นักวิจัยจาก JPMorgan เปิดเผยว่า เศรษฐกิจโลกอาจกำลังก้าวเข้าสู่ยุค ‘เงินเฟ้อใหม่’ ที่กัดกินความมั่งคั่งอย่างเงียบๆ โดยคาดการณ์ว่าดัชนีราคาผู้บริโภค (CPI) จะเติบโตเหนือเป้าหมาย 2% ของธนาคารกลางสหรัฐฯ (Fed) และจะเกิดภาวะ ‘ช็อก’ จากเงินเฟ้อที่เป็นระลอกอย่างต่อเนื่อง
รายงานระบุถึงความเสี่ยงที่สถานการณ์อาจรุนแรงขึ้น จนซ้ำรอยวิกฤตเงินเฟ้อจากราคาน้ำมันในปี 1970 ซึ่งในทศวรรษนั้นสหรัฐฯ ต้องเผชิญกับเงินเฟ้อที่พุ่งสูงถึง 14% ในปี 1980
อย่างไรก็ตาม นักวิจัยมองว่าสถานการณ์ดังกล่าว มีโอกาสเกิดขึ้นค่อนข้างต่ำ เนื่องจากขณะนี้ยังไม่มีสัญญาณในตลาดแรงงาน ที่สะท้อนว่าค่าจ้างกำลังปรับสูงขึ้นตามเงินเฟ้อ ซึ่งเป็นปัจจัยสำคัญที่เคยจุดชนวนวิกฤตเงินเฟ้อในช่วงดังกล่าว
“ท่ามกลางการเปลี่ยนแปลงของเศรษฐกิจหลังยุคโควิด เราเชื่อว่าฐานของเงินเฟ้อจะอยู่ในระดับที่สูงกว่าช่วงก่อนเกิดโรคระบาด และความสัมพันธ์ระหว่างหุ้นและพันธบัตรมีความใกล้ชิดกันมากขึ้นในเชิงโครงสร้าง ทำให้การเผชิญกับคลื่นเงินเฟ้อเป็นระยะ อาจกลายเป็นบรรทัดฐานใหม่ที่เราต้องยอมรับ”
ประเด็นเรื่องเงินเฟ้อกลับมาเป็นจุดสนใจของตลาดอีกครั้ง นับตั้งแต่สงครามอิหร่านเปิดฉากขึ้น ซึ่งส่งผลให้ราคาน้ำมันพุ่งแตะระดับสูงสุดในรอบหลายปี และก่อให้เกิดความปั่นป่วนครั้งใหญ่ที่สุดครั้งหนึ่งในตลาดน้ำมันโลก
ก่อนหน้านี้ เศรษฐกิจสหรัฐฯ เผชิญกับแรงกดดันด้านเงินเฟ้อต่อเนื่องมาจากยุคโควิด-19 และสงครามรัสเซีย-ยูเครน โดยเงินเฟ้ออยู่ในระดับสูงยาวนาน (sticky inflation) สะท้อนจากอัตราเงินเฟ้อรายปีที่ยังคงเคลื่อนไหวเหนือระดับ 3%
ทำให้นักลงทุนจับตารายงานเงินเฟ้อเดือนเมษายนอย่างใกล้ชิด เพื่อประเมินว่า ราคาน้ำมันที่ปรับสูงขึ้น ส่งผ่านผลกระทบต่อระบบเศรษฐกิจจริงมากน้อยแค่ไหน
“บทเรียนที่น่ากังวลจากทศวรรษ 1970 และเป็นความเสี่ยงในปัจจุบัน คือ แรงกระแทกจากเงินเฟ้อ จะกลายเป็นเรื่องปกติอย่างรวดเร็ว หากเกิดขึ้นต่อเนื่องในระยะเวลาใกล้กัน”
สำหรับนักลงทุน ภาวะเงินเฟ้อที่ยืดเยื้อถือเป็นความเสี่ยงสำคัญ ทำให้การจัดพอร์ตการลงทุน 60/40 แบบดั้งเดิม ที่เน้นให้น้ำหนักการลงทุนในหุ้น 60% และพันธบัตร 40% อาจได้รับผลกระทบอย่างหนัก
JPMorgan จึงแนะนำให้ลงทุนในสินทรัพย์ที่เชื่อมโยงกับสินค้าโภคภัณฑ์ (Commodity-linked assets) ซึ่งจะช่วยป้องกันความเสี่ยงเงินเฟ้อ เช่น หุ้นในกลุ่มสินค้าโภคภัณฑ์, โครงสร้างพื้นฐาน และอสังหาริมทรัพย์ เนื่องจากสินทรัพย์เหล่านี้มักให้ผลตอบแทนที่ดีในช่วงที่เงินเฟ้อเร่งตัวขึ้น
นอกจากนี้ สถาบันการเงินอื่นๆ ใน Wall street ก็ได้ออกมาเตือนถึงความเสี่ยง ที่เงินเฟ้ออาจผันผวนต่อเนื่องอีกหลายปีข้างหน้าเช่นกัน
เมื่อปีที่ผ่านมา Charles Schwab มองว่า เงินเฟ้อจะปรับตัวขึ้นเป็นระยะๆ (rolling inflation) ขณะที่เศรษฐกิจสหรัฐฯ ดูดซับผลกระทบจากมาตรการภาษีนำเข้าของโดนัลด์ ทรัมป์
ด้าน BlackRock ในปี 2024 เคยออกมาเตือนว่า โลกอาจกำลังเข้าสู่ช่วง “รถไฟเหาะเงินเฟ้อ” ซึ่งเงินเฟ้อจะดีดกลับขึ้นเป็นช่วงๆ ก่อนจะทยอยชะลอลงในระยะยาว
ภาพ: Alones / Shutterstock
อ้างอิง:

