ข้อมูลจากศูนย์วิจัยกสิกรไทย ระบุว่าในปี 2568 ที่ผ่านมา ตลาดการทำศัลยกรรมเพื่อความงามในไทยมีมูลค่ามากกว่า 75,200 ล้านบาท ซึ่งการทำศัลยกรรมจมูกยังคงเป็นหนึ่งในการทำหัตถการยอดนิยม
แต่เมื่อตลาดใหญ่ขึ้น การแข่งขันก็หนาแน่นขึ้น ทั้งกลยุทธ์การแข่งด้านราคา การจัดโปรโมชัน เรื่อยไปจนถึงการสื่อสารผ่านอินฟลูเอนเซอร์
อินไซต์สำคัญของผู้ที่คิดจะทำศัลยกรรมจมูกคือ คนส่วนใหญ่ล้วนมีความกังวลไม่ต่างกันว่า “ผลลัพธ์หลังทำจะยังดูเป็นธรรมชาติและคงความสวยในแบบที่ยังเป็นตัวเองอยู่หรือไม่” ซึ่งถือเป็น Pain Point หลักที่ EMMA Clinic พบในอุตสาหกรรมนี้ แม้ผู้บริโภคจะมีจมูกต้นแบบและคลินิกในใจแล้ว แต่ความกังวลใจดังกล่าวก็ไม่เลือนหายไปอยู่ดี
จุดนี้เองที่ My EMMA NOSE แพลตฟอร์ม AI + AR จาก EMMA Clinic ที่พัฒนาร่วมกับ adapter digital ได้เข้ามาปิดจบกลบรอยรั่วการทำศัลยกรรมจมูกให้หมดไป

ลูกค้าไม่กล้าทำจมูกเพราะกลัวผลลัพธ์โด่งเกินจริง ไม่เป็นธรรมชาติ
โดยส่วนใหญ่แล้ว Customer Journey การทำศัลยกรรมเสริมจมูกมักจะเริ่มจากการดูรีวิวและรูป Reference ของดาราหรืออินฟลูเอนเซอร์เพื่อจินตนาการผลลัพธ์บนใบหน้าตัวเอง แต่ถึงอย่างนั้นก็ดี ภาพต้นแบบเหล่านั้นก็ยังคงเป็นภาพใบหน้าของผู้อื่น ไม่ใช่ภาพจำลองที่เกิดขึ้นบนใบหน้าของเราอยู่ดี
จุดนี้คือ Decision Friction หรือหนึ่งในแรงเสียดทานที่ทำให้ลูกค้าไม่กล้าตัดสินใจทำจมูก เมื่อจินตนาการผลลัพธ์ไม่ออก จึงพลอยกังวลว่าผลลัพธ์อาจจะดูไม่เป็นธรรมชาติ ดูโด่งเกินความเป็นจริง
เพราะหากลูกค้าขาดความมั่นใจ ลำพังเพียงรีวิว โปรโมชัน หรือภาพเปรียบเทียบก็อาจไม่เพียงพอที่จะกระตุ้นให้นัดปรึกษาแพทย์ได้ทันที ท่ามกลางตลาดที่มีคู่แข่งจำนวนมาก การสร้างความแตกต่างที่ช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพผลลัพธ์บนใบหน้าตัวเองได้ชัดเจนขึ้นโดยไม่ต้องจินตนาการ จึงเป็นอีกหนึ่งปัจจัยสำคัญต่อการตัดสินใจ

MY EMMA NOSE โซลูชันที่เริ่มจาก Pain Point จินตนาการผลลัพธ์ทำจมูกใหม่บนใบหน้าตัวเองไม่ออก
กลยุทธ์แก้ไขจุดฝืดของวงการการทำจมูกโดย EMMA Clinic จึงเป็นจุดที่น่าสนใจ เพราะเป็นการใช้เทคโนโลยีเข้ามาแก้ไขปัญหาให้กับลูกค้าโดยตรง
ในเมื่อจินตนาการภาพทรงจมูกที่จะทำไม่ออก ก็ใช้เทคโนโลยีสร้างทรงจมูกบนหน้าให้เห็นภาพไปเสียเลยด้วยการผสานเทคโนโลยี AI และ AR เข้าด้วยกัน
MY EMMA NOSE จึงเป็นการนำ AI และ AR มาสร้างเป็นโซลูชันก่อนการวางแผนทำจมูก เพื่อแก้ไขปัญหาการจินตนาการภาพรวมใบหน้าหลังทำจมูกโดยตรง
เบื้องหลังการพัฒนาแพลตฟอร์ม EMMA Clinic ได้ผนึกกำลังร่วมกันกับ adapter digital ในฐานะเอเจนซี่เพื่อช่วยให้ผู้ที่กำลังวางแผนทำศัลยกรรมจมูกสามารถเห็นภาพผลลัพธ์ความน่าจะเป็นของทรงจมูกต่าง ๆ บนใบหน้าของตัวเอง ก่อนนำไปใช้เป็น Reference ปรึกษาศัลยแพทย์
โดยเทคโนโลยีที่อยู่เบื้องหลัง MY EMMA NOSE ประกอบด้วย 3 ส่วนหลัก คือ
- AI Technology – วิเคราะห์โครงสร้างใบหน้าเพื่อแนะนำรูปทรงจมูกที่เหมาะสมตามหลัก Golden Ratio ซึ่งมีให้เลือกถึง 6 รูปแบบ โดยมุ่งเน้นการสร้างความสมดุล ความละมุน และความเป็นธรรมชาติที่สอดรับกับเอกลักษณ์ของแต่ละบุคคลให้มากที่สุดตามหลักคิดของ EMMA Clinic

- AR Technology – นำผลลัพธ์ทรงจมูกที่ AI แนะนำมาจำลองลงบนใบหน้าจริงของผู้ใช้งาน ช่วยทลายขีดจำกัดในการจินตนาการ และสร้างความเข้าใจในผลลัพธ์เห็นภาพได้ชัดเจนโดยไม่ต้องมีข้อสงสัย

- Golden Ratio Analysis Models – หัวใจสำคัญของการวิเคราะห์ที่พัฒนาร่วมกันระหว่าง EMMA Clinic และ adapter digital ซึ่งใช้การคำนวณอย่างละเอียด ทั้งมุมหน้าตรง มุมด้านข้าง สันจมูก แกนจมูก ปีกจมูก ไปจนถึงองค์ประกอบรวมของเครื่องหน้าทั้งหมดที่ทำให้ภาพรวมใบหน้าดูดีอย่างเป็นธรรมชาติ

เมื่อเทคโนโลยีทำให้เห็นภาพ ลูกค้าก็กล้าทำจมูกมากขึ้น
เทคโนโลยีเบื้องหลังแพลตฟอร์มทั้ง 3 ล้วนแล้วมีส่วนช่วยให้ลูกค้าเห็นภาพความเป็นไปได้ของทรงจมูกใหม่หลังทำศัลยกรรม
จากเดิมที่ Journey ของคนที่สนใจทำจมูกอาจเริ่มจากสนใจ แล้วเกิดกลายเป็นความลังเล เพราะไม่มั่นใจในผลลัพธ์จนเลื่อนการตัดสินใจออกไป
แต่แพลตฟอร์มนี้ได้เข้ามาเปลี่ยนเส้นทางดังกล่าวจากความลังเลให้กลายเป็น “เห็นภาพ” และเข้าใจ โดยเฉพาะหลักการของ EMMA Clinic ที่เชื่อในการออกแบบความงามเฉพาะบุคคล ผ่านการดึงเอกลักษณ์ของแต่ละคนให้โดดเด่นอย่างเป็นธรรมชาติ โดยเฉพาะการทำจมูก
จะเห็นได้ว่า MY EMMA Nose ได้กลายมาเป็นใน Convincing Tool สำคัญที่ช่วยให้ลูกค้ามีภาพตั้งต้นที่จับต้องได้มากกว่าแค่ความชอบ หรือ Ref จากคนดัง ทั้งยังทำให้การสื่อสารกับแพทย์มีประสิทธิภาพมากขึ้นจากการใช้ภาพจำลองเป็น Reference
กลยุทธ์ใช้ความสบายใจลูกค้าเป็นแต้มต่อในตลาด Red Ocean
เมื่อตลาดศัลยกรรมมีผู้เล่นจำนวนมาก การแข่งขันที่ราคา โปรโมชัน อาจไม่ใช่จุดต่างที่แข็งแรงอีกต่อไป เพราะแทบทุกคลินิกก็ล้วนแล้วแต่ใช้วิธีการเหล่านี้เหมือน ๆ กันไปหมด
ขณะที่ EMMA Clinic เลือกใช้กลยุทธ์การเล่นแร่แปรธาตุความกังวลและความสงสัยของลูกค้า เสริมด้วยจุดแข็งการเน้นผลลัพธ์ที่เป็นธรรมชาติให้กลายเป็นจุดต่างด้าน “ความสบายใจ” และความมั่นใจแทน
เพราะในยุคที่การแข่งขันในตลาดมีสถานะเป็น Red Ocean พร้อม ๆ กันกับที่ AI ทำให้ทุกอย่างดูเป็นไปได้ สิ่งที่หายากที่สุดในตลาดความงามอาจไม่ใช่ทางเลือก แต่คือการสร้าง ‘ความมั่นใจ’

Real Business Partner ยิ่งพาร์ตเนอร์แข็งแรง ก็ยิ่งช่วยเพิ่มแต้มต่อการแข่งในตลาด Red Ocean ได้ตรงจุด
อีกกลยุทธ์ที่ทำให้ MY EMMA NOSE น่าสนใจคือบทบาทของ adapter digital ที่ไม่ได้มีสถานะเป็นแค่ Agency แต่ยกระดับสู่การเป็น Business Partner ที่ช่วยขึงอ่าน Pain Point ทางธุรกิจให้ขาด ตลอดจนออกแบบ Customer Experiences พัฒนา AI-driven Solution และเชื่อมนวัตกรรมสร้างอิมแพกต์กับผลลัพธ์ทางธุรกิจได้จริง
กรณีศึกษาของทั้ง 2 บริษัทนี้ยังสะท้อนทิศทางใหม่ของเอเจนซีในยุค AI เพราะลำพังการทำแคมเปญการตลาดในสังเวียนแข่ง Red Ocean อาจไม่สามารถสร้างความแตกต่างในเชิงการแข่งขันได้
แบรนด์และพาร์ตเนอร์ที่แข็งแรงจึงต้องเปลี่ยน Paradigm ของกระบวนการคิดทั้งองคาพยพ หันมาเน้นสร้างโซลูชันที่ช่วยแก้ปัญหาหรือช่องโหว่ทางธุรกิจอย่างยั่งยืนแทนแคมเปญหวือหวา
จุดนี้ทำให้บทบาทเอเจนซีของ adapter digital เปลี่ยนผ่านจาก Campaign Maker หรือการดูแลกลยุทธ์ทางการสื่อสารการตลาดไปสู่การเป็น “Business Impact Solution Enabler” หรือพาร์ตเนอร์ที่ช่วยแบรนด์เปลี่ยน Pain Point ให้กลายเป็นแต้มต่อทางธุรกิจได้สำเร็จ
ทดลอง “ทรงจมูกที่ใช่สำหรับคุณ” ได้ที่ EMMA Clinic ›

