ดัชนีราคาผู้ผลิต (PPI) เพิ่มขึ้น 9.1% ในเมษายน สูงสุดรอบ 42 เดือน แต่ผลสำรวจชี้ธุรกิจส่งผ่านต้นทุนไม่ได้ ‘ต้องยอมแบก’ เหตุกำลังซื้ออ่อนแอ
ประเด็นสำคัญ
วันนี้ (13 พฤษภาคม) นันทพงษ์ จิระเลิศพงษ์ ผู้อำนวยการสำนักงานนโยบายและยุทธศาสตร์การค้า (ผอ.สนค.) เผยว่า ดัชนีราคาผู้ผลิตของไทย (Producer Price Index: PPI) ซึ่งเป็นดัชนีราคาที่ใช้วัดแรงกดดันเงินเฟ้อที่มาจากฝั่งผู้ผลิต ในเดือนเมษายน 2569 สูงขึ้น 9.1% เทียบกับช่วงเดียวกันปีก่อน
นับเป็นการเพิ่มขึ้นสูงสุดในรอบ 42 เดือน (หรือ 3 ปี 6 เดือน) โดยครั้งล่าสุดที่ดัชนีมีการเปลี่ยนแปลงสูงกว่าระดับนี้คือในเดือนตุลาคม 2565 ซึ่งมีอัตราการเปลี่ยนแปลงอยู่ที่ 9.9%
โดยการปรับตัวขึ้นของ PPI ในเดือนที่ผ่านมา มีปัจจัยสำคัญจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังคงผันผวนอยู่ในระดับสูง ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันสำเร็จรูปในประเทศปรับตัวสูงขึ้นตามภาวะของตลาดโลก และการปรับขึ้นของราคาค่าขนส่ง มีผลกระทบต่อต้นทุนในภาคการผลิตของหลายอุตสาหกรรมอย่างมีนัยสำคัญ

(อัตราการเปลี่ยนแปลงของดัชนีราคาผู้ผลิต ตั้งแต่ม.ค. 2561-ปัจจุบัน)
นันทพงษ์กล่าวต่อว่า สำหรับแนวโน้มดัชนีราคาผู้ผลิต เดือนพฤษภาคม 2569 มีแนวโน้มขยายตัวต่อ แต่ในอัตราที่ชะลอลง เหตุต้นทุนการผลิตโดยรวมยังคงอยู่ในระดับสูง โดยมีแรงกดดันสำคัญจากราคาพลังงานในตลาดโลกที่ยังทรงตัวในระดับสูง แม้ว่าความผันผวนจะลดลง ประกอบกับต้นทุนด้านโลจิสติกส์และค่าขนส่งที่ยังไม่ปรับลดลงอย่างมีนัยสำคัญ รวมถึงราคาวัตถุดิบที่ยังมีความผันผวนส่งผลให้ผู้ประกอบการยังคงเผชิญภาระต้นทุนอย่างต่อเนื่อง
อย่างไรก็ตาม นันทพงษ์กล่าวว่า การส่งผ่านต้นทุนที่เพิ่มขึ้นไปยังราคาสินค้า (Consumer Price) ยังมีข้อจำกัด จากภาวะเศรษฐกิจในประเทศที่ยังฟื้นตัวไม่เต็มที่และกำลังซื้อของผู้บริโภคที่ยังอ่อนแอ อีกทั้ง การแข่งขันด้านราคาที่เป็นปัจจัยกดดันให้ผู้ประกอบการไม่สามารถปรับราคาสินค้าได้อย่างเต็มที่ส่งผลให้การขยายตัวของดัชนีราคาผู้ผลิตอาจจะชะลอลงหรือทรงตัวอย่างต่อเนื่อง
ผลสำรวจชี้ ธุรกิจ 81% ต้นทุนเพิ่ม 41% วัตถุดิบตึงตัว-ขาดแคลน
สอดคล้องกับ ผลสำรวจความเชื่อมั่นทางธุรกิจฉบับพิเศษ (BSI Special) เดือนเม.ย. 2569 ของธนาคารแห่งประเทศไทย (ธปท.) ที่มีผู้ตอบแบบสอบถาม 217 ราย พบว่า ธุรกิจส่วนใหญ่ได้รับผลกระทบอย่างหนักจากต้นทุนที่พุ่งสูงขึ้น และหลายแห่งกำลังเผชิญกับปัญหาวัตถุดิบขาดแคลน โดยมีรายละเอียดดังนี้
- 81% ของธุรกิจเผชิญกับปัญหาต้นทุนที่เพิ่มสูงขึ้นอย่างฉับพลัน
- 41% เผชิญกับปัญหาวัตถุดิบตึงตัวหรือขาดแคลน
- 32% มีคำสั่งซื้อหรือยอดขายลดลง

ต้นทุนพุ่ง แต่ธุรกิจส่งผ่านต้นทุนไม่ได้ ‘ต้องยอมแบก’ เหตุกำลังซื้ออ่อนแอ
แม้ต้นทุนจะสูงขึ้น แต่ผลสำรวจ BSI ชี้ว่าผู้ประกอบการส่วนใหญ่ไม่สามารถผลักภาระต้นทุนไปให้ผู้บริโภคได้ทั้งหมด โดยเลือกที่จะปรับราคาสินค้าขึ้นเพียงบางส่วนเท่านั้น ไม่เท่าต้นทุน เนื่องจากข้อจำกัดด้านกำลังซื้อ และการแข่งขัน
โดยจากคำถามที่ว่าใน 3 เดือนข้างหน้า จะขึ้นราคามากน้อยเพียงใดของต้นทุนที่เพิ่มขึ้น พบว่า
- 29% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ไม่ปรับราคา
- 35% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ปรับเพิ่ม 21-30%
- 19% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ปรับเพิ่ม 11-20%
- 10% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ปรับเพิ่มไม่เกิน 10%
- 6% ของผู้ตอบแบบสอบถาม ปรับเพิ่มมากกว่า 30%

อย่างไรก็ตาม เมื่อเทียบกับอดีตช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครนปี 2565 พบว่า สัดส่วนของธุรกิจที่จำเป็นต้องปรับราคาขึ้นนั้นมีจำนวนเพิ่มมากขึ้น
เห็นได้จากกลุ่มผู้ประกอบการที่เลือก ‘ไม่ปรับราคา’ หรือแบกรับต้นทุนไว้เอง มีสัดส่วนลดลงอย่างชัดเจน โดยในช่วงสงครามรัสเซีย-ยูเครน มีธุรกิจถึง 40% ที่ไม่ปรับราคา แต่ในช่วงสงคราม Middle East ตัวเลขนี้ลดลงเหลือเพียง 29% สะท้อนให้เห็นว่าในปัจจุบันธุรกิจมีความสามารถในการแบกรับต้นทุนที่เพิ่มขึ้นได้น้อยลง

