แม้จะเป็นพรรคการเมืองที่เคยกวาดเก้าอี้ สส. ในพื้นที่กรุงเทพฯ ได้ครบทุกเขต แต่สนามเลือกตั้งระดับท้องถิ่นเพื่อชิงเก้าอี้ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ยังคงเป็นโจทย์หินที่ ‘ไม่เคยง่าย’ สวนทางกับแคมเปญหาเสียง ‘กรุงเทพง่ายๆ’ ของพวกเขา สาเหตุหลักย่อมมาจากความคาดหวังของคนเมืองที่เปลี่ยนแปลงได้ตลอดเวลา
ไม่ต่างจากภาพจำของพรรคการเมืองสีส้ม ที่เคยประกาศ ‘พร้อมชน’ อย่างดุเดือดในการเลือกตั้งเมื่อปี 2565 มาสู่ปัจจุบันที่ตัดสินใจส่ง โจ-ชัยวัฒน์ สถาวรวิจิตร เข้าชิงชัย ภายใต้แนวคิดที่เรียบง่ายและใกล้ตัวคนกรุงกว่าเดิม ทว่าได้ซ่อนกลไกที่มุ่งแก้ไขปัญหาเชิงโครงสร้างให้สำเร็จ
THE STANDARD คุยกับ วรภพ วิริยะโรจน์ บุคคลสำคัญเบื้องหลังแนวคิดและทิศทางเหล่านั้น อดีต สส. แบบบัญชีรายชื่อ ตั้งแต่พรรคอนาคตใหม่ ก้าวไกล จนบทบาทปัจจุบันคือ ทีมบริหารผู้ว่าฯ ประชาชน และมันสมองฝ่ายนโยบาย กทม. ของพรรค ที่ได้รับมอบหมายให้มาขับเคลื่อน ‘วาระเมือง’ และ ‘วาระเขต’ เพื่อความไว้วางใจของคนกรุงเทพฯ
ครั้งนี้พวกเขาจะสร้าง ‘กรุงเทพง่ายๆ’ ได้อย่างไร ในสนามเลือกตั้งที่ไม่เคยง่าย

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
จาก ‘พร้อมชน’ สู่ ‘กรุงเทพง่ายๆ’ อุดมการณ์ที่ไม่ขาดตอน
ย้อนไปเมื่อปี 2565 ที่ วิโรจน์ ลักขณาอดิศร ถือธงนำในการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งแรกในรอบ 8 ปีหลังการรัฐประหาร เขารั้งอันดับ 3 ด้วยคะแนน 253,938 เสียง พาพรรคก้าวไกลชิง 14 เก้าอี้ ส.ก. ซึ่งเจ้าตัวได้เปิดเผยในเวลาต่อมาว่า พร้อมจะกลับลงสนาม กทม. อีกครั้งใน 4 ปีถัดไป ทว่าเมื่อเกิดคดี ‘44 สส.’ มาเป็นอุปสรรค ภารกิจจึงเปลี่ยนผ่านมาสู่ ‘กรุงเทพง่ายๆ’ ของ โจ-ชัยวัฒน์ ในเวลานี้
หลายคนวิเคราะห์ว่า เป็นการลดทอนโทนดุดันแข็งกร้าวในยุคก้าวไกลให้เบาบางลงหรือไม่ แต่วรภพอธิบายว่า ไม่ใช่การลดทอน แต่เป็นผลลัพธ์จากการประเมินบริบทสถานการณ์ที่เปลี่ยนไป รวมถึงตัวตนของแคนดิเดตผู้ว่าฯ ด้วย ขณะที่พรรคเองมีทีมนโยบายท้องถิ่นที่ทำงานมาอย่างต่อเนื่องอยู่แล้ว โดยมี ‘วาระเมือง’ เป็นกรอบที่พัฒนาขึ้นมาในทุกการเลือกตั้ง
“ตอนนั้นที่คุณวิโรจน์เคยเสนอแคมเปญ ‘พร้อมชนเพื่อคนกรุงเทพฯ’ หลายอย่างก็เกิดการเปลี่ยนแปลงและสำเร็จได้จริงๆ เช่น เราสามารถเก็บค่าจัดการขยะจากกลุ่มทุนใหญ่เพิ่มขึ้นได้ ซึ่งก็ต้องยอมรับว่าผู้ว่าฯ คนปัจจุบันให้การตอบรับที่ดี”

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
วรภพเล่าให้เราฟังถึงที่มาของแคนดิเดตผู้ว่าฯ คนล่าสุดอย่าง โจ-ชัยวัฒน์ รองหัวหน้าพรรคประชาชน ซึ่งเป็นผู้ ‘เสนอตัว’ มาทำหน้าที่นี้เอง ท่ามกลางสถานการณ์ที่พรรคต้องเผชิญกับคดีทางการเมืองของกลุ่ม 44 สส. อดีตพรรคก้าวไกล โดยวรภพเองก็เป็น 1 ใน 44 คนดังกล่าวนั้นด้วย
“ด้วยภูมิหลังที่ ดร.โจ ปากกัดตีนถีบมาจากชนชั้นกลาง จึงเห็นโอกาสหลายอย่างของเมือง และอยากผลักดันวาระที่ทำให้ชีวิตคนกรุงเทพฯ ‘ง่ายขึ้น’ แคมเปญนี้จึงเน้นเรื่องคนที่จับต้องได้และใกล้ตัวคนมากขึ้น”
อย่างไรก็ตาม วรภพย้ำว่า จุดแข็งในเรื่องอุดมการณ์ความกล้าชนกับการเปลี่ยนแปลงเชิงโครงสร้าง การตรวจสอบ และการต่อสู้กับการทุจริต อันเป็น DNA ของพรรค ก็ยังคงถูกรักษาไว้ตลอดมา
THE STANDARD ตั้งข้อสังเกตตามที่หลายคนสงสัยว่า พรรคประชาชนเปิดตัวแคนดิเดตผู้ว่าฯ ในช่วงเวลาที่ค่อนข้างกระชั้นชิด ซึ่งวรภพชี้แจงตามตรงว่า เป็นเพราะพรรคต้องทุ่มกำลังไปกับการเลือกตั้งระดับชาติที่แทรกเข้ามาก่อน ชัยวัฒน์ซึ่งอาสาตัวเข้ามาหลังการเลือกตั้ง สส. ระยะหนึ่ง ก็มีเงื่อนไขที่กรรมการบริหารพรรคต้องพิจารณาอย่างหนัก นั่นคือชัยวัฒน์ต้องลาออกจากตำแหน่ง สส. และพรรคต้องเสียบุคลากรหลักด้านเศรษฐกิจในสภาฯ ไป 1 คน
อย่างไรก็ตาม เมื่อพรรคได้ตัดสินใจขั้นสุดท้าย จึงได้นำมาสู่การเปิดตัวชัยวัฒน์ ในวันที่ 5 พฤษภาคมที่ผ่านมา พร้อมกับการเปิดตัววรภพและวิโรจน์ เป็นทีมบริหารในวันเดียวกันนั้นด้วย
เราไม่ลืมที่จะถามวรภพถึงกระแสข่าวว่า เขาเองก็เป็นหนึ่งในตัวเต็งที่ถูกจับตาว่าเป็นแคนดิเดตผู้ว่าฯ ของพรรค ซึ่งเขาได้ปฏิเสธพร้อมอธิบายว่า สาเหตุที่มีชื่อตนเองไปเกี่ยวข้อง เพราะคลุกคลีกับการทำนโยบาย กทม. มาตั้งแต่ปี 2567
“แต่จริงๆ ผมยังเป็นหนึ่งในกลุ่ม 44 สส. หากลงเป็นแคนดิเดตแล้วเกิดอะไรขึ้น อาจจะต้องมาเลือกตั้งกันใหม่ และเสียโอกาสของคนกรุงเทพฯ ผมจึงทำหน้าที่เตรียมนโยบายมาสนับสนุน และยังมั่นใจในการทำงานเป็นทีม”

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
วาระเมือง: นโยบายเพื่อคนเมืองที่ตั้งต้นจากประสบการณ์จริง
เจาะลึกเข้าไปที่ ‘วาระเมือง’ ซึ่งพรรคประชาชนได้นำเสนอ วรภพฉายภาพให้เห็นเป้าหมายการอุดรอยรั่วด้านคุณภาพชีวิตของชนชั้นกลาง วัยทำงาน นโยบายด้านการ Re-Skill ถูกหยิบมาเป็นวาระเร่งด่วน เพื่อรับมือกับปัญหาเศรษฐกิจที่มาพร้อมกับความเปลี่ยนแปลงทางเทคโนโลยี
การ Re-Skill ในมุมของชัยวัฒน์ไม่ใช่เพียงการช่วยหาตำแหน่งงาน แต่คือการบริหารจัดการความเสี่ยงของชนชั้นกลางจำนวนมากที่อาจต้องถูกบีบให้เปลี่ยนอาชีพ เขาเห็นว่ากรุงเทพฯ มีกำลังพร้อมอยู่แล้ว คือโรงเรียนฝึกอาชีพกว่า 10 แห่ง ซึ่งสามารถปรับปรุงและดึงภาคเอกชนหรือนายจ้างเข้ามามีส่วนร่วมในการพัฒนาหลักสูตรให้ตรงกับความต้องการของตลาดแรงงานได้อย่างเป็นรูปธรรม
วาระเมืองของเขาจึงเป็นไปตามคำประกาศบนเวทีในวันเปิดตัว ว่าต้องการให้กรุงเทพฯ “เป็นเมืองที่เราไม่ต้องต่อสู้เพียงลำพัง เป็นหลังพิงเมื่อล้ม และเป็นลมใต้ปีกเมื่อเราพร้อมไปข้างหน้า”

ภาพ: ฐานิส สุดโต
ความยากอีกมิติหนึ่งของคนกรุงเทพฯ มาจากประสบการณ์ส่วนตัวที่ทั้งชัยวัฒน์และวรภพมีร่วมกัน ซึ่งได้กลายเป็นอีกหนึ่งนโยบายเรือธงของพรรคประชาชนครั้งนี้
“ดร.โจมีลูก 1 คนเหมือนกับผม ทำให้เราคุยกัน และเข้าใจบริบทความยากของการเลี้ยงลูก และการดูแลพ่อแม่ไปพร้อมๆ กัน”
วรภพยกตัวอย่างปัญหาของศูนย์เด็กเล็กในสังกัด กทม. ที่ปัจจุบันส่วนใหญ่เริ่มรับเด็กที่อายุ 2 ขวบขึ้นไป ในขณะที่สวัสดิการสิทธิการลาคลอดของไทยให้เวลาเพียง 4 เดือน
เขาถ่ายทอดจากประสบการณ์ตรงว่า ช่องว่างที่หายไประหว่าง 4 เดือนถึง 2 ขวบ คือภาระมหาศาลที่พ่อแม่ต้องเผชิญ ไม่ว่าจะเป็นการส่งลูกกลับไปให้ปู่ย่าตายายเลี้ยงที่ต่างจังหวัด หรือการต้องแบกรับค่าใช้จ่ายหลักหมื่นบาทต่อเดือนเพื่อฝากเลี้ยงในสถานรับเลี้ยงเด็กเอกชน
เป้าหมายของทีมพรรคประชาชนกรุงเทพฯ คือการสร้างศูนย์ดูแลเด็กเล็กที่มีคุณภาพ ได้มาตรฐาน และที่สำคัญคือต้องขยายเวลารับเด็กตั้งแต่ช่วงอายุ 6 เดือน ไปจนถึงเวลา 18.00 น. เพื่อให้สอดคล้องกับวิถีชีวิตคนทำงาน ในวันหยุดเสาร์อาทิตย์ พื้นที่เหล่านี้ควรถูกปรับเปลี่ยนให้เป็นพื้นที่เรียนรู้และลานเล่นสำหรับทุกครอบครัว
“แม้ที่ผ่านมา ส.ก. ของพรรคจะใช้เวลาถึง 3 ปีในการผลักดันข้อบัญญัติให้ กทม. สามารถจัดสรรเงินอุดหนุนตรงสู่ศูนย์เด็กเล็กได้ แต่ในทางกายภาพและศักยภาพการให้บริการจริง ก็ยังไปไม่ถึงจุดที่พรรคมุ่งหวัง”

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ปลุกศักยภาพ กทม. เพื่อคุณภาพชีวิตที่ดีขึ้น
ในฐานะอดีต สส. ที่ขับเคลื่อนเรื่องการกระจายอำนาจมานาน นโยบาย กทม. ของวรภพคือการพยายามหาหนทางแก้ไขปัญหาของคนเมืองผ่านการปรับเปลี่ยนโครงสร้างการบริหาร ในมุมที่เสริมพลังให้ทั้งการปกครองส่วนกลางและระดับท้องถิ่นประสานงานเข้าด้วยกัน นโยบาย ‘ใบส่งตัว’ ของทีมผู้ว่าฯ ประชาชน เป็นหนึ่งในตัวอย่างที่ดี
เขามองเห็นความทุกข์ของคนไข้ ‘สิทธิบัตรทอง’ ที่ทราบกันดีว่า เมื่อต้องการไปโรงพยาบาล จะต้องเดินทางไปขอใบส่งตัวจาก ‘คลินิกอบอุ่น’ ถ้าป่วย 5 โรค ก็ต้องต่อคิว 5 ครั้ง ซึ่งต้นตอของปัญหานี้มาจาก ‘โครงสร้างการจ่ายเงินที่บิดเบี้ยว’ เนื่องจากงบถูกผูกไว้กับคลินิกปฐมภูมิ ยิ่งออกใบส่งตัวมาก คลินิกก็ยิ่งถูกหักงบประมาณเข้าสู่โรงพยาบาลมาก

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ทางแก้ในแบบของเขาคือ ‘ปลดล็อกระบบเงิน’ ผลักดันให้ กทม. เป็นเจ้าภาพร่วมกับสำนักงานประกันสุขภาพแห่งชาติ (สปสช.) เพื่อแยกงบใบส่งตัวออกจากการหักเงินคลินิก
ขณะเดียวกันต้อง ‘ปลุกศักยภาพ กทม.’ ด้วยการฟื้นฟูศูนย์บริการสาธารณสุข กทม. ทั้ง 69 แห่ง ให้สามารถรองรับคนไข้บัตรทองที่มีอยู่ราว 1 ล้านคนได้อีกครั้ง หลังปีล่าสุดยอดร่วงไปเหลือเพียง 8 แสนคน
“กทม. จึงควรเพิ่มการรับสิทธิบัตรทองส่วนนี้กลับมา และขออาสาเป็นพื้นที่นำร่องทดลองระบบใหม่โดยยึดผู้ป่วยเป็นศูนย์กลาง” วรภพอธิบาย
แนวคิดนี้เป็นเพียงส่วนหนึ่งของความพยายาม ‘เพิ่มอำนาจ’ ให้ กทม. สามารถดูแลชีวิตคนกรุงเทพฯ แก้ปัญหา และพัฒนาเมืองได้เองอย่างเบ็ดเสร็จมากขึ้น ผ่านการพัฒนาร่างแก้ไขเพิ่มเติมพระราชบัญญัติ (พ.ร.บ.) ระเบียบบริหารราชการกรุงเทพมหานคร ซึ่งกฎหมายเดิมบังคับใช้มากว่า 40 ปีแล้ว และพรรคประชาชนเพิ่งยื่นร่างแก้ไขเพิ่มเติมเข้าสู่สภาฯ ไปเมื่อไม่นานนี้
วรภพคาดหวังให้การแก้ไขกฎหมายดังกล่าว หรือที่เรียกว่า ‘พ.ร.บ. อัปเกรดกรุงเทพฯ’ จะมาช่วยปลดล็อกข้อจำกัดทางกฎหมายเพื่อให้ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. มีอำนาจบริหารเมืองได้ครอบคลุมมากขึ้น ทั้งการปลดล็อกรายได้ เช่นการจัดเก็บ ‘ค่าธรรมเนียมที่พักโรงแรม’ จากนักท่องเที่ยว 30 ล้านคนต่อปี จากที่ไม่เคยเก็บเลยเพื่อนำมาพัฒนาเมือง หรือโอนอำนาจการจราจรจากตำรวจ เพื่อจัดการปัญหารถติด เป็นต้น แต่ก็ถือเป็นกระบวนการของสภาฯ ที่ต้องอาศัยเวลา ซึ่งอาจจะล่วงเลยการเลือกตั้งผู้ว่าฯ กทม. ครั้งนี้ไปแล้วเสียอีก

ภาพ: ณาฌารัฐ ภักดีอาสา
วาระเขต: เสียงสะท้อนจากพื้นที่ และความจำเป็นของทีม ส.ก.
จับสัญญาณจากโพลและสื่อต่างๆ การลุ้นโฉมหน้าของผู้ว่าฯ กทม. คนใหม่ อาจไม่เข้มข้นเท่าสนามเลือกตั้ง ส.ก. เหตุผลเป็นที่ประจักษ์คือชัยชนะของ ชัชชาติ สิทธิพันธุ์ ผู้ว่าฯ กทม. คนล่าสุด อย่างแลนด์สไลด์เป็นประวัติการณ์ และความนิยมยังไม่มีวี่แววจะเสื่อมคลายลงโดยง่าย โดยเฉพาะอย่างยิ่งครั้งนี้ ชัชชาติประกาศลงสนามอีกครั้งในนามอิสระเช่นเดิม
วรภพยอมรับอย่างตรงไปตรงมา เขาไม่เคยคิดว่าชัยชนะของพรรคประชาชนที่กวาด สส. ได้ทุกเขตในกรุงเทพฯ จะการันตีชัยชนะของ ส.ก. ด้วย เหตุนี้เองทำให้ทีมงานไม่เคยประมาทหรือหลงระเริงกับสนามอันท้าทายนี้
“เราให้ความสำคัญและเตรียมกระบวนการคัดเลือก ส.ก. ล่วงหน้ากันมาเป็นปี จนนำมาสู่การทำ ‘วาระเขต’ ที่เป็นตัวแทนสะท้อนปัญหาของแต่ละพื้นที่ เราจึงย้ำว่า ทำไมเราถึงต้องส่งผู้สมัครไปบริหารจัดการเมืองแบบเป็นทีม”

ภาพ: ศวิตา พูลเสถียร
ขณะนี้แคมเปญหาเสียงของชัยวัฒน์เองก็อยู่ในช่วงการทยอยสื่อสาร ‘วาระเมือง’ ควบคู่ไปกับ ‘วาระเขต’ ให้ซึมลึกไปถึงระดับชุมชน เช่น ในพื้นที่เขตปทุมวัน ซึ่งแม้จะเป็นใจกลางเมืองหลวง แต่ ส.ก. ในพื้นที่ก็ยังคงสะท้อนปัญหาพื้นฐานอย่างการจัดการจุดเก็บขยะให้เป็นระเบียบเรียบร้อย ซึ่งเป็นเรื่องที่ต้องได้รับการแก้ไขเร่งด่วน
หรือเมกะโปรเจกต์อย่าง ‘คลองกรุงเทพฯ’ ที่ตั้งใจจะผลักดัน ก็มีจุดเริ่มต้นจาก ส.ก. ที่ไปพูดคุยกับชาวบ้านและรับทราบความต้องการที่จะฟื้นฟูเส้นทางเรือเดิม เพื่อช่วยให้การเดินทางง่ายขึ้นและต่อยอดเป็นย่านท่องเที่ยวได้ ซึ่งประชาชนสามารถเข้าไปดูรายละเอียด ‘วาระเขต’ ของผู้สมัคร ส.ก. แต่ละเขตได้ผ่านทางเว็บไซต์ของพรรค
“เราไม่ประมาท เรายืนยันมาตลอดว่า สนาม กทม. เป็นสนามที่ยาก เพราะปฏิเสธไม่ได้ว่าประชาชนจำนวนมากชื่นชมผลงานของผู้ว่าฯ ชัชชาติ เป็นความท้าทายที่เราต้องพยายามสื่อสารว่า ทำไมวาระเมืองของเราถึงจะดีกับคนกรุงเทพฯ”
ขณะที่การทยอยเปิดตัวของ ส.ก. ที่ประกาศว่าลงสมัครในนาม ‘อิสระ’ ทั้งกลุ่ม ‘คนทำงาน กทม.’ หรือ ‘Better Bangkok’ ที่ชูความไร้สังกัดเป็นจุดแข็งนั้น วรภพมองในมุมบวกว่า ยิ่งบรรยากาศการเลือกตั้งมีความคึกคัก มีบุคคลหลากหลายกลุ่มเข้ามานำเสนอวาระทางการเมือง ยิ่งเป็นผลดีต่อประชาชน
“ในฐานะคนทำนโยบาย ผมชอบมากที่เกิดการแลกเปลี่ยนพูดคุยเหตุผลซึ่งกันและกัน ยิ่งคนเปิดใจรับฟังมากขึ้นก็ยิ่งเป็นโอกาสที่ดี”

ภาพ: ฐานิส สุดโต
พลิกโฉมกรุงเทพฯ ด้วยทีมเวิร์กแบบพรรคประชาชน
THE STANDARD จึงขอให้เขาเปรียบเทียบระหว่างผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่มาจากพรรคหรือกลุ่มเดียวกัน กับผู้ว่าฯ ที่เป็นอิสระจาก ส.ก. ซึ่งวรภพได้ให้คำตอบในมุมมองการทำงานของพรรค
“ถ้า (ผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก.) เป็นคนละทีมกัน หลายวาระของเราก็อาจไม่ได้ถูกสานต่อ”
วรภพมองว่า ผู้ว่าฯ กทม. คนก่อนหน้า แม้จะมีการสานต่อนโยบายดีๆ หลายเรื่อง แต่ก็ยังมีอีกหลายวาระสำคัญ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องศูนย์เด็กเล็ก นโยบายดูแลผู้สูงอายุ การปลดล็อกใบส่งตัวรักษาพยาบาล หรือการผลักดันการเดินรถเมล์ในเส้นทางที่ได้รับอนุมัติแล้ว ที่ยังคงไปไม่ถึงจุดที่พรรคประชาชนมุ่งหวัง
เขาบอกว่านี่เป็นเหตุผลที่พรรคประชาชนจึงต้องส่งผู้สมัครทั้งผู้ว่าฯ กทม. และ ส.ก. ที่จะเห็นปัญหาของแต่ละพื้นที่ลึกซึ้งถึงระดับตรอกซอกซอย เพื่อตั้งเป็น ‘วาระเขต’ ซึ่งเป็นรากฐานของ ‘วาระเมือง’ เพื่อให้ฝ่ายบริหารเห็นชอบกับข้อเสนอของฝ่ายนิติบัญญัติ เมื่อเห็นภาพตรงกันแล้ว ก็จะสามารถผลักดันวาระร่วมกันได้อย่างเบ็ดเสร็จ
“การเลือกตั้งครั้งนี้จึงเป็นโอกาสที่เราอยากเสนอตัวมาผลักดันด้วยมือของเราเองแบบเป็นทีม”
ความตั้งใจของพรรคประชาชนที่มุ่งมั่นผลักดันวาระเขตควบคู่กับวาระเมือง เพื่ออุดรอยรั่วให้ชีวิตในกรุงเทพฯ ง่ายขึ้น และต้องอาศัยทีมเวิร์กทั้งผู้ว่าฯ และ ส.ก. ร่วมกันนั้น จะได้เสียงตอบรับจากชาว กทม. มากเพียงใด คงต้องติดตามกันต่อไปในอนาคตอันใกล้นี้


