่า พ.ร.ก. ดังกล่าวมีผลบังคับใช้แล้ว หลังประกาศในราชกิจจานุเบกษา ส่วนกระบวนการพิจารณาคำร้องเป็นไปตามขั้นตอนทางกฎหมาย
สำหรับการลงทะเบียนประชาชนที่เคยเข้าร่วมโครงการเดิม จะยืนยันสิทธิผ่านระบบอีกครั้ง และได้รับผลตอบกลับทันที ส่วนผู้ลงทะเบียนใหม่จะต้องดำเนินการตามขั้นตอน และรอการตรวจสอบข้อมูลกับกรมการปกครองประมาณ 3 วัน
ด้าน ลวรณ แสงสนิท ปลัดกระทรวงการคลัง กล่าวว่า โครงการไทยช่วยไทยพลัส จะช่วยเหลือประชาชนมากกว่า 43 ล้านคน โดยกลุ่มผู้ถือบัตรสวัสดิการแห่งรัฐ 13.2 ล้านคน จะได้รับเงินเพิ่มจาก 300 บาท เป็น 1,000 บาทต่อเดือน ตั้งแต่เดือน มิ.ย.-ก.ย. 2569 สำหรับซื้อสินค้าอุปโภคบริโภคผ่านร้านธงฟ้า
ส่วนประชาชนทั่วไป รัฐบาลจะช่วยบรรเทาภาระผ่านโครงการ 60:40 วงเงินคนละ 1,000 บาท ครอบคลุมไม่เกิน 30 ล้านคน ระยะเวลา 4 เดือน ตั้งแต่ มิ.ย.-ก.ย. 2569
ลวรณ ย้ำว่า โครงการ 60:40 ไม่ใช่มาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจ แต่เป็นมาตรการบรรเทาภาระค่าครองชีพ โดยแตกต่างจาก “คนละครึ่ง” เดิม เพราะรัฐบาลออกให้ 60% และประชาชนร่วมจ่าย 40%
สำหรับผู้มีสิทธิเข้าร่วมโครงการ กำหนดอายุตั้งแต่ 18 ปีขึ้นไป ส่วนร้านค้าที่เข้าร่วมจะตัดภาคบริการบางประเภทออก เช่น ร้านทำเล็บ ร้านทำผม และร้านนวดสปา เพื่อให้เม็ดเงินถูกใช้กับสินค้าอุปโภคบริโภคอย่างแท้จริง โดยกำหนดวงเงินใช้จ่ายไม่เกินวันละ 200 บาท
ทั้งนี้ จะเปิดลงทะเบียนประชาชนระหว่างวันที่ 25-29 พฤษภาคม 2569 เวลา 06.00-22.00 น. ส่วนร้านค้าเดิมที่เคยร่วมโครงการให้ยืนยันสิทธิ ขณะที่ร้านค้าใหม่สามารถสมัครเข้าร่วมได้ระหว่างวันที่ 25-30 พฤษภาคม ผ่านธนาคารกรุงไทยทุกสาขา
ลวรณ ยังระบุว่า ระบบ Food Delivery จะเข้าร่วมในอีกประมาณ 2 สัปดาห์ เนื่องจากต้องเชื่อมต่อแพลตฟอร์มผู้ให้บริการรายใหญ่ 4 ราย โดยรัฐบาลยืนยันว่า ‘ไทยช่วยไทยพลัส’ จะเป็นมาตรการบรรเทาค่าครองชีพ ดูแลเศรษฐกิจฐานราก และช่วยให้ประชาชนผ่านวิกฤตไปด้วยกัน


