×

แม่ทัพใหญ่ AWC เบรกฝันแลนด์มาร์กใหม่กรุงเทพฯ ชะลอสร้างตึก 100 ชั้น ที่ เอเชียทีค รอจังหวะตลาดฟื้น

13.05.2026
  • LOADING...
ภาพผู้บริหาร AWC วัลลภา ไตรโสรัส พร้อมข้อความ AWC ชะลอสร้างตึก 100 ชั้น ที่เอเชียทีค

ท่ามกลางเศรษฐกิจโลกที่ยังเต็มไปด้วยความผันผวน ทำจังหวะตลาดไม่เอื้อต่อการลงทุน หลายๆ ธุรกิจปรับแผนลงทุนใหม่ ไม่เว้นแม้แต่ธุรกิจยักษ์ใหญ่อย่าง ‘AWC’ ยอมรับต้องลงทุนอย่างระมัดระวังมากขึ้น พร้อมชะลอการก่อสร้างอาคารสูง 100 ชั้น ที่เคยแถลงข่าวไปก่อนหน้านี้ว่าจะสร้างให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ

 

วัลลภา ไตรโสรัส ประธานเจ้าหน้าที่บริหารและกรรมการผู้จัดการใหญ่ บริษัท แอสเสท เวิรด์ คอร์ป จำกัด (มหาชน) หรือ AWC กล่าวว่า ด้วยสถานการณ์ความผันผวนของเศรษฐกิจโลกและความไม่แน่นอนต่างๆ ที่เกิดขึ้น ต่อจากนี้ AWC จะทยอยลงทุนตามจังหวะตลาด โดยจะพิจารณาถึงโอกาสและจังหวะที่เหมาะสม เพื่อรักษาผลตอบแทนของการลงทุน แต่ยังคงงบประมาณการลงทุน 5 ปี ไว้ที่ 1 แสนล้านบาท หรือเฉลี่ยใช้งบปีละ 1-2 หมื่นล้านบาท ซึ่งแต่ละปีก็จะแตกต่างกันไป

 

และปัจจุบันบริษัทใช้กลยุทธ์ผ่านโมเดล AWC Growth Fund เพื่อดูแลโครงการที่กำลังพัฒนา เมื่อโครงการเริ่มเปิดดำเนินการและมีผลประกอบการที่ดีจึงจะโอนเข้ามาใน AWC เพื่อลดภาระการรับรู้ต้นทุนระหว่างก่อสร้าง ปัจจุบันมี 4 โครงการหลักที่อยู่ใน AWC Growth Fund ได้แก่ เอเชียทีค, พลาซ่า แอทธินี นิวยอร์ก, โอกุระ ทองหล่อ และอีกหนึ่งโครงการที่จะเตรียมเติมเข้ามาในพอร์ต

 

สำหรับปีนี้ ได้วางงบลงทุนไว้ที่ 8,000 ล้านบาท หลักๆ จะใช้พัฒนาโครงการใหม่ เริ่มตั้งแต่กลุ่มโรงแรม ซึ่งปัจจุบันได้พัฒนาโรงแรมเดอะ พลาซ่า แอทธินี โนบุ โฮเทล แอนด์ สปา แบงค็อก ไปแล้ว ซึ่งวางแผนจะเปิดให้บริการในช่วงปลายปีหน้า ตามด้วยแบรนด์ Ritz Carlton มีแผนเปิดตัว 3 ทำเลสำคัญ ได้แก่ ที่ภูเก็ต, พัทยา และริมแม่น้ำที่ล้ง 1919

 

พร้อมยังเน้นการเข้าซื้อโครงการในตลาดมาปรับปรุงและสร้างมูลค่าเพิ่ม ยกตัวอย่างที่ประสบความสำเร็จคือ โครงการ Courtyard ที่ภูเก็ต ซึ่งใช้เงินลงทุนเพิ่มเพียง 36% แต่สามารถปรับราคาห้องพักเพิ่มขึ้นได้ถึง 421% ทำให้ได้กลุ่มลูกค้าที่มีคุณภาพสูงขึ้น

 

ต่อด้วยการเดินหน้าพัฒนาโครงการต่างๆ เช่น โครงการ Lannatique ที่จังหวัดเชียงใหม่ จะทยอยเปิดตัวและเริ่มจากการดึงร้านอาหารเข้ามาเสริม ตามด้วยคาบาเรต์โชว์ และบิ๊กซี โดยจะเตรียมทำแผนการตลาดขนาดใหญ่ในปีหน้าเพื่อยกระดับเป็น Global Destination รวมถึงโครงการเวิ้งนาครเขษม ที่เตรียมเปิดช่วงปลายปีซึ่งจะเป็นจุดเชื่อมต่อการท่องเที่ยวแบบไร้รอยต่อระหว่างแม่น้ำไปยังสถานที่ต่างๆ และเดินหน้าปรับปรุงสินทรัพย์เดิมให้เหมาะสมกับภาวะตลาด

 

ในช่วงเวลาเดียวกัน ยังมุ่งพัฒนาแลนด์มาร์กใหม่ในหลายพื้นที่ โดยเฉพาะโครงการแลนด์มาร์กบริเวณเอเชียทีค เดอะ ริเวอร์ฟร้อนท์ ในไตรมาส 3 ปีนี้จะนำโดมจากงาน World Expo ที่นครโอซากา ประเทศญี่ปุ่น จำนวน 2 โดม ขนาด 1,600 ตร.ม. มาเพิ่มเป็นอีกหนึ่งแลนด์มาร์กใหม่

 

แม่ทัพใหญ่ AWC กล่าวต่อว่า ด้วยความท้าทายของตลาด บริษัทจึงตัดสินใจชะลอการก่อสร้างอาคารสูง 100 ชั้น ที่ตั้งใจว่าจะสร้างให้เป็นแลนด์มาร์กแห่งใหม่ของกรุงเทพฯ ในพื้นที่โครงการเอเชียทีค เพื่อรอดูสถานการณ์และรอให้ตลาดแข็งแรง โดยจะมุ่งเน้นการสร้างรายได้และเพิ่มมูลค่าให้กับสินทรัพย์ที่มีอยู่แล้วแทน ซึ่งจากทั้งหมด 58 โครงการ มี 27 โครงการที่เห็นโอกาสในการปรับกลยุทธ์เพื่อดึงกลุ่มลูกค้าที่มีกำลังซื้อสูงเข้ามาก่อน

 

ในส่วนของธุรกิจอาคารสำนักงานให้เช่า เพื่อสู้กับสภาวะตลาดและการแข่งขันที่สูงขึ้น AWC จึงปรับใช้กลยุทธ์ Lifestyle Office โดยเชื่อมโยงสิทธิประโยชน์เข้ากับพอร์ตโรงแรมในเครือ ผู้เช่าออฟฟิศสามารถไปใช้งาน Business Center ในโรงแรม รับส่วนลด และอัปเกรดบริการต่างๆ ได้ ซึ่งมองว่าจะช่วยดึงดูดกลุ่มบริษัทข้ามชาติและตอบโจทย์ไลฟ์สไตล์ของพนักงานผู้เช่าได้เป็นอย่างดี

 

พร้อมประเมินว่า ทิศทางของอุตสาหกรรมท่องเที่ยวระหว่างไตรมาส 2 และ 3 แม้ว่ายอดจองจะยังคงมีอยู่ แต่ก็คงจะชะลอตัวลงตามธรรมชาติเพราะเป็นช่วง Low Season สิ่งที่ต้องทำต่อคือการร่วมมือกับพาร์ตเนอร์ทำการตลาดอย่างต่อเนื่อง

 

ก่อนจะย้ำว่า AWC ไม่มีแผนจะเข้าไปลงทุนสร้างสวนสนุกขนาดใหญ่ระดับโลก แต่จะเน้นโมเดล ‘AWC Lifestyle Destination’ ที่สอดคล้องกับเรื่องราวของแต่ละทำเล พร้อมอุดหนุนสินค้าเกษตรและสินค้าท้องถิ่น รวมถึงการเจรจานำลิขสิทธิ์สนุกๆ เข้ามาเสริม

 

ด้านการบริหารต้นทุนที่สูงขึ้น บริษัทได้ปรับกลยุทธ์มาบริหารต้นทุนล่วงหน้าโดยการเพิ่มสต็อกสินค้า เนื่องจากปัจจุบันต้นทุนดอกเบี้ยของ AWC ต่ำเพียง 2.5% นอกจากนี้ กำลังศึกษาแผนการทำศูนย์รวมการจัดซื้อและสต็อกสินค้าร่วมกับเชนโรงแรมอย่าง Marriott รวมถึงพิจารณาการนำ AI มาช่วยวิเคราะห์และบริหารงานจัดซื้อเพื่อเพิ่มศักยภาพการทำกำไร

 

อีกทั้งยังสามารถลดค่าไฟลงได้ปีละกว่า 100 ล้านบาท จากปกติค่าไฟรวมกว่า 1,000 ล้านบาท จากการลงทุนอุปกรณ์ประหยัดพลังงาน ทำให้การใช้ไฟลดลงจาก 220 กิโลวัตต์/ตร.ม./ปี เหลือ 190-195 กิโลวัตต์ และมีเป้าหมายจะลดให้เหลือ 168 กิโลวัตต์/ตร.ม./ปี ซึ่งสอดคล้องกับเป้าหมาย Carbon Neutrality ขององค์กร

 

เมื่อมาดูที่ผลประกอบการไตรมาส 1 ปี 2569 บริษัทมีรายได้รวม 6,776 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 9.5% (YoY) และมีกำไรสุทธิ 1,986 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 0.9% (YoY) ขณะที่กำไรจากการดำเนินงานอยู่ที่ 3,531 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 3.3% (YoY) โดยเฉพาะกลุ่มธุรกิจโรงแรมและการบริการมีการเติบโต 12% เนื่องจากมีดีมานด์นักท่องเที่ยวคุณภาพสูงและมีรายได้เฉลี่ยต่อห้องพักของโรงแรมเดิมทำระดับสูงสุดอยู่ที่ 5,230 บาทต่อคืน และยังทยอยรับรู้รายได้จากทรัพย์สินใหม่ โดยปัจจุบันสัดส่วนรายได้มาจากธุรกิจโรงแรม 60% และจากกลุ่มธุรกิจคอมเมอร์เชียล 40%

 

อย่างไรก็ตาม บริษัทยังคงรักษาโครงสร้างทางการเงินที่แข็งแกร่ง โดยมีพอร์ตทรัพย์สินคุณภาพมูลค่า 221,357 ล้านบาท เพิ่มขึ้น 5.7% (YoY) และมีอัตราส่วนหนี้สินที่มีภาระดอกเบี้ยต่อส่วนของผู้ถือหุ้นอยู่ที่ 0.87 เท่า ซึ่งต่ำกว่าค่าเฉลี่ยของอุตสาหกรรม ซึ่งสะท้อนให้เห็นถึงความพร้อมในการรองรับการเติบโตระยะยาว

 

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories