วันนี้ (20 กรกฎาคม) ที่ ห้องประชุมรัชดาภิเษก ชั้น 3 สำนักงานเขตดินแดง ศานนท์ หวังสร้างบุญ รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เป็นประธานเปิดกิจกรรมแลกเปลี่ยนเรียนรู้เพื่อรับฟังความคิดเห็นต่อร่างระเบียบกรุงเทพมหานคร ว่าด้วยศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พ.ศ. …. โดยมีผู้บริหารกรุงเทพมหานคร ผู้บริหารสำนักพัฒนาสังคม ผู้บริหารเขตดินแดง และตัวแทนครูผู้ดูแลเด็กจากศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนกลุ่มเขตละ 20 คน รวมทั้งสิ้น 120 คน เข้าร่วมกิจกรรม
การจัดเวทีรับฟังความคิดเห็นในครั้งนี้ ดำเนินการโดยสำนักพัฒนาสังคม ตามข้อบัญญัติกรุงเทพมหานคร เรื่อง ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียน พ.ศ. 2569 เพื่อเปิดโอกาสให้ครูผู้ดูแลเด็กซึ่งเป็นผู้ปฏิบัติงานส่วนหน้า ได้ร่วมเสนอแนวคิดและออกแบบร่างระเบียบฉบับใหม่ให้สอดคล้องกับสภาพความเป็นจริง มุ่งเน้นกระบวนการมีส่วนร่วมจากทุกภาคส่วน แทนการใช้ระเบียบที่กำหนดจากทางราชการเพียงฝ่ายเดียว เพื่อยกระดับมาตรฐานการดูแลเด็กปฐมวัยของกรุงเทพมหานครให้มีประสิทธิภาพสูงสุด
รองผู้ว่าราชการกรุงเทพมหานคร เปิดเผยถึงสถานการณ์ปัจจุบันว่า กรุงเทพมหานครมีประชากรเด็กปฐมวัย (อายุ 0-6 ปี) จำนวน 239,413 คน ซึ่งมีแนวโน้มอัตราการเกิดลดลงอย่างต่อเนื่อง ในขณะเดียวกันยังพบปัญหาเด็กจำนวนมาก โดยเฉพาะกลุ่มอายุ 0-3 ปี ที่หลุดออกจากระบบการดูแลที่มีคุณภาพ เนื่องจากบิดามารดาต้องออกไปประกอบอาชีพ และกรุงเทพมหานครยังขาดแคลนสถานที่รองรับเด็กเล็กอย่างเพียงพอ ทำให้เด็กเสียโอกาสในการเสริมสร้างพัฒนาการตั้งแต่วัยแรกเริ่ม
เพื่อเป็นการอุดช่องว่างดังกล่าว ร่างระเบียบฉบับใหม่จึงมีการปรับปรุงหลักเกณฑ์ที่สำคัญ ได้แก่
- ขยายเกณฑ์อายุรับเด็ก: เปิดโอกาสให้ศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนสามารถรับเด็กได้ตั้งแต่อายุ 3 เดือน (จากเดิมกำหนดไว้ที่ 2-6 ปี)
- ปรับอัตราส่วนผู้ดูแล: กำหนดมาตรฐานและสัดส่วนผู้ดูแลให้เหมาะสมกับการดูแลเด็กเล็กมากยิ่งขึ้น
- เพิ่มความยืดหยุ่นด้านเวลา: สนับสนุนการขยายเวลาให้บริการของศูนย์ฯ เพื่อรองรับวิถีชีวิตและเวลาทำงานของผู้ปกครองในสังคมเมือง โดยจะมีการพิจารณาระบบค่าตอบแทนพิเศษสำหรับผู้ดูแลเด็กที่ต้องปฏิบัติงานนอกเวลาราชการอย่างเหมาะสมและเป็นธรรม
ศานนท์ กล่าวถึงการยกระดับคุณภาพศูนย์พัฒนาเด็กก่อนวัยเรียนว่า ปัจจุบันกรุงเทพมหานครมีศูนย์ฯ ทั้งสิ้น 258 แห่ง แต่มีเพียง 39 แห่งเท่านั้นที่สามารถเบิกจ่ายงบประมาณของ กทม. ในการปรับปรุงซ่อมแซมอาคารได้ เนื่องจากติดขัดข้อจำกัดด้านสิทธิการใช้ที่ดิน ขณะนี้ กทม. จึงอยู่ระหว่างเร่งประสานงานกับหน่วยงานเจ้าของพื้นที่ อาทิ วัด กรมธนารักษ์ การเคหะแห่งชาติ และภาคเอกชน เพื่อหาทางออกและพัฒนาศูนย์เด็กเล็กได้อย่างต่อเนื่อง
นอกจากนี้ กทม. ยังเตรียมสนับสนุนการจัดทำห้องเรียนปลอดฝุ่น การเพิ่มบริการตรวจคัดกรองพัฒนาการเด็กเชิงรุก การส่งเสริมวิชาชีพและการศึกษาต่อของครูผู้ดูแลเด็ก รวมถึงสนับสนุนกิจกรรมการเล่นอิสระ (Free Play) การอ่าน และบริการยืมของเล่น
สำหรับสาระสำคัญของร่างระเบียบฉบับนี้ มุ่งเน้นการพัฒนาใน 3 ด้านหลัก
- การขยายโอกาสการเข้าถึงบริการ ของเด็กปฐมวัย
- การยกระดับคุณภาพ การดูแลเด็ก
- การสนับสนุนผู้ปกครอง ผ่านการปรับปรุงหลักเกณฑ์งบประมาณให้ครอบคลุม ทั้งด้านวัสดุอุปกรณ์ ค่าสาธารณูปโภค ค่าบริหารจัดการ และค่าตอบแทนผู้ดูแลเด็ก
“กรุงเทพมหานครพร้อมรับฟังทุกข้อเสนอแนะจากครูผู้ดูแลเด็ก เพื่อนำไปปรับปรุงร่างระเบียบให้เกิดประโยชน์สูงสุด และร่วมกันสร้างระบบการดูแลเด็กปฐมวัยที่มีคุณภาพ เพื่อให้เด็กทุกคนในกรุงเทพมหานครได้รับการพัฒนาอย่างเหมาะสมตั้งแต่วัยแรกเริ่ม อันเป็นรากฐานสำคัญของการพัฒนาทรัพยากรมนุษย์ในอนาคต” ศานนท์ กล่าว


