ท่ามกลางความผันผวนของเศรษฐกิจโลก สงครามภูมิรัฐศาสตร์ การแข่งขันดึงดูดเงินลงทุน และแรงกดดันจากเทคโนโลยี AI-พลังงานสะอาด-Climate Change รัฐบาลเปิดเวทีหารือครั้งใหญ่ ‘ผู้ประกอบการพูด รัฐบาลฟัง’ เพื่อรับฟังข้อเสนอโดยตรงจากผู้นำองค์กรธุรกิจไทยและต่างชาติ ครอบคลุมตั้งแต่ภาคการเงิน พลังงาน อุตสาหกรรม เทคโนโลยี ค้าปลีก โลจิสติกส์ เกษตร อสังหาริมทรัพย์ ไปจนถึงการท่องเที่ยว
ประเด็นสำคัญ
- ‘ภาคอุตสาหกรรม’ ชูซื้อสินค้าไทย-ดัน Creative Economy-เร่ง PDP
- ‘ภาคธนาคาร’ เสนอรีโพสิชันไทยเป็น Safe and Low Carbon Hub
- ‘ภาคการค้า’ ชงตั้งคณะกรรมการแก้คอร์รัปชันแห่งชาติ
- ‘ภาค SME’ เตือนมาตรการ SME ต้องแยก Micro-Small-Medium ให้ถูก
- ‘กลุ่มยานยนต์’ หวั่นฐานผลิตไทยสั่นคลอน ชง Safeguard-ดันรถเก่าแลกรถใหม่
- ‘ภาคท่องเที่ยว-โรงแรม’ ขอชะลอค่าเหยียบแผ่นดิน-คุม OTA ต่างชาติ
- ‘ภาคการแพทย์’ ดัน Health Security-ปั้นภูเก็ตสู่ Global Wellness Destination
- ‘ภาควัสดุก่อสร้าง’ เร่ง Fast Track 1.8 ล้านล้าน-เตือนเสี่ยง Twin Inflation
- ‘ภาคค้าปลีก’ ชูไทยเป็น Hub การค้าอาเซียน-เร่ง FTA-ดัน AI ยกระดับ Service Economy
- ‘ภาคสินค้าอุปโภคบริโภค’ ชงฟื้นอุดหนุนค่าขนส่ง-เร่งรถไฟชุมพร-ระนอง
- ‘ภาคพลังงาน’ เสนอเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า-กัน Data Center ศูนย์เหรียญ
- ‘ภาคธนาคาร’ ชี้ต่างชาติยังห่วงเสถียรภาพการเมืองไทย
- ‘ภาคการเงิน’ แนะเพิ่มงบ BOI 2-3 เท่า รับเม็ดเงินย้ายฐานลงทุน
- ‘ภาคเทคโนโลยี’ เร่งพลังงานสะอาด-ปลดล็อกภาษี OECD-ดันไทยสู่ R&D Hub
- ‘ภาคเกษตรและอาหาร’ ชูลงทุนระบบน้ำ-ปลดล็อกผังเมือง-ใช้ AI เพิ่มมูลค่า
- ‘ภาคดิจิทัลและโทรคมนาคม’ เสนอ AI Government-ตั้งเงื่อนไข Data Center ต้องมี R&D ไทย
- ‘ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี-การค้าระหว่างประเทศ’ ชงเร่ง FTA-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามแดน
- ‘ภาคท่องเที่ยว-ค้าปลีก’ ชี้ไทยต้องสร้าง Identity ใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ
- ‘ภาคนิคมอุตสาหกรรม-โครงสร้างพื้นฐาน’ เตือน EEC ขาดที่ดิน-พลังงานสะอาด-น้ำรองรับลงทุนใหม่
- รัฐบาลสรุป 4 แกนยุทธศาสตร์ ดันไทยรับโอกาสย้ายฐานลงทุนโลก
เวทีดังกล่าวเปิดพื้นที่ให้ภาคเอกชนสะท้อนปัญหาและเสนอ ‘พิมพ์เขียวเศรษฐกิจไทย’ อย่างตรงไปตรงมา ทั้งการเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและระบบน้ำ การปลดล็อกพลังงานสะอาด การแก้ปัญหาผังเมือง EEC การผลักดัน AI และ Data Center การดึงดูด FDI การพัฒนาคนไทยให้สอดรับอุตสาหกรรมใหม่ ตลอดจนการยกระดับไทยสู่ Trade Hub, Financial Hub และ Green Economy ของภูมิภาค
อนุทิน ชาญวีรกูล นายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงมหาดไทย กล่าวเปิดงานว่า รัฐบาลพร้อมรับฟังข้อเสนอจากทุกภาคส่วน และจะนำข้อมูลไปประมวลเป็นแนวทางขับเคลื่อนเศรษฐกิจร่วมกับภาคเอกชน โดยยืนยันว่าจะเร่งลดอุปสรรคด้านกฎระเบียบ ปัญหาแรงงาน และสนับสนุนขีดความสามารถการแข่งขันของไทย ท่ามกลางโลกที่กำลังเปลี่ยนผ่านครั้งใหญ่
ขณะที่ ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลัง ระบุว่า การประชุมครั้งนี้จะไม่จบเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น แต่รัฐบาลจะตั้ง ‘คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน’ หรือ กรอ. เพื่อเปลี่ยนข้อเสนอทั้งหมดให้เป็น Action Plan พร้อมจัดทำ Dashboard ติดตามความคืบหน้าและกลับมาประเมินผลร่วมกันอีกครั้งภายใน 6 เดือน
THE STANDARD WEALTH รวบรวม ‘ทุกข้อเสนอสำคัญ’ จากภาคธุรกิจและองค์กรเศรษฐกิจในเวทีนี้ ตั้งแต่ข้อเสนอระดับมหภาคไปจนถึง Pain Point รายอุตสาหกรรม เพื่อสะท้อนว่า ภาคเอกชนไทยกำลังมองอนาคตประเทศอย่างไร และรัฐบาลจะตอบโจทย์การเปลี่ยนผ่านเศรษฐกิจครั้งใหญ่นี้ได้มากน้อยแค่ไหน
‘ภาคอุตสาหกรรม’ ชูซื้อสินค้าไทย-ดัน Creative Economy-เร่ง PDP
ตัวแทนจากภาคอุตสาหกรรมเสนอว่า ท่ามกลางความตึงเครียดด้านภูมิรัฐศาสตร์ ประเทศไทยจำเป็นต้องรักษาความเป็น ‘รัฐอิสระ’ และวางจุดยืนเป็นกลางให้มั่นคง เพื่อรักษาเสถียรภาพทางเศรษฐกิจในระยะยาว
พร้อมเสนอให้เร่งรณรงค์การใช้สินค้าไทย เพื่อช่วยพยุงภาคอุตสาหกรรมในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว โดยมองว่าการรักษาปริมาณการผลิตในประเทศจะช่วยเพิ่ม ‘ผลิตภาพ’ หรือ Productivity และทำให้เม็ดเงินหมุนเวียนอยู่ในระบบเศรษฐกิจไทยมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลผลักดันเศรษฐกิจสร้างสรรค์ (Creative Economy) อย่างจริงจัง เนื่องจากเชื่อว่า คอนเทนต์ไทยสามารถสร้างรายได้ระดับโลกได้แล้ว ผ่านแพลตฟอร์มอย่าง Netflix และมองว่าเป็นจุดแข็งที่ไทยสามารถต่อยอดได้ทันที
ขณะเดียวกัน ก็ได้เรียกร้องให้รัฐบาลเร่งประกาศแผนพัฒนากำลังผลิตไฟฟ้า (PDP) เพื่อสร้างความชัดเจนด้านพลังงานและการลงทุนในอนาคตอีกด้วย
‘ภาคธนาคาร’ เสนอรีโพสิชันไทยเป็น Safe and Low Carbon Hub
ด้านตัวแทนภาคธนาคารเสนอให้ไทยใช้โอกาสจากการเปลี่ยนแปลงของโลก ทั้งการย้ายฐานการผลิต ซัพพลายเชน และกระแสความมั่นคงทางอาหารและพลังงาน เพื่อยกระดับประเทศสู่การเป็น ‘Middle Power’ และศูนย์กลางเศรษฐกิจของภูมิภาค
โดยเสนอให้ผลักดันไทยเป็นศูนย์กลางด้านการเงิน การวิจัยและพัฒนา สำนักงานใหญ่ภูมิภาค ตลอดจนศูนย์ซื้อขายคาร์บอนเครดิต พร้อมปรับจุดยืนประเทศสู่การเป็น “Safe, Efficient and Low Carbon Hub”
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐเร่งสร้าง ‘National Champion’ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของบริษัทไทยในระดับภูมิภาค ควบคู่กับการดึงดูดการลงทุนใน New Economy โดยต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของประเทศ ทั้งอาหาร เกษตร บริการ และสุขภาพ
ในประเด็นหนี้ครัวเรือน ภาคธนาคารเสนอให้เร่งแก้หนี้โดยยึดลูกหนี้เป็นศูนย์กลาง พร้อมสร้าง Social Safety Net ให้กลุ่มเปราะบาง และใช้กลไก ‘พี่ช่วยน้อง’ โดยให้แรงจูงใจแก่บริษัทขนาดใหญ่ช่วยยกระดับ SME และการจ้างงานในประเทศ
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปกฎหมายให้สอดคล้องมาตรฐาน OECD และดึงเศรษฐกิจนอกระบบเข้าสู่ระบบเศรษฐกิจมากขึ้น เพื่อเพิ่มศักยภาพการแข่งขันของไทยในระยะยาว
‘ภาคการค้า’ ชงตั้งคณะกรรมการแก้คอร์รัปชันแห่งชาติ
ด้านตัวแทนภาคการค้าเสนอให้รัฐบาลเร่งแก้ปัญหาคอร์รัปชันอย่างจริงจัง ผ่านการจัดตั้ง ‘คณะกรรมการแก้ไขปัญหาคอร์รัปชันแห่งชาติ’ ที่มีทั้งภาครัฐและเอกชนเข้าร่วม เพื่อขับเคลื่อนมาตรการต่อต้านการทุจริตอย่างเป็นรูปธรรม ควบคู่กับการจัดตั้ง ‘ศูนย์อำนวยการต่อต้านการทุจริตแห่งชาติ’ เพื่อทำหน้าที่ผลักดันการปฏิบัติให้เกิดผลจริง โดยมองว่าปัญหาคอร์รัปชันเป็นอุปสรรคสำคัญต่อการพัฒนาเศรษฐกิจ การยกระดับประเทศ และการเข้าสู่มาตรฐาน OECD ของไทย
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งปฏิรูปภาคเกษตรทั้งระบบ ผ่านการใช้เทคโนโลยีและนวัตกรรมเพื่อเพิ่มผลผลิต ลดต้นทุน และสร้างรายได้ที่มั่นคงให้เกษตรกร รวมถึงเร่งบูรณาการการเจรจาการค้าเสรี (FTA) กับประเทศคู่ค้า เพื่อให้การเจรจามีเอกภาพและรวดเร็วมากขึ้น ท่ามกลางบริบทภูมิรัฐศาสตร์เศรษฐกิจโลกที่เปลี่ยนแปลง
‘ภาค SME’ เตือนมาตรการ SME ต้องแยก Micro-Small-Medium ให้ถูก
ส่วนตัวแทนภาค SME สะท้อนว่า ภาครัฐควรทำความเข้าใจคำว่า MSME ให้ชัดเจน โดยเฉพาะกลุ่ม Micro ซึ่งมีผู้ประกอบการกว่า 2.75 ล้านราย และเป็นกลุ่มที่เข้าถึงสินเชื่อได้ยากที่สุด
พร้อมเตือนว่า มาตรการช่วยเหลือที่ใช้คำว่า ‘SME’ แบบกว้างๆ มักทำให้สินเชื่อไหลไปสู่ธุรกิจขนาดกลาง (Medium) มากกว่าผู้ประกอบการรายเล็ก เนื่องจากธนาคารประเมินตามความเสี่ยง
อย่างไรก็ตาม ได้กล่าวขอบคุณรัฐบาลต่อมาตรการกระตุ้นเศรษฐกิจฐานราก เช่น ‘คนละครึ่ง’ และ ‘ไทยช่วยไทย’ ที่ช่วยกระตุ้นกำลังซื้อและประคองผู้ประกอบการรายย่อยในช่วงเศรษฐกิจชะลอตัว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลหากลไกอื่นนอกเหนือจากระบบธนาคาร เพื่อส่งเม็ดเงินไปยังผู้ประกอบการรายเล็ก รวมถึงเสนอให้นำหนี้เสียภาคธุรกิจออกมาบริหารจัดการแยกต่างหาก เพื่อช่วยฟื้นกำลังซื้อในระบบเศรษฐกิจ
พร้อมเรียกร้องให้รัฐออกกฎระเบียบคุ้มครองผู้ประกอบการรายย่อยจากการแข่งขันของทุนต่างชาติ และสนับสนุนการอัปสกิลด้าน AI และเทคโนโลยี เพื่อยกระดับศักยภาพการแข่งขันของผู้ประกอบการรายเล็กในระยะต่อไป
‘กลุ่มยานยนต์’ หวั่นฐานผลิตไทยสั่นคลอน ชง Safeguard-ดันรถเก่าแลกรถใหม่
ด้านตัวแทนภาคอุตสาหกรรมยานยนต์สะท้อนว่า โครงสร้างอุตสาหกรรมรถยนต์ไทยกำลังเผชิญแรงกดดันหนัก หลังยอดผลิตรถยนต์ในประเทศลดลงจาก 2 ล้านคัน เหลือเพียง 1.4 ล้านคัน ขณะที่สัดส่วนรถนำเข้าสำเร็จรูป โดยเฉพาะรถยนต์ไฟฟ้า (BEV) จากจีน เพิ่มขึ้นต่อเนื่อง จากอานิสงส์ภาษีนำเข้า 0% ภายใต้ FTA อาเซียน-จีน จึงเสนอให้รัฐบาลออกมาตรการ Safeguard เพื่อปกป้องฐานการผลิตในประเทศ ผ่านการสร้างความแตกต่างด้านภาษีสรรพสามิตระหว่างรถยนต์ผลิตในประเทศกับรถนำเข้า โดยผูกกับสัดส่วนการใช้ชิ้นส่วนในประเทศ (Local Content)
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งผลักดันโครงการ ‘รถเก่าแลกรถใหม่’ เพื่อกระตุ้นอุปสงค์ภายในประเทศ ลดปัญหารถเก่าสะสมและฝุ่น PM 2.5 โดยกำหนดเงื่อนไขว่ารถใหม่ที่เข้าร่วมโครงการต้องเป็นรถที่ผลิตในประเทศไทย รวมถึงขอให้รัฐบาลทบทวนการลดอัตราเงินชดเชยภาษีอากรส่งออก (Tax Compensation) ซึ่งกระทบต้นทุนผู้ส่งออกยานยนต์ ท่ามกลางความผันผวนของค่าเงินและแรงกดดันจากภูมิรัฐศาสตร์
‘ภาคท่องเที่ยว-โรงแรม’ ขอชะลอค่าเหยียบแผ่นดิน-คุม OTA ต่างชาติ
ด้านตัวแทนภาคธุรกิจโรงแรมและท่องเที่ยวเสนอให้รัฐบาลเร่งลดต้นทุนการเดินทางเพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยว ทั้งการสนับสนุนเที่ยวบินในหลายเส้นทาง และมาตรการร่วมจ่าย (Co-payment) เพื่อกระตุ้นการท่องเที่ยวภายในประเทศ พร้อมเสนอให้ชะลอการจัดเก็บ ‘ค่าเหยียบแผ่นดิน’ 1,000 บาทออกไปก่อน เพื่อไม่ให้กระทบการฟื้นตัวของอุตสาหกรรมการบินและการท่องเที่ยวระหว่างไทย-จีน
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ทบทวนนโยบายฟรีวีซ่า โดยไม่ควรใช้แนวทางเดียวกับทุกประเทศ แต่ควรกำหนดเงื่อนไขตามศักยภาพของแต่ละประเทศ รวมถึงเสนอให้รัฐสนับสนุนแพลตฟอร์ม OTA ของคนไทย เพื่อลดการพึ่งพาแพลตฟอร์มต่างชาติ ควบคู่กับการออกกฎหมายกำกับ OTA ต่างชาติให้เสียภาษีและกำหนดเพดานค่าคอมมิชชันอย่างเป็นธรรม รวมถึงเสนอให้เร่งพัฒนาโครงข่ายคมนาคมสู่เมืองรอง และดึงต่างชาติร่วมลงทุนสร้าง Manmade Destination ระดับโลกในพื้นที่ศักยภาพ เช่น คลองเตย หรือ EEC
‘ภาคการแพทย์’ ดัน Health Security-ปั้นภูเก็ตสู่ Global Wellness Destination
ขณะที่ตัวแทนภาคธุรกิจการแพทย์และสุขภาพเสนอให้รัฐบาลต่อยอดจุดแข็งด้าน Medical Tourism ไปสู่การสร้าง ‘Health Security’ ของประเทศ ผ่านการส่งเสริมอุตสาหกรรมการผลิตยาสมุนไพร อาหารเสริม วัสดุสิ้นเปลืองและอุปกรณ์ทางการแพทย์ โดยเสนอให้ดึงต่างชาติเข้ามาร่วมลงทุนเพื่อถ่ายทอดเทคโนโลยีและพัฒนาสินค้ามูลค่าสูง รองรับสังคมสูงวัยและตลาดส่งออกในอนาคต
พร้อมเสนอให้รัฐกำหนดสัดส่วนการใช้ผลิตภัณฑ์ทางการแพทย์ที่ผลิตในประเทศ หรือให้แต้มต่อในการจัดซื้อจัดจ้างของโรงพยาบาลรัฐ เพื่อสร้างความมั่นคงทางสุขภาพในระยะยาว โดยเฉพาะในภาวะวิกฤตโรคระบาดหรือความขัดแย้งทางภูมิรัฐศาสตร์ นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งผลักดัน Wellness Tourism อย่างจริงจัง ผ่านการกำหนดพื้นที่นำร่อง เช่น ภูเก็ต ให้เป็น Global Wellness Destination แบบครบวงจร เพื่อสร้าง Competitive Advantage ใหม่ให้กับประเทศ
‘ภาควัสดุก่อสร้าง’ เร่ง Fast Track 1.8 ล้านล้าน-เตือนเสี่ยง Twin Inflation
ส่วนตัวแทนภาคอุตสาหกรรมวัสดุก่อสร้างและพลังงานเสนอให้รัฐบาลเร่งเดินหน้าโครงการ Fast Track มูลค่า 1.8 ล้านล้านบาท เพื่อสร้าง ‘เครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่’ ของประเทศในระยะ 10-20 ปีข้างหน้า พร้อมเร่งแก้ปัญหาคอขวดด้านน้ำ ไฟฟ้า และใบอนุญาต เพื่อให้โครงการลงทุนขนาดใหญ่เกิดขึ้นจริงภายใน 2 ปี ซึ่งจะสร้างผลคูณทางเศรษฐกิจในวงกว้าง
อีกด้านหนึ่ง ยังสะท้อนความกังวลต่อการทะลักเข้ามาของสินค้าจีน โดยเสนอให้รัฐเร่งจัดการสินค้าคุณภาพต่ำ หรือ ‘จีนเทา’ ที่กระทบดีมานด์ในประเทศ ขณะเดียวกัน ภาคธุรกิจไทยจำเป็นต้องเร่งปรับตัวรับ ‘จีนขาว’ ผ่านการควบรวมกิจการ (Consolidation) การใช้ Automation และ AI เพื่อสร้างขนาดธุรกิจระดับอาเซียนให้แข่งขันได้ในระยะยาว
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งลงทุน Grid Modernization รองรับการขยายตัวของพลังงานสะอาดและโซลาร์เซลล์ รวมถึงเตือนถึงความเสี่ยง ‘Twin Inflation’ จากราคาพลังงานและอาหารที่อาจเร่งตัวพร้อมกันในช่วงปลายปีนี้ต่อเนื่องปีหน้า ขณะที่ปัญหาภัยแล้งและ Super El Nino อาจกลายเป็นความเสี่ยงสำคัญของประเทศ หากไม่เร่งบริหารจัดการน้ำเชิงรุกตั้งแต่ขณะนี้
‘ภาคค้าปลีก’ ชูไทยเป็น Hub การค้าอาเซียน-เร่ง FTA-ดัน AI ยกระดับ Service Economy
ด้านตัวแทนภาคค้าปลีกและบริการสะท้อนว่า ภาคค้าปลีกและบริการมีการจ้างงานกว่า 6.5 ล้านคน คิดเป็นมูลค่าทางเศรษฐกิจราว 5.5 ล้านล้านบาท หรือประมาณ 22% ของ GDP พร้อมระบุว่า ภาคธุรกิจที่ใกล้ชิดผู้บริโภคสามารถสะท้อนพฤติกรรมการจับจ่ายและสภาพเศรษฐกิจจริงได้ชัดเจนที่สุด
พร้อมเสนอให้รัฐบาลใช้จุดแข็งด้านความเป็นกลางทางภูมิรัฐศาสตร์ของไทยและอาเซียน ยกระดับประเทศเป็นศูนย์กลางการค้าและการลงทุนของภูมิภาค รวมถึงใช้โอกาสจากกระแส China Plus One และ ASEAN Plus One ดึงดูดการลงทุนคุณภาพเข้าสู่ไทย ทั้งในฐานะ Regional Operation ศูนย์กลางโลจิสติกส์ และสำนักงานใหญ่ของเศรษฐกิจดิจิทัล
ขณะเดียวกัน ยังเสนอให้รัฐออกมาตรการจูงใจการลงทุนในเมืองรอง สนับสนุนต้นทุนแบตเตอรี่โซลาร์เซลล์ และปรับนโยบายแรงงานให้มีความคล่องตัวมากขึ้น
ในมิติการค้า ภาคเอกชนมองว่า SME ไทยกำลังเสียเปรียบการแข่งขันออนไลน์จากสินค้านำเข้าที่ไม่มีมาตรฐานชัดเจน จึงเสนอให้รัฐสร้าง ‘สนามแข่งขันที่เท่าเทียม’ ระหว่างออฟไลน์และออนไลน์ ควบคู่กับการบังคับใช้กฎหมายอย่างเข้มงวด พร้อมเร่งผลักดัน FTA กับตลาดสำคัญอย่างสหภาพยุโรป (EU)
ส่วนภาคท่องเที่ยว เสนอให้รัฐบาลผลักดัน Travel Sandbox เพื่อดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพสูง เพิ่มการใช้จ่ายต่อหัว และส่งเสริมการใช้ยานยนต์ไฟฟ้า (EV) ในภาคท่องเที่ยวมากขึ้น
นอกจากนี้ ยังเสนอให้นำเทคโนโลยี AI เข้ามายกระดับ Service Economy และ Tourist Economy เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพและผลักดันไทยสู่เศรษฐกิจมูลค่าสูง (High Value Economy)
‘ภาคสินค้าอุปโภคบริโภค’ ชงฟื้นอุดหนุนค่าขนส่ง-เร่งรถไฟชุมพร-ระนอง
ด้านตัวแทนภาคสินค้าอุปโภคบริโภคสะท้อนว่า ธุรกิจกลุ่มนี้กำลังเผชิญต้นทุนสูงขึ้นต่อเนื่อง โดยเฉพาะค่าขนส่ง จนบางเส้นทาง “ขาดทุนทุกหีบ” แม้ภาคเอกชนจะพยายามตรึงราคาสินค้าและช่วยเหลือ SME ผ่านวงเงินเครดิตจำนวนมากแล้วก็ตาม
จึงเสนอให้รัฐบาลรื้อฟื้นมาตรการอุดหนุนค่าขนส่งทางบกสำหรับผู้ประกอบการขนส่ง โดยใช้เทคโนโลยีช่วยจ่ายเงินอุดหนุนตามระยะทางวิ่งจริง เพื่อช่วยตรึงราคาสินค้า ลดภาระผู้บริโภค และประคอง SME ขนส่งให้อยู่รอดในระบบ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งโครงการรถไฟ Missing Link ชุมพร-ระนอง ระยะทาง 108 กิโลเมตร เพื่อเชื่อมระบบโลจิสติกส์ฝั่งอ่าวไทยและอันดามัน รองรับการส่งออกและสร้างเส้นทางการค้าทางเลือกใหม่
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ไทยยกระดับบทบาทสู่ผู้นำด้าน Food Security ของอาเซียน ผ่านความร่วมมือด้านเกษตรและอาหารกับประเทศเพื่อนบ้าน โดยมองว่าไทยมีศักยภาพและได้รับการยอมรับในฐานะ ‘พี่ใหญ่’ ของภูมิภาค
‘ภาคพลังงาน’ เสนอเปิดเสรีตลาดไฟฟ้า-กัน Data Center ศูนย์เหรียญ
ด้านตัวแทนภาคพลังงานเสนอให้รัฐบาลเร่งผลักดันการเปลี่ยนผ่านด้านพลังงาน (Energy Transition) โดยชี้ว่า การเพิ่มสัดส่วนพลังงานหมุนเวียนจะช่วยลดการนำเข้าเชื้อเพลิง ลดแรงกดดันเงินเฟ้อ และช่วยหนุนค่าเงินบาทในระยะยาว
อย่างไรก็ตาม แม้ต้นทุนพลังงานหมุนเวียนลดลงมาก แต่ยังมีข้อจำกัดด้านเสถียรภาพและต้นทุนแบตเตอรี่ จึงเสนอให้รัฐวางแผนรองรับอย่างเป็นระบบ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เปิดเสรีตลาดไฟฟ้า เพื่อให้ผู้ใช้ไฟสามารถซื้อไฟฟ้าจากผู้ผลิตโดยตรงได้ ผ่านระบบแบบ Peer-to-Peer ซึ่งจะช่วยยกระดับโครงสร้างเศรษฐกิจไทยให้ทันสมัยมากขึ้น
อีกประเด็นสำคัญคือ การป้องกันปัญหา ‘Data Center ศูนย์เหรียญ’ โดยเสนอให้ภาครัฐกำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุน Data Center ต่างชาติสร้างมูลค่าเพิ่มแก่เศรษฐกิจไทยอย่างน้อย 30% เพื่อให้เกิดประโยชน์ต่อ Digital Economy และระบบ AI ของประเทศอย่างแท้จริง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้เร่งยกระดับคุณภาพโครงสร้างพื้นฐานของไทย ทั้งถนน ทางด่วน และระบบสาธารณูปโภคต่างๆ รวมถึงแก้ปัญหาภาษีซ้ำซ้อนและข้อจำกัดด้านสินเชื่อสำหรับบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนต่างประเทศ
‘ภาคธนาคาร’ ชี้ต่างชาติยังห่วงเสถียรภาพการเมืองไทย
ด้านตัวแทนภาคธนาคารอีกรายหนึ่งสะท้อนว่า แม้ไทยจะสามารถตอบโจทย์ความกังวลของนักลงทุนต่างชาติได้หลายด้าน แต่ปัจจัยที่ต่างชาติยังจับตาอย่างมากคือ ‘เสถียรภาพทางการเมือง’ และความต่อเนื่องของนโยบายรัฐ
โดยมองว่า การเปลี่ยนรัฐบาลหลายครั้งในช่วงเวลาสั้นๆ ส่งผลต่อความเชื่อมั่นของนักลงทุน ดังนั้นรัฐบาลจำเป็นต้องผลักดันนโยบายต่างๆ ให้เกิดผลในทางปฏิบัติอย่างต่อเนื่อง
พร้อมเสนอให้นำหลักการ 4T ได้แก่ Targeted, Transition, Transform และ Together มาใช้ในการขับเคลื่อนประเทศ ทั้งในด้านเศรษฐกิจสีเขียว การปรับโครงสร้างเศรษฐกิจ และการบูรณาการความร่วมมือระหว่างรัฐและเอกชน
‘ภาคการเงิน’ แนะเพิ่มงบ BOI 2-3 เท่า รับเม็ดเงินย้ายฐานลงทุน
ขณะที่ตัวแทนจากภาคการเงินเสนอให้รัฐบาลเตรียมรับแรงกระแทกจากเศรษฐกิจโลกที่ยังมีความไม่แน่นอนสูง พร้อมมองว่า ไทยควรใช้จังหวะที่นักลงทุนทั่วโลกกำลังมองหา ‘ความมั่นคง’ ดึงดูดเม็ดเงินลงทุนเข้าสู่ประเทศ
พร้อมเสนอให้เพิ่มงบประมาณและบุคลากรของ BOI อีก 2-3 เท่า เพื่อรองรับการแข่งขันดึงดูดการลงทุนในช่วงเปลี่ยนผ่านสู่เทคโนโลยีและอุตสาหกรรมใหม่ ซึ่งจะเป็นกลไกสำคัญในการขับเคลื่อนเศรษฐกิจไทยทดแทนข้อจำกัดด้านงบประมาณภาครัฐในระยะต่อไป
‘ภาคเทคโนโลยี’ เร่งพลังงานสะอาด-ปลดล็อกภาษี OECD-ดันไทยสู่ R&D Hub
ด้านตัวแทนภาคเทคโนโลยีและอิเล็กทรอนิกส์สะท้อนว่า ไทยกำลังแข่งขันดึงดูดการลงทุนอย่างหนักกับ 7 ประเทศเพื่อนบ้าน โดยเฉพาะในอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์และเซมิคอนดักเตอร์ ซึ่งปัจจัยสำคัญที่บริษัทแม่ทั่วโลกให้ความสำคัญ คือ ความพร้อมของพลังงานสะอาด (Clean Energy) ทั้งในด้านปริมาณ ความเสถียร และราคาที่แข่งขันได้ พร้อมเตือนว่าหากไทยดำเนินการช้ากว่าประเทศคู่แข่ง อาจสูญเสียโอกาสดึงดูดเม็ดเงินลงทุนครั้งใหญ่
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งออกมาตรการรองรับ Global Minimum Tax ภายใต้กรอบ OECD ให้มีความชัดเจนและสามารถแข่งขันได้ เพราะต่อจากนี้การยกเว้นภาษีแบบเดิมจะไม่เพียงพออีกต่อไป โดยหากไทยออกมาตรการได้ดีกว่าประเทศเพื่อนบ้าน จะช่วยดึงดูดการลงทุนใหม่เข้าสู่ประเทศได้อีกจำนวนมาก
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ภาครัฐต่อยอดจากจุดแข็งเดิมของไทยที่เป็นฐานการผลิตระดับโลก ไปสู่การเป็นฐานวิจัยและพัฒนา (R&D Hub) มากขึ้น พร้อมดูแลนักลงทุนรายเดิมควบคู่กับการดึงดูดรายใหม่ เพื่อรักษาความสามารถในการแข่งขัน ท่ามกลางการแข่งขันแย่งฐานการผลิตเทคโนโลยีขั้นสูงจากหลายประเทศ
ภาคเอกชนยังเสนอให้เกิดการถ่ายทอดองค์ความรู้ด้าน AI และระบบพัฒนาบุคลากรสู่ SME และภาคการศึกษาไทย ผ่านการแบ่งปันระบบ AI in Manufacturing และ Technology Development ที่ใช้งานจริงอยู่แล้ว เพื่อช่วยยกระดับผลิตภาพของภาคอุตสาหกรรมไทยในระยะยาว
‘ภาคเกษตรและอาหาร’ ชูลงทุนระบบน้ำ-ปลดล็อกผังเมือง-ใช้ AI เพิ่มมูลค่า
ด้านตัวแทนภาคเกษตรและอาหารเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนระบบน้ำและชลประทาน โดยมองว่าภาคเกษตรคือ ‘น้ำมันบนดิน’ ที่สามารถสร้างรายได้ให้ประเทศอย่างยั่งยืน พร้อมเสนอให้ออกพันธบัตรรัฐบาลเพื่อลงทุนโครงสร้างพื้นฐานด้านน้ำโดยเฉพาะ เพื่อให้เกษตรกรสามารถเพาะปลูกได้ตลอดปี เพิ่มผลผลิตและรายได้ในระยะยาว
นอกจากนี้ ยังเสนอให้ปลดล็อกกฎหมายผังเมือง เพื่อเปิดทางตั้งโรงงานแปรรูปสินค้าเกษตรใกล้พื้นที่เพาะปลูก ลดต้นทุนโลจิสติกส์ เพิ่มมูลค่าสินค้าเกษตร และสร้างงานในภูมิภาค พร้อมย้ำว่า ‘ผู้ผลิต’ ที่สามารถใช้ AI เทคโนโลยี และระบบโลจิสติกส์ได้อย่างมีประสิทธิภาพ จะเป็นผู้ชนะในเศรษฐกิจยุคใหม่
‘ภาคดิจิทัลและโทรคมนาคม’ เสนอ AI Government-ตั้งเงื่อนไข Data Center ต้องมี R&D ไทย
ขณะที่ตัวแทนภาคธุรกิจดิจิทัลและโทรคมนาคม เสนอให้รัฐบาลเร่งสร้างเสถียรภาพทางการเมือง เพื่อดึงดูดเม็ดเงินลงทุนต่างประเทศ (FDI) ให้เพิ่มขึ้นสู่ระดับ 30,000-35,000 ล้านดอลลาร์ต่อปี พร้อมผลักดันไทยสู่การเป็น ‘AI Government’ แห่งแรกของโลก โดยใช้ AI ยกระดับระบบราชการ การศึกษา และเศรษฐกิจดิจิทัลทั้งระบบ
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้กำหนดเงื่อนไขให้ผู้ลงทุน Data Center ระดับโลกต้องตั้งศูนย์วิจัยและพัฒนา (R&D) ในไทย และเชื่อมโยงการทำงานร่วมกับมหาวิทยาลัยไทย เพื่อสร้างบุคลากรเทคโนโลยีรุ่นใหม่ รวมถึงผลักดันไทยสู่การเป็นศูนย์กลาง Data Center, AI และเศรษฐกิจดิจิทัลของภูมิภาคในระยะยาว
‘ภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมี-การค้าระหว่างประเทศ’ ชงเร่ง FTA-ลงทุนโครงสร้างพื้นฐานข้ามแดน
ด้านตัวแทนภาคอุตสาหกรรมปิโตรเคมีและการค้าระหว่างประเทศสะท้อนว่า ไทยยังมีจุดแข็งจากตลาดภายในประเทศที่มีพลวัต สถาบันการเงินแข็งแกร่ง และภาคธุรกิจขนาดใหญ่ที่มีศักยภาพแข่งขันระดับโลก แต่กระบวนการจัดทำข้อตกลงการค้าเสรี (FTA) ของไทยยังล่าช้าเมื่อเทียบกับประเทศคู่แข่งในภูมิภาค
พร้อมเสนอให้ไทยเร่งมองตลาดใหม่ในกลุ่มประเทศลุ่มแม่น้ำโขง เช่น กัมพูชา ลาว และเวียดนาม ซึ่งรวมกันมีประชากรราว 250 ล้านคน และสามารถเชื่อมโยงการค้าผ่านโครงสร้างพื้นฐานทางบกได้โดยตรง
นอกจากนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งลงทุนโครงสร้างพื้นฐานบริเวณชายแดน และขยายสิทธิประโยชน์การลงทุนให้ครอบคลุมบริษัทไทยที่ออกไปลงทุนในประเทศเพื่อนบ้าน เพื่อสร้างการบูรณาการเศรษฐกิจระดับภูมิภาค
ขณะเดียวกัน ยังเตือนว่าไทยเริ่มสูญเสียความสามารถในการแข่งขันด้านการส่งออก จากต้นทุนและค่าเงินบาทที่แข็งค่าขึ้น พร้อมย้ำบทเรียนจากวิกฤตปี 2540 ว่า การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานขนาดใหญ่ของภาครัฐเป็นกลไกสำคัญที่ช่วยฟื้นเศรษฐกิจไทยกลับมาได้อย่างรวดเร็ว
‘ภาคท่องเที่ยว-ค้าปลีก’ ชี้ไทยต้องสร้าง Identity ใหม่ ดึงนักท่องเที่ยวคุณภาพ
ด้านตัวแทนภาคท่องเที่ยวและค้าปลีกมองว่า อุตสาหกรรมท่องเที่ยวไทยกำลังเผชิญความท้าทายจากการแข่งขันระดับโลก ทำให้แนวทางการสื่อสารแบบเดิม เช่น ‘Amazing Thailand’ หรือการขายจุดเด่นด้านทะเลและชายหาด อาจไม่เพียงพออีกต่อไป
ข้อเสนอสำคัญคือ ไทยต้องเร่งสร้าง ‘Identity’ ใหม่ด้านการท่องเที่ยวให้ชัดเจน คล้ายกับที่ญี่ปุ่นใช้วัฒนธรรม หรือเกาหลีใต้ใช้สื่อบันเทิงเป็นเครื่องมือดึงดูดนักท่องเที่ยวทั่วโลก
อีกประเด็นสำคัญคือการฟื้นความเชื่อมั่นด้านความปลอดภัย โดยเฉพาะในตลาดจีนที่ยังมีข่าวลือเกี่ยวกับความไม่ปลอดภัยในไทยบนโซเชียลมีเดียต่างประเทศ จึงเสนอให้ภาครัฐใช้ KOL หรืออินฟลูเอนเซอร์ท้องถิ่นในแต่ละประเทศเป็นผู้สื่อสารโดยตรง เพื่อสร้างความเชื่อมั่นและโปรโมตภาพลักษณ์ใหม่ของไทย
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้เร่งยกระดับบริการในสนามบิน ทั้งจุดต้อนรับ ระบบตรวจคนเข้าเมือง และระบบขนส่งสาธารณะ เพื่อสร้าง First Impression และ Last Memory ที่ดีแก่นักท่องเที่ยว เนื่องจากรายได้จากการท่องเที่ยวคิดเป็นเกือบ 20% ของ GDP ประเทศ
‘ภาคนิคมอุตสาหกรรม-โครงสร้างพื้นฐาน’ เตือน EEC ขาดที่ดิน-พลังงานสะอาด-น้ำรองรับลงทุนใหม่
ด้านตัวแทนภาคนิคมอุตสาหกรรมและโครงสร้างพื้นฐานระบุว่า ไทยกำลังอยู่ในช่วงหัวเลี้ยวหัวต่อสำคัญของการแข่งขันด้านการลงทุน โดยคู่แข่งหลักในปัจจุบันไม่ใช่สิงคโปร์หรือมาเลเซียอีกต่อไป แต่คือเวียดนามที่มีการปรับโครงสร้างภาครัฐครั้งใหญ่เพื่อเพิ่มประสิทธิภาพการแข่งขัน
แม้ไทยจะสามารถดึงดูดการลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) ได้สูงในปีที่ผ่านมา โดยเฉพาะในกลุ่ม Data Center, EV, PCB และอุตสาหกรรมอิเล็กทรอนิกส์ระดับสูง แต่ยังเผชิญอุปสรรคสำคัญจากปัญหาผังเมืองในพื้นที่ EEC หลังพื้นที่อุตสาหกรรมหลายแห่งถูกปรับเป็นพื้นที่สีเขียว ทำให้นักลงทุนไม่สามารถหาแปลงที่ดินตั้งโรงงานได้
นอกจากนี้ ภาคเอกชนยังสะท้อนปัญหาเรื่อง Green Infrastructure โดยเฉพาะความล่าช้าในการอนุมัติโครงการพลังงานสะอาด ความไม่ชัดเจนเรื่องค่าใช้ระบบสายส่งไฟฟ้า (Wheeling Charge) และความพร้อมของระบบไฟฟ้ารองรับอุตสาหกรรมใหม่ที่ใช้พลังงานสูง
อีกประเด็นเร่งด่วนคือความเสี่ยงจากภาวะ Super El Nino ซึ่งอาจทำให้อุตสาหกรรมขาดแคลนน้ำในอีก 2 ปีข้างหน้า หากภาครัฐไม่เร่งสูบน้ำและกักเก็บน้ำสำรองตั้งแต่ช่วงฤดูฝนปีนี้
พร้อมกันนี้ ยังเสนอให้รัฐบาลเร่งพัฒนาแรงงานกลุ่มเดิม โดยเฉพาะแรงงานอุตสาหกรรมยานยนต์สันดาปกว่า 400,000 คน ผ่านการ Re-skill และ Up-skill ให้สอดคล้องกับอุตสาหกรรมใหม่ รวมถึงออกแบบหลักสูตรมหาวิทยาลัยให้ตอบโจทย์ความต้องการของภาคอุตสาหกรรมโดยตรง เพื่อแก้ปัญหาขาดแคลนแรงงานทักษะสูงในระยะยาว
รัฐบาลสรุป 4 แกนยุทธศาสตร์ ดันไทยรับโอกาสย้ายฐานลงทุนโลก
หลังการประชุม ดร.เอกนิติ นิติทัณฑ์ประภาศ รองนายกรัฐมนตรี และรัฐมนตรีว่าการกระทรวงการคลังได้สรุปภาพรวมการหารือทั้งหมดว่า วิกฤตเศรษฐกิจและภูมิรัฐศาสตร์โลกในปัจจุบัน ถือเป็น ‘โอกาสมหาศาล’ ของประเทศไทยในการดึงดูดการย้ายฐานการผลิต ซัพพลายเชน และทรัพยากรบุคคลจากทั่วโลกเข้าสู่ไทย
ดร.เอกนิติระบุว่าหลังจากนี้ รัฐบาลจะเร่งขับเคลื่อนแนวทางหลัก 4 ด้าน ได้แก่ การลงทุนโครงสร้างพื้นฐานและพลังงานสะอาด การยกระดับทรัพยากรมนุษย์ การสร้างเครื่องยนต์เศรษฐกิจใหม่ และการปลดล็อกอุปสรรคเชิงโครงสร้างของภาครัฐ
ในด้านโครงสร้างพื้นฐาน รัฐบาลจะเร่งผลักดันการลงทุนด้าน Clean Energy การยกระดับโครงสร้างพื้นฐานสมัยใหม่ (Modernization) รวมถึงการบริหารจัดการน้ำ เพื่อรองรับความเสี่ยงจากวิกฤตเอลนีโญ (El Nino) และภัยแล้งที่อาจกระทบทั้งภาคอุตสาหกรรมและภาคเกษตรในระยะข้างหน้า
ขณะเดียวกัน รัฐบาลจะเร่งลงทุนด้านทรัพยากรมนุษย์ ผ่านการดึงดูดแรงงานทักษะสูงและบุคลากรคุณภาพจากต่างประเทศเข้ามาทำงานในไทย พร้อมใช้ประโยชน์จากเม็ดเงินลงทุนโดยตรงจากต่างประเทศ (FDI) กว่า 1.8 ล้านล้านบาท ให้เกิดการถ่ายทอดเทคโนโลยี (Tech Transfer) สู่ภาคธุรกิจและแรงงานไทย รวมถึงผลักดันการนำ AI มาใช้ในการ Up-skill และ Re-skill คนไทยทุกระดับ เพื่อเพิ่มขีดความสามารถการแข่งขันของประเทศในระยะยาว
นอกจากนี้ รัฐบาลยังเตรียมผลักดันอุตสาหกรรมใหม่ (New Growth Engine) เช่น Wellness Hub, Financial Hub, Digital Hub และศูนย์กลางโลจิสติกส์ของภูมิภาค โดยย้ำว่าอุตสาหกรรมใหม่เหล่านี้จะต้องเชื่อมโยงกับ Supply Chain ภายในประเทศและ SME ไทย เพื่อให้เกิดการกระจายรายได้และการจ้างงานลงสู่ระดับท้องถิ่น
ส่วนการแก้ไขอุปสรรคเชิงโครงสร้าง รัฐบาลจะเร่งปลดล็อกปัญหาที่เป็นคอขวดต่อการลงทุน ทั้งเรื่องที่ดินและผังเมือง โดยเฉพาะในพื้นที่ EEC ปัญหาแหล่งน้ำ แรงงาน ขั้นตอนอนุญาต และกฎระเบียบภาครัฐที่ยังล่าช้า รวมถึงยกระดับการปราบปรามคอร์รัปชันและลดอุปสรรคด้านราชการ เพื่อเพิ่มความเชื่อมั่นนักลงทุน โดยยกตัวอย่างความสำเร็จของมาตรการ BOI Fast Track ที่ช่วยผลักดันให้การลงทุนจริงในไตรมาสแรกปีนี้เติบโตถึง 18%
สุดท้ายนี้ ดร.เอกนิติ ระบุว่า เวทีหารือครั้งนี้จะไม่จบเพียงการแลกเปลี่ยนความคิดเห็น โดยนายกรัฐมนตรีได้สั่งการให้จัดตั้ง ‘คณะกรรมการร่วมภาครัฐและเอกชน’ หรือ กรอ. เพื่อรวบรวมข้อเสนอทั้งหมดจากภาคธุรกิจมาจัดทำเป็น Action Plan ที่สามารถขับเคลื่อนได้จริง พร้อมจัดทำ Dashboard ติดตามความคืบหน้าของแต่ละโครงการและมาตรการอย่างเป็นรูปธรรม ก่อนนัดประเมินผลร่วมกันอีกครั้งภายใน 6 เดือนข้างหน้า สะท้อนความพยายามของรัฐบาลในการเปลี่ยนข้อเสนอจากภาคเอกชนไปสู่การปฏิบัติจริงเชิงนโยบายอย่างเป็นระบบ

