×

กองทัพไทย-ตำรวจ ผนึกกำลังขับเคลื่อนยุทธศาสตร์ ‘ระบบอัตโนมัติและ AI’ ยกระดับขีดความสามารถการป้องกันประเทศเต็มรูปแบบ

โดย THE STANDARD TEAM
18.05.2026
  • LOADING...
ภาพผู้บัญชาการเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติร่วมประชุมหารือยุทธศาสตร์ระบบอัตโนมัติและ AI เพื่อยกระดับการป้องกันประเทศ

วันนี้ (18 พฤษภาคม) พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด เป็นประธานการประชุมผู้บัญชาการเหล่าทัพ ครั้งที่ 4 ประจำปีงบประมาณ พ.ศ. 2569 ณ กองบัญชาการกองทัพอากาศ เขตดอนเมือง กรุงเทพมหานคร โดยมีผู้บัญชาการทหารบก ผู้บัญชาการทหารเรือ ผู้บัญชาการทหารอากาศ และผู้บัญชาการตำรวจแห่งชาติ เข้าร่วมประชุมอย่างพร้อมเพรียง

 

วาระสำคัญในการประชุมครั้งนี้มุ่งเน้นไปที่แนวทางการพัฒนาขีดความสามารถด้านระบบอัตโนมัติ (Autonomous Systems) เพื่อรองรับสภาพแวดล้อมด้านความมั่นคงและเทคโนโลยีที่เปลี่ยนแปลงอย่างรวดเร็ว

 

ท่ามกลางความท้าทายของสงครามยุคใหม่ที่เทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) และระบบอัตโนมัติเข้ามามีบทบาทสำคัญ กองบัญชาการกองทัพไทยได้นำเสนอวิสัยทัศน์ในการปฏิบัติการเชื่อมโยงทุกมิติ (All Domain Operations) ทั้งทางบก ทะเล อากาศ อวกาศ และไซเบอร์ โดยมุ่งเน้นการเพิ่มความแม่นยำ ลดการสูญเสียกำลังพล และปฏิบัติงานได้อย่างต่อเนื่อง

 

ทั้งนี้ ได้มีการจัดตั้งหน่วยระบบอัตโนมัติและการป้องกันภัยทางอากาศร่วม ภายใต้หน่วยบัญชาการขีดความสามารถร่วม พร้อมบูรณาการความร่วมมือกับภาคอุตสาหกรรมป้องกันประเทศและสถาบันการศึกษาชั้นนำ อาทิ จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัย มหาวิทยาลัยมหิดล และมหาวิทยาลัยเชียงใหม่ เพื่อเป้าหมายในการพึ่งพาตนเองอย่างยั่งยืน

 

ด้านกองทัพบก ได้นำเสนอแนวคิดการทำสงครามในสนามรบอัตโนมัติ (Autonomous Battlefield) 3 ระดับ ได้แก่ ระบบกึ่งอัตโนมัติ ระบบอัตโนมัติที่ต้องใช้มนุษย์กำกับดูแล และระบบอัตโนมัติเต็มรูปแบบ โดยมีแผนจัดตั้งหน่วยบัญชาการสงครามไร้คนขับ (Unmanned Warfare Command) เพื่อบูรณาการระบบเข้ากับพันธกิจการรบทั้ง 4 ด้าน คือ ข่าวกรอง การควบคุมและบังคับบัญชา การยิง และการป้องกัน ภายใต้หลักคิดการเสริมสร้างขีดความสามารถแบบบูรณาการ (DOTMLPF – Plus) เพื่อให้สอดรับกับการเปลี่ยนแปลงของเทคโนโลยีในระยะยาว

 

ด้านกองทัพเรือ เตรียมความพร้อมในการนำยานไร้คนขับแบบ UAS, USV และ UUV มาใช้ในภารกิจข่าวกรอง การรบผิวน้ำ การปราบเรือดำน้ำ สงครามทุ่นระเบิด ตลอดจนการสนับสนุนภารกิจความมั่นคงทางทะเล โดยได้วางกรอบยุทธศาสตร์การพัฒนา 12 ปี แบ่งเป็น 3 ระยะ ได้แก่ ระยะที่ 1 การวางรากฐานและทดลองแนวความคิด (พ.ศ. 2568 – 2570) ระยะที่ 2 การขยายผลและยกระดับสู่หลักนิยม (พ.ศ. 2571 – 2575) และระยะที่ 3 การปรับโครงสร้างและการปฏิบัติการเต็มรูปแบบ (พ.ศ. 2576 – 2580) ครอบคลุมทั้งองค์บุคคล องค์ยุทธวิธี และองค์วัตถุ

 

ด้านกองทัพอากาศ มุ่งเน้นการนำเทคโนโลยีปัญญาประดิษฐ์ (AI) มายกระดับขีดความสามารถในทุกมิติ โดยเฉพาะการพัฒนาระบบบัญชาการอัจฉริยะที่บูรณาการข่าวกรองเพื่อสร้างภาพรวมของสถานการณ์ (Common Operational Picture : COP) รวมถึงการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์ข้อมูลให้นักบินเพื่อร่นระยะเวลาในกระบวนการวงรอบตัดสินใจ (OODA Loop) ตลอดจนการประยุกต์ใช้เทคโนโลยีด้านไซเบอร์และอวกาศเพื่อสร้างความได้เปรียบทางยุทธวิธี และการบริหารจัดการกำลังพลให้เกิดความพร้อมรบสูงสุด

 

ในส่วนของสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ได้นำเสนอความคืบหน้าในการนำเทคโนโลยีอัตโนมัติมาเพิ่มประสิทธิภาพการบังคับใช้กฎหมายและบริการประชาชน อาทิ ระบบอ่านแผ่นป้ายทะเบียนอัตโนมัติ (LPR) เพื่อวิเคราะห์พฤติกรรมรถยนต์ที่กระทำผิด ระบบตรวจสอบลายพิมพ์นิ้วมืออัตโนมัติ (AFIS) โครงการพัฒนาการตรวจสอบประวัติ (Live Scan) รวมถึงการใช้รถยนต์ Mobile AI ของตำรวจท่องเที่ยวในการสแกนใบหน้าบุคคลเปรียบเทียบกับฐานข้อมูลหมายจับ ตลอดจนการพัฒนาระบบสำนวนอิเล็กทรอนิกส์ (Smart CRIMES) เพื่อบริหารจัดการคดีแบบครบวงจร

 

ในช่วงท้ายของการประชุม พล.อ. อุกฤษฎ์ บุญตานนท์ ผู้บัญชาการทหารสูงสุด ได้กล่าวขอบคุณทุกเหล่าทัพและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ที่ร่วมกันขับเคลื่อนแนวคิดระบบอัตโนมัติมาประยุกต์ใช้ พร้อมเน้นย้ำว่าทุกภาคส่วนจะต้องกำหนดแนวทางการพัฒนาอย่างเป็นระบบ ต่อเนื่อง และประสานสอดคล้องกัน เพื่อดำรงขีดความสามารถของกองทัพไทยและสำนักงานตำรวจแห่งชาติ ให้มีความพร้อมสูงสุดในการปกป้องประเทศชาติและประชาชนภายใต้ความท้าทายทางเทคโนโลยีแห่งอนาคตต่อไป

  • LOADING...

READ MORE




Latest Stories

Close Advertising