×

ทรัมป์ต้องการอะไรจากทริปเยือนจีน และผลการหารือกับสีจิ้นผิงจะจบสวยหรือไม่?

13.05.2026
  • LOADING...
ภาพกราฟิกแสดง โดนัลด์ ทรัมป์ และ สีจิ้นผิง

การประชุมสุดยอดระหว่างผู้นำ 2 ประเทศมหาอำนาจอย่างสหรัฐฯ และจีน กำลังจะเกิดขึ้น ในวันที่สงครามระหว่างสหรัฐฯ-อิหร่าน ยังไร้ทางออก และส่งผลบั่นทอนเสถียรภาพโลกอย่างต่อเนื่อง ในขณะที่บทบาทของจีน ที่เป็นทั้งพันธมิตรของอิหร่านและคู่แข่งตัวฉกาจของสหรัฐฯ ยังคงมีความสำคัญที่ทั่วโลกต้องจับตามอง

 

 
 

โดนัลด์ ทรัมป์ ประธานาธิบดีสหรัฐฯ และสีจิ้นผิง ประธานาธิบดีจีน มีกำหนดพบหารือกันที่กรุงปักกิ่ง ในวันที่ 14-15 พฤษภาคมนี้ โดยการประชุมสุดยอดครั้งนี้ถูกเลื่อนจากเดือนมีนาคม หลังสหรัฐฯ และอิสราเอล เปิดฉากสงครามโจมตีอิหร่าน

 

อย่างไรก็ตาม ทริปนี้นับเป็นการเยือนจีนอย่างเป็นทางการครั้งแรกของประธานาธิบดีสหรัฐฯ นับตั้งแต่ปี 2017 ซึ่งเป็นปีที่ทรัมป์ ขึ้นดำรงตำแหน่งสมัยแรก

 

ความตึงเครียดทางภูมิรัฐศาสตร์ โดยเฉพาะอย่างยิ่งด้านการค้า ไต้หวัน สงครามอิหร่าน และปัญญาประดิษฐ์ (AI) เป็นประเด็นสำคัญที่จะเกิดขึ้นในการประชุมครั้งนี้

 

ในขณะเดียวกัน เศรษฐกิจโลกยังคงได้รับผลกระทบ ทั้งจากราคาน้ำมันและก๊าซที่พุ่งสูงจากการปิดล้อมช่องแคบฮอร์มุซ และสงครามการค้าระหว่างสหรัฐฯ และจีนที่ยังคงคุกรุ่น แม้จะดูสงบลงบ้างในช่วงหลายเดือนที่ผ่านมา

 

สิ่งที่โลกจะได้เห็นจากการนั่งประจันหน้าพูดคุยกันของทั้งสองผู้นำมหาอำนาจโลกรอบนี้คืออะไร ความสัมพันธ์และบทบาทของทั้งสองประเทศจะเดินหน้าหรือขยับขยายไปในทิศทางไหน ยังเป็นคำถามที่ต้องติดตามอย่างใกล้ชิด

 

สหรัฐฯ ต้องการอะไรจากการเยือนจีนครั้งนี้?

 

เอ็ดการ์ด ดี. คาแกน ที่ปรึกษาอาวุโสโครงการ Freeman Chair in China Studies ของศูนย์ศึกษาเชิงกลยุทธ์และระหว่างประเทศ (Center for Strategic and International Studies : CSIS) มองว่าทรัมป์ต้องการแสดงให้เห็นว่าความสัมพันธ์ของเขากับสี สามารถนำมาซึ่งผลประโยชน์ทางเศรษฐกิจและความมั่นคงที่เป็นรูปธรรมแก่สหรัฐฯ ได้

 

โดยทรัมป์ ต้องการแรงสนับสนุนจากจีนสำหรับความพยายามในการบรรลุข้อตกลงที่ยอมรับได้จากอิหร่านเพื่อยุติความขัดแย้งและเปิดช่องแคบฮอร์มุซอีกครั้ง

 

ขณะที่เขายังต้องการแสดงให้เห็นว่า เขาเป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่สามารถสร้างความเสมอภาคในความสัมพันธ์ทางเศรษฐกิจกับจีน และอาจจะขอคำมั่นสัญญาจากจีนในการซื้อสินค้าและบริการจากสหรัฐฯ ในปริมาณมาก โดยเฉพาะการซื้อสินค้าที่จะส่งผลกระทบต่อเศรษฐกิจในภาคส่วนสำคัญของสหรัฐฯ รวมถึงภาคเกษตรกรรม ก่อนที่จะถึงการเลือกตั้งกลางเทอมในเดือนพฤศจิกายน

 

ด้านรองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี พานิชสาส์น อาจารย์ประจำคณะเศรษฐศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ อดีตผู้อำนวยการศูนย์วิจัยยุทธศาสตร์ไทย-จีน แห่งสำนักงานคณะกรรมการวิจัยแห่งชาติ ชี้ว่าในตอนนี้ จีนถือว่ามีความสำคัญอย่างยิ่งต่อสหรัฐฯ

 

โดยนับตั้งแต่ทรัมป์ รับตำแหน่งประธานาธิบดีสมัยที่ 2 เมื่อเดือนมกราคมปีที่แล้ว เขามีท่าทีชัดเจนมากว่า สนใจและอยากจะไปเยือนจีนเพื่อเจอกับสี

 

ท่าทีของทรัมป์ ที่พูดถึงจีนอย่างต่อเนื่อง ทั้งในฐานะ “คู่แข่ง” และในฐานะประเทศขนาดใหญ่ที่สหรัฐฯ จำเป็นต้องพูดคุยและมีปฏิสัมพันธ์ด้วย สะท้อนว่า จีนได้กลายเป็น ‘ตัวแปรสำคัญ’ ต่อยุทธศาสตร์ของวอชิงตันในหลายมิติ

 

เดิมที แผนการเยือนจีนของทรัมป์ถูกวางไว้เร็วกว่านี้ แต่ต้องเลื่อนออกไปหลังวิกฤตสงครามอิหร่านปะทุขึ้นจากปฏิบัติการทางทหารของสหรัฐฯ และอิสราเอล ซึ่งนำไปสู่ความตึงเครียดในช่องแคบฮอร์มุซ และสร้างแรงสั่นสะเทือนต่อภูมิรัฐศาสตร์โลก

 

อย่างไรก็ตาม รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี มองว่า การเลื่อนทริปเยือนจีนมาในช่วงเวลานี้ กลายเป็นการเพิ่มแต้มต่อให้กับสีในการพูดคุยเจรจากับทรัมป์

 

ภาพสะท้อนเรื่องนี้ ปรากฏบนปกนิตยสาร The Economist ที่เป็นภาพสี ยืนยิ้มอยู่ด้านหลังทรัมป์ พร้อมกับข้อความประกอบว่า “อย่าขัดจังหวะศัตรูของคุณ ในยามที่เขากำลังทำผิดพลาด”

 

ขณะเดียวกัน โลกก็เริ่มเห็นภาพที่ชัดขึ้นเรื่อยๆ ว่าหลายประเทศกำลังหันกลับมาให้ความสำคัญกับจีนมากขึ้น แม้บางประเทศจะเคยมีความสัมพันธ์ตึงเครียดกับปักกิ่งก็ตาม แต่ตอนนี้กลับหันเข้าหาจีน จนทำให้เกิดคำอธิบายทางการทูตว่า “ถนนทุกสายกำลังมุ่งสู่จีน”

 

“พูดง่ายๆ ว่า ความผิดพลาดของทรัมป์ คือโอกาสของสี ทุกอย่างมันชัดเจนผู้นำหลายประเทศทั่วโลก ต่างก็เดินทางไปเยือนจีน จนเขาใช้คำว่า ถนนทุกสายมุ่งไปสู่จีน หลายประเทศที่มีปัญหากับจีน เช่นแคนาดา ที่มีปัญหากับจีนมา 8 ปี แต่ในที่สุดนายกรัฐมนตรีแคนาดาคนล่าสุดก็ไปเยือนจีน และมีความสัมพันธ์อันชื่นมื่น หรือแม้กระทั่งนายกรัฐมนตรีอังกฤษก็เพิ่งไปเยือนจีน”

 

ในช่วงสงครามอิหร่านที่ผ่านมา จีนยังพยายามวางตัวเองในฐานะ “ตัวกลาง” ทางการทูต โดยหวังอี้ รัฐมนตรีต่างประเทศจีน ได้ต่อสายพูดคุยกับหลายประเทศ ทั้งประเทศในโลกอาหรับและภูมิภาคอ่าวเปอร์เซีย อย่างซาอุดีอาระเบีย เพื่อแสดงบทบาทเชิงสร้างสรรค์ในการคลี่คลายความตึงเครียด

 

ในอีกด้าน จีนส่งสัญญาณว่า วิกฤตพลังงานโลกไม่ได้สร้างผลกระทบต่อประเทศมากเท่าที่หลายฝ่ายคาด โดยแม้ว่าจีนจะนำเข้าน้ำมันผ่านช่องแคบฮอร์มุซจำนวนมาก แต่ปักกิ่งมีทั้งคลังสำรองพลังงาน เส้นทางขนส่งทางเลือก และการลงทุนระยะยาวด้านพลังงานสะอาดที่ช่วยลดความเปราะบางลงอย่างต่อเนื่อง สิ่งเหล่านี้สะท้อนว่า จีนเตรียมพร้อมเรื่องความมั่นคงทางพลังงานมานานแล้ว

 

โดยการที่จีนยังรับมือปัญหาพลังงานได้ ในขณะที่สหรัฐฯ กลับไม่สามารถปิดเกมสงครามอิหร่านได้เร็วเหมือนที่คิด ผลลัพธ์จึงกลายเป็นทรัมป์เองที่ตอนนี้ต้องหันกลับมาวิงวอนให้จีนช่วยพูดกับอิหร่าน

 

“เพราะฉะนั้น กลายเป็นว่าการเดินเกมของจีนในหลายๆ เรื่อง ทำให้สหรัฐฯ ยิ่งต้องพึ่งพาจีนมากขึ้น”

 

ทั้งนี้ หากถามว่า ทริปนี้ทรัมป์ต้องการเอาอะไรเป็นเมนูวางบนโต๊ะเจรจากับสี ในมุมความมั่นคงแน่นอนว่าคือเรื่องอิหร่าน ส่วนในมุมเศรษฐกิจ สิ่งที่สหรัฐฯ ยังต้องพึ่งจีนคือเรื่องแร่สำคัญ (Critical Mineral) อย่างแร่หายาก หรือ Rare Earth

 

ก่อนหน้านี้จีนใช้วิธีการจำกัดการส่งออกแร่หายาก ซึ่งส่งผลกระทบต่อซัพพลายเชนของสหรัฐฯ โดยสิ่งสำคัญมากๆ คือ กระทบต่ออุตสาหกรรมผลิตอาวุธของสหรัฐฯ ด้วย เนื่องจากแร่หายากถือเป็นวัตถุดิบสำคัญที่ใช้ในการผลิต และในสงครามอิหร่าน สหรัฐฯ มีการใช้อาวุธไปเยอะมากชนิดที่เรียกว่า “ตำน้ำพริกละลายแม่น้ำ”

 

“ตอนนี้จีนคุมซัพพลายเชนของแร่หายากทั้งหมด ทั้งต้นน้ำ กลางน้ำ และปลายน้ำ ดังนั้นนี่จึงเป็นอีกเรื่องหนึ่งที่ทรัมป์ต้องการไปคุยกับสี แต่หากถามว่าจีนจะยอมหรือไม่นั้น แน่นอนว่าถ้าผู้นำจีนมีเป้าหมายที่ใหญ่กว่า เช่น เรื่องไต้หวัน สีจิ้นผิงก็อาจจะยอมทรัมป์ในการลดการจำกัดการส่งออกแร่หายากไปให้สหรัฐฯ เพื่อให้สหรัฐฯ ดูเหมือนว่าได้ชัยชนะ และเป็นฝ่ายได้มากกว่า”

 

ผลลัพธ์การเยือนจีนของทรัมป์ จะเป็นอย่างไร?

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี เชื่อว่าผลสรุปการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ น่าจะออกมาในภาพของความชื่นมื่นและการมีผลเชิงบวก แต่ตั้งข้อสังเกตว่าทั้งหมดนี้อาจเป็นแค่ ‘เกมซื้อเวลา’

 

“มันอาจจะดูดี และทำให้สถานการณ์หลายๆ เรื่องที่ติดขัด ดูเหมือนจะยุติลงบ้าง แต่ปมของปัญหา หรือสิ่งที่เป็นปมในใจของทั้ง 2 ฝ่าย จะยังไม่จบลง ความขัดแย้ง หรือการแข่งขันกันระหว่าง 2 มหาอำนาจนี้ ยังคงเป็นหนังยาวที่เราต้องติดตามกันต่อไปอีกนาน”

 

ทางด้าน รัช โดชิ (Rush Doshi) นักวิจัยอาวุโสด้านเอเชียศึกษา และผู้อำนวยการโครงการริเริ่มยุทธศาสตร์จีนแห่งสภาความสัมพันธ์ระหว่างประเทศ (Council on Foreign Relations : CFR) มองว่าผลลัพธ์จาก “การประชุมสุดยอดครั้งนี้ จะด้อยกว่าการเดินทางเยือนจีนครั้งล่าสุดของทรัมป์ในปี 2017 อย่างมาก”

 

โดยในปี 2017 นั้น สีได้จัดการต้อนรับ “การเยือนอย่างเป็นทางการแบบพิเศษ” ซึ่งรวมถึงงานเลี้ยงอาหารค่ำแบบส่วนตัวในพระราชวังต้องห้าม และขบวนพาเหรดผ่านจัตุรัสเทียนอันเหมิน ตลอดจนพิธีในมหาศาลาประชาชน ก่อนที่จะมีการลงนามข้อตกลงทางธุรกิจระหว่างทั้งสองประเทศมูลค่า 2.5 แสนล้านดอลลาร์

 

แต่ในครั้งนี้ ทรัมป์จะพบกับผู้นำจีนด้วยความมั่นใจว่าสหรัฐฯ กำลัง ‘ได้เปรียบ’ ในขณะที่สีจิ้นผิง ก็มั่นใจว่า ‘ประเทศตะวันออกกำลังรุ่งเรือง’ ส่วน ‘ประเทศตะวันตกกำลังเสื่อมถอย’ และ ณ วันนี้ ทั้งเวลาและโมเมนตัมของสถานการณ์นั้น ‘ล้วนอยู่ข้างจีน’

 

ฉากหลังของการพบกันระหว่างทรัมป์ และสี ในครั้งนี้ จึงเป็นไปท่ามกลางบรรยากาศตึงเครียดของการแข่งขันชิงไหวชิงพริบ โดยเฉพาะใน 4 ประเด็นสำคัญ ที่น่าจะเป็นหัวใจหลักของการพูดคุย คือ วาระทางเศรษฐกิจ, ประเด็นไต้หวัน, สงครามอิหร่าน และเทคโนโลยี AI

 

ไต้หวันคือ ‘เมนูหลัก’ ของสี ในการคุยทรัมป์

 

ในการพูดคุยระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิง หลายครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ท่าทีของทรัมป์ นั้นมุ่งเน้นไปที่เรื่องเศรษฐกิจ ในขณะที่ท่าทีของสีจิ้นผิง มุ่งเน้นไปยังประเด็นที่เกี่ยวข้องกับไต้หวันมากขึ้นเรื่อยๆ

 

นักวิชาการจีนชี้ว่า จีนจะพยายามกดดันให้สหรัฐฯ เปลี่ยนนโยบายต่อไต้หวันตามที่เคยประกาศจุดยืนไว้ โดยอยากให้สหรัฐฯ แสดงท่าทีต่อต้านการแยกตัวเป็นเอกราชของไต้หวัน แทนที่จะ ‘ไม่สนับสนุน’

 

รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี เชื่อว่าในการเยือนจีนของทรัมป์ครั้งนี้ เมนูหลักที่สี จัดวางไว้บนโต๊ะเจรจา คือประเด็นไต้หวัน ที่ถือเป็นเงื่อนปมใหญ่ด้านความมั่นคงของจีน

 

ที่ผ่านมา รัฐบาลจีนส่งเสียงย้ำในประเด็นความสัมพันธ์ของไต้หวันมาโดยตลอด ซึ่งในการพูดคุยระหว่างทรัมป์และสีจิ้นผิง หลายครั้งนับตั้งแต่เดือนมกราคม 2025 ท่าทีของสี เน้นย้ำว่าไต้หวันคือประเด็นสำคัญในทุกๆ ครั้ง

 

“การเยือนครั้งนี้ก็เช่นกัน โดยเป็นสิ่งสำคัญสำหรับผู้นำจีนที่จะต้องให้มีประเด็นไต้หวันอยู่บนโต๊ะเจรจา” รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี กล่าว

 

โดยบทบรรณาธิการของ China Daily เมื่อไม่กี่วันนี้ ยังเน้นว่า ไต้หวันไม่ใช่แค่หนึ่งในหลายประเด็นที่ทั้งสองผู้นำจะคุยกัน แต่คือหัวใจของการพูดคุยและผลประโยชน์หลักของจีนกับสหรัฐฯ พร้อมทั้งใช้คำว่า “The Most Sensitive Red Line” หรือเส้นแดงที่อ่อนไหวที่สุดในความสัมพันธ์จีน-สหรัฐฯ

 

ขณะที่ย้ำว่า สหรัฐฯ จะต้องเคารพหลักการจีนเดียว (One China) และการพูดคุยกันจะต้องตั้งอยู่บนเงื่อนไขพื้นฐานนี้ ขณะที่เตือนไปยังผู้วางนโยบาย (Policy Makers) ของสหรัฐฯ ว่าไม่ควรประมาทในประเด็นไต้หวัน เพราะถือว่าเป็นประเด็นที่สำคัญอย่างยิ่ง และเป็นพื้นฐานของการมีความสัมพันธ์ที่มั่นคงระหว่างจีนกับสหรัฐฯ

 

ในปีนี้ สีจิ้นผิงเดินเกมรุกในประเด็นไต้หวันค่อนข้างมาก จะเห็นได้จากการที่ก่อนหน้านี้ รัฐบาลจีนได้เชิญประธานพรรคก๊กมินตั๋ง (Kuomintang) พรรคฝ่ายค้านของไต้หวันไปเยือนจีน และสีก็พยายามใช้วิธีการแบบละมุนละม่อมในการรวมชาติกับไต้หวัน ผ่านการสื่อสารกับพรรคการเมืองของไต้หวันที่มีท่าทีเชิงบวกกับจีน

 

“สำหรับสี นี่คือจังหวะเวลาที่เหมาะสมที่สุด ที่จีนจะต้องรวมชาติกับไต้หวันให้จบ ให้สำเร็จ ในยุคที่ทรัมป์ เป็นประธานาธิบดีของสหรัฐฯ เพราะสำหรับจีนแล้ว ทรัมป์เป็นผู้นำสหรัฐฯ ที่จีน ‘จัดการได้’ และเคลียร์กับทรัมป์ได้ง่ายกว่าประธานาธิบดีสหรัฐฯ คนอื่นๆ” รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี กล่าว และชี้ว่า “จีนอาจยอมในบางเรื่องที่สหรัฐฯ ต้องการ เพื่อซื้อใจทรัมป์ เช่น ยอมซื้อเครื่องบิน Boeing หรือถั่วเหลืองจากสหรัฐฯ มากขึ้น หรือยอมในเรื่องอื่นๆ ที่ทำให้ทรัมป์รู้สึกเหมือนชนะจีน หรือรู้สึกเหมือนได้มากกว่าจีน”

 

นอกจากนี้ รองศาสตราจารย์ ดร.อักษรศรี มองว่า อีกประเด็นหนึ่งที่สีต้องการให้ทรัมป์ ยืนยัน คือเรื่องปัญหาการขายอาวุธให้กับไต้หวัน ซึ่งทรัมป์ ถือว่าเป็นประธานาธิบดีสหรัฐฯ ที่ขายอาวุธให้กับไต้หวันเยอะมาก โดยสำหรับทรัมป์ ที่คิดแบบนักธุรกิจ ต้องการเงินและรายได้จากการขายอาวุธ แต่สำหรับจีนนั้น ต้องการคำมั่นสัญญาจากสหรัฐฯ ที่จะ ‘ไม่แทรกแซง’ ประเด็นไต้หวัน และต้องการคำยืนยันว่า สหรัฐฯ ‘คัดค้าน’ การประกาศเอกราชของไต้หวัน

 

แฟ้มภาพ : REUTERS/Kevin Lamarque/File Photo/File Photo
อ้างอิง:

 

  • LOADING...

READ MORE





Latest Stories

Close Advertising